ศิริกัญญา ตันสกุล หารือเกี่ยวกับรายงานการเงินแผ่นดินปี 2563 โดยชี้ถึงความคืบหน้าแต่ยังมีข้อกังวลเรื่องความไม่เพียงพอของหมายเหตุและบทวิเคราะห์ รวมถึงความไม่สอดคล้องของข้อมูลหนี้สินและสินทรัพย์สุทธิที่ลดลงต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามถึงความเสี่ยงการล้มละลายของประเทศและเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลรายได้ หนี้สาธารณะ และการใช้ประโยชน์จากที่ดินราชพัสดุอย่างโปร่งใส มีการทวงถามความคืบหน้าการเก็บค่าเช่าหน่วยงานรัฐและผลตอบแทนจากกระทรวงกลาโหมด้วย
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สำหรับรายงาน การเงินแผ่นดินประจำปี ๒๕๖๓ จริง ๆ แล้วครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ ๒ ของดิฉันเช่นเดียวกัน ที่ได้มีการอภิปรายในเรื่องของรายงานการเงินแผ่นดิน แต่ว่าครั้งแรกเป็น ๒ ปีที่แล้ว ก็คือ เป็นรายงานประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๑ แต่ว่าก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ในหลายเรื่องด้วยกัน
เรื่องแรกก็คือว่า เราได้เห็นตัวหมายเหตุงบการเงินที่ละเอียดขึ้น ในปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ดิฉันจำได้ว่าดิฉันคอมเมนต์ (Comment) ว่างบการเงินถ้าเรามองว่า ประเทศไทยคือบริษัท ๆ หนึ่ง สินทรัพย์ที่มีอยู่เกือบ ๘ ล้านล้านบาท แต่ว่ารายงาน มันสั้นมากเพียงแค่ปี ๒๕๖๑ แค่ ๔๐ หน้า แต่ปี ๒๕๖๓ ก็มีการปรับปรุงดีขึ้น หมายเหตุงบละเอียดขึ้นมานิดหนึ่งมีประมาณ ๕๖ หน้าแล้ว แต่ก็ยังยืนยันว่าจริง ๆ แล้ว มันควรจะต้องละเอียดได้มากกว่านี้ จริง ๆ ท่านผู้อภิปรายก่อนหน้าก็มีการซักถาม มีการให้ คอมเมนต์ (Comment) ในหลาย ๆ เรื่องว่า รายละเอียดที่มันหายไป ซึ่งสามารถที่จะเติม เข้าไปได้อย่างแน่นอน ดิฉันก็ยังคงมีเรเฟอเรนซ์ (Reference) อย่างเช่น รายงาน งบการเงินของรัฐบาลนิวซีแลนด์ ซึ่งขนาดสินทรัพย์อยู่ที่ประมาณ ๑๐ ล้านล้านบาท ก็คือ มากกว่าของเราเล็กน้อย แต่เราก็จะเจอว่าเฉพาะหมายเหตุงบการเงินหนาประมาณ ๑๒๐ หน้าเข้าไปแล้วนะคะ เราก็คิดว่าจริง ๆ แล้วมันยังมีรูม (Room) ที่เราจะสามารถ ปรับปรุงได้อีกนะคะ สิ่งที่แตกต่างจากปี ๒๕๖๑ อีกอย่างหนึ่ง ก็คือเรื่องของบทวิเคราะห์ รายงานการเงินแผ่นดิน ซึ่งตอนปี ๒๕๖๑ ไม่มี ดิฉันไม่มั่นใจว่าปีที่แล้วมีหรือเปล่า ซึ่งก็เป็น นิมิตหมายที่ดีมากที่กรมบัญชีกลางทำ แต่ว่าสโคป (Scope) ของบทวิเคราะห์กลับวิเคราะห์ เพียงแค่เรื่องของรายได้เป็นหลัก แต่ว่าไม่ได้วิเคราะห์ในเรื่องของสินทรัพย์สักเท่าไร ทำให้ มีความละเอียดเพียงแค่ ๕ หน้า แล้วก็อย่างที่ท่านพิสิฐ ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้คอมเมนต์ (Comment) ไปแล้วว่ายังไม่ได้เป็นการวิเคราะห์สักเท่าไร จะเป็นการเปรียบเทียบว่าเพิ่มขึ้น ลดลงเท่าไร สัดส่วนเป็นเท่าไรมากกว่า เรายังคงรอการวิเคราะห์ในเรื่องของความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับการเงินแผ่นดินที่จะระบุไว้ในนี้อย่างครบถ้วน อย่างที่บอกค่ะถ้าเกิดเรามองว่า รายงานการเงินฉบับนี้เป็นไฟแนนเชียล สเตตเมนต์ (Financial statement) ของบริษัท เอกชนเราคงจะได้เห็นการวิเคราะห์ อภิปรายเรื่องของความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับประเทศนี้ว่า มันจะเกิดขึ้นจากอะไรได้บ้าง ทั้งอัตราดอกเบี้ย ทั้งความเสี่ยงจากภายนอกประเทศ จากการ แพร่ระบาดของโควิด (COVID) อะไรต่าง ๆ เป็นต้น
ทีนี้เข้ามาถึงรายละเอียด สำหรับปีนี้ปี ๒๕๖๓ ก็พบว่ารายจ่ายของแผ่นดิน สูงกว่ารายได้ถึง ๙.๔ แสนล้านบาท ซึ่งถ้าเกิดเราดูเรื่องของการขาดดุลเรื่องนี้ ก็จะพบว่า ขาดดุลปีนี้ติดต่อกันเป็นปีที่ ๑๔ แล้ว ทำให้เกิดสภาวะที่สินทรัพย์สุทธิ หรือว่าเน็ตเวิร์ท (Net Worth) มันลดลงเรื่อย ๆ ตอนปี ๒๕๖๑ ดิฉันเคยอภิปรายอยู่ที่ ๑.๘ ล้านล้านบาท สำหรับสินทรัพย์สุทธิ ปี ๒๕๖๒ ลดลงเหลือ ๑.๖ ล้านล้านบาท ปี ๒๕๖๓ เหลือแค่ ๕๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเองนะคะ ก็อยากได้ฟังคำวิเคราะห์เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากสินทรัพย์สุทธิตรงนี้เกิดติดลบขึ้นมา ถือว่าประเทศล้มละลายหรือไม่ ซึ่งดิฉันคิดว่าอาจจะ เป็นอนาคตอีกไม่ไกลอย่างแน่นอนนะคะ
มีคำถามเรื่องต่อมาเมื่อพูดถึงเรื่องสินทรัพย์ไปแล้ว ก็มีเรื่องของหนี้สินค่ะ ตัวหนี้สินรวมที่แสดงอยู่ในงบที่เป็นแอสเสต (Asset) พบว่ามียอดหนี้สินรวมที่ไม่ตรงกับยอด หนี้สาธารณะที่ปรากฏอยู่ในหมายเหตุหน้า ๓๐ แต่ดิฉันเข้าใจว่า คงจะเป็นบางไอเทม (Item) ที่ไม่นับรวมเป็นหนี้สาธารณะกับบางไอเทม (Item) ที่นับรวม แต่ว่าเพื่อความชัดเจนก็ขอ คำอธิบายตรงนี้ด้วย แต่ที่น่าสนใจก็คือหนี้สินอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นที่ระบุไว้ในหมายเหตุ ที่ ๒๙ ก็มีการระบุหลายเรื่องด้วยกันที่น่าสนใจ รวมไปถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่รัฐบาล อาจจะต้องรับภาระในอนาคต แต่กลับไม่มีการพูดถึงภาระทางการคลังอื่น ๆ ที่รอการชดเชย จากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ หรือว่าถ้าเราจะพูดถึงก็คือตามมาตรา ๒๘ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ซึ่งตอนนี้เข้าใจว่าน่าจะปริ่ม ๆ อยู่ที่ตัวเพดานกรอบที่ ประกาศไว้ตามอำนาจของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังแห่งรัฐ อยู่ที่ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กลับไม่มีปรากฏ แล้วก็ไม่มีพูดถึงในรายงานการเงินแผ่นดินฉบับนี้ เลย ก็เลยอยากทราบว่าเราจำเป็นจะต้องพูดถึงหรือไม่ แล้วควรจะนับรวมอยู่ในนี้หรือไม่ เพราะว่าอ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยมั่นใจว่ามันเป็นงบเฉพาะของรัฐบาล หรือว่าเป็นงบของรัฐ หรือว่ามันเป็นงบที่มันคอนโซลิเดต (Consolidate) หรือเปล่า อย่างข้อสังเกตหนึ่งก็คือว่า ถ้าเราดูงบการเงินของหน่วยงานต่าง ๆ ทีละหน่วย จริง ๆ สตง. เป็นคนรวบรวมข้อมูล ตรงนี้ไว้ เราจะพบว่าประมาณ ๑ ใน ๓ ของงบการเงินของหน่วยงานภาครัฐไม่ถูกต้อง แบบไม่ลงความเห็นหรือว่ามีความเห็นแบบมีเงื่อนไขประมาณ ๑ ใน ๓ ของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งหมด ๔๐๐ กว่าแห่งที่มีการตรวจโดย สตง. นะคะ แต่ว่าสำหรับรายงานการเงินแผ่นดินฉบับนี้ สตง. ไม่มีความเห็น ถ้ามันเป็นงบที่รวบรวม เอางบการเงินของทุกหน่วยงานภาครัฐเข้ามา ทำไมถึงไม่มีเงื่อนไข หรือว่าไม่มีความเห็น ใด ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่ถ้าแยกเป็นรายหน่วยนั้นมีการแสดงความเห็นแบบมีเงื่อนไข มีการแสดง ความเห็นว่าไม่ถูกต้อง แล้วก็บางครั้งถึงขั้นไม่แสดงความเห็นเลยทีเดียวนะคะ
ต่อมาในส่วนของรายได้ รายได้ของรัฐบาลเข้าใจว่าทางกระทรวงการคลังเอง มีการทำแทกซ์ เอกซ์เพนดิเจอร์ รีพอร์ต (Tax Expenditure Report) หรือรายงาน ส่วนรายจ่ายของภาษีด้วย ซึ่งดิฉันก็ได้เห็นบางส่วนของรายงานแล้วนะคะ แต่ว่าในรายงาน การเงินแผ่นดินฉบับนี้กลับไม่พูดถึงเลย แล้วก็พูดถึงแต่รายได้ที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น คิดว่าสมควรที่จะต้องมีการโชว์ตัวเลขของรายจ่ายภาษี ไม่ว่าจะเป็นเงินลดหย่อนภาษีต่าง ๆ มาตรการชอปช่วยชาติ ชอปดีมีคืน ลดหย่อนเอสเอสเอฟ (SSF) อาร์เอ็มเอฟ (RMF) ต่าง ๆ รวมไปถึงเงินลดหน่อยของบีโอไอ (BOI) จากรายงานรายจ่ายภาษีที่ทางสรรพากรได้โชว์ให้ดู ก็พบว่าเม็ดเงินแต่ละปีตรงนี้ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างน้อย ๆ ก็ควรที่จะต้อง แสดงตัวเลขประมาณการรายได้รัฐบาลที่ต้องหักรายจ่ายภาษีตรงนี้ให้เห็นด้วยนะคะ
สุดท้ายสินทรัพย์ก้อนที่ใหญ่ที่สุดนะคะ ที่เราเห็นในรายงานการเงินแผ่นดิน ฉบับนี้ก็คือ ที่ดินราชพัสดุ ซึ่งกินมูลค่าสินทรัพย์ไปเกินครึ่ง แต่ว่ามูลค่านี่ก็คือไม่มีการ เปลี่ยนแปลง เนื่องจากว่าไม่มีการประเมินสินทรัพย์เพิ่มเติม แล้วดิฉันก็คิดว่าจริง ๆ แล้วนี่ กรมธนารักษ์ยังสามารถที่จะบริหารที่ดินราชพัสดุให้ได้ผลตอบแทนได้มากกว่านี้ ตอนประมาณปี ๒๕๖๐ มีการพูดถึงการเก็บแคปปิตอล ชาร์จ (Capital charge) ก็คือ เสมือนเก็บค่าเช่าจากหน่วยงานภาครัฐที่ใช้ที่ของที่ดินราชพัสดุ แล้วก็ไม่ทราบว่าทุกวันนี้ ความคืบหน้าของโครงการแคปปิตอล ชาร์จ (Capital charge) ถึงขั้นไหนแล้ว รวมไปถึง การทบทวนการให้ใช้ที่ดินของหน่วยงานรัฐอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกระทรวงกลาโหม ที่ใช้ที่ดินราชพัสดุกว่าครึ่งนะคะ แล้วก็ยังคงเป็นคำตอบที่ยังไม่ได้รับจากกรมธนารักษ์ว่า ความคืบหน้าว่าจะมีข้อตกลงอื่น ๆ เพื่อที่จะแบ่งปันผลประโยชน์ ผลตอบแทนที่ได้จากการ ทำสวัสดิการต่าง ๆ ของกระทรวงกลาโหมนั้นจะออกมาในรูปแบบใด และจะได้รับเงิน เท่าไรบ้างก็เป็นเรื่องที่อยากทวงถามให้มีการวิเคราะห์ในเรื่องของฝั่งสินทรัพย์ ขอบพระคุณค่ะ