พิสิฐ ชี้งบ 63 ขาดวิเคราะห์นโยบาย หนี้พุ่งเสี่ยงเศรษฐกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

พิสิฐ ลี้อาธรรม วิพากษ์การใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 ที่ขาดการวิเคราะห์เชิงนโยบายและเศรษฐกิจ ชี้รายได้ต่ำกว่าเป้า ส่งผลขาดดุลเกือบหนึ่งล้านล้านบาทและหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมท้วงติงการเบิกจ่ายที่คลาดเคลื่อนจากที่สภาอนุมัติ เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงการกู้ยืม ภาระดอกเบี้ย และหนี้รัฐวิสาหกิจอย่างโปร่งใส รวมถึงให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้ามาประเมินความเสี่ยงด้านการคลังเพื่อประกอบการกำหนดนโยบายอย่างเหมาะสมต่อไป

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ บทบาทของพวกเราในฐานะของ การเป็นสมาชิกรัฐสภา หน้าที่หนึ่งที่สำคัญก็คือเรื่องของการอนุมัติงบประมาณประจำปี ซึ่งเราใช้เวลาเป็นอย่างมากในแต่ละครั้ง และสุดท้ายเมื่อรัฐบาลได้อำนาจไปแล้วก็จะกลับมา ด้วยรายงานฉบับนี้ คือรายงานการเงินแผ่นดิน เพื่อแจกแจงว่าที่พวกเราอนุมัติไป ในแต่ละปีนั้นท่านไปจับจ่ายใช้สอยอย่างไรบ้างนะครับ รายงานที่ท่านทำกลับมานั้น ผมสามารถแยกแยะได้เป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกก็คือรายงาน สตง. ที่ไปตรวจสอบตัวเลขต่าง ๆ ว่างบที่ใช้ไปนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งท่านมองในสายตาของนักบัญชีดูความถูกต้อง อันนั้นผมก็ถือว่า เป็นวิชาชีพของท่านในฐานะนักบัญชี แต่จะมีอีกส่วนคือส่วนของที่ท่านรัฐมนตรีลงนามมา เป็นรายงานของกระทรวงการคลังที่เป็นใบปะหน้า รวมไปถึงบทวิเคราะห์ที่เป็นเล่มสีฟ้า อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับว่าของ สตง. ท่านเป็นนักบัญชี เพราะฉะนั้นท่านก็ดูในสายตา ของวิชาชีพบัญชี ผมก็ยอมรับนะครับ แต่ในส่วนของกระทรวงการคลัง ท่านควรจะต้องดู ในภาพรวม ดูในเชิงนโยบาย ดูในเชิงของเศรษฐกิจว่าเงินที่เราใช้ไปแต่ละปีเป็นจำนวนมากถึง ๓.๒ ล้านล้านบาทในปี ๒๕๖๓ นั้นมันมีอะไร อย่างไรเกิดขึ้นบ้าง แต่ผมเสียดายสิ่งที่ ท่านเขียนมาในรายงานทั้งฉบับที่เป็นปกขาวและปกสีฟ้า มันเหมือนกับไปลอกงานของ สตง. เท่านั้น คือไปเขียนว่ารายการนั้นเพิ่มเท่านี้ รายการนี้เพิ่มเท่านั้น ไม่ได้เป็นการวิเคราะห์ ในเชิงนโยบาย เพราะว่าปี ๒๕๖๓ พวกเราทราบดีว่าเป็นปีที่มีปัญหาวิกฤติเกิดขึ้น จากโควิด (COVID) งบประมาณก็ล่าช้า เพราะว่าพวกเราเข้ามาในสภาช้า งบประมาณ ช้าไปร่วม ๆ ครึ่งค่อนปี เราเข้าสภาวาระแรกเดือนตุลาคม อนุมัติเดือนกุมภาพันธ์แล้วก็เริ่มใช้ เดือนมีนาคม และเดือนต่อมาเราก็มีงบ ๑ ล้านล้านบาทมาสมทบอีก เพราะฉะนั้นปี ๒๕๖๓ จึงมีเงิน ๒ ก้อน ก้อนหนึ่งคือ ๑ ล้านล้านบาท กับอีกก้อนคือ ๓.๒ ล้านล้านบาท จากที่เราได้ อนุมัติไป บทเรียนจากตรงนี้ก็ชี้ให้เห็นครับว่า งบของงบประมาณแผ่นดินประจำปีได้มีการใช้ ถึง ๘๘ เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่มีระยะเวลาสั้นลง ขณะที่ของงบ ๑ ล้านล้านบาท ก็มีเวลาใช้ ไล่เลี่ยกันคือเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงกันยายนใช้ไปเพียง ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น อันนี้ก็จะเป็นบทเรียนที่อยากจะฝากไว้เป็นบันทึกครับว่า เราควรต้องเน้นการใช้เงินผ่าน ระบบงบประมาณแผ่นดินมากกว่าที่จะใช้พระราชกำหนด ถึงท่านจะอ้างความฉุกเฉิน เร่งด่วนอย่างไร ก็ปรากฏว่าท่านได้ใช้เพียงแค่ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็สุดท้ายมาถึงปีนี้ ปี ๒๕๖๔ ถึงได้ใช้ในส่วนที่เหลือ ขณะที่ของปี ๒๕๖๓ ได้ใช้ไปเกือบหมด นี่ก็เป็น บทเรียนหนึ่ง แต่ที่ผมอยากให้ทางกระทรวงการคลังเวลานำเสนอรายงาน ให้เสนอในเชิง วิเคราะห์ ในเชิงของเศรษฐกิจว่า บทบาทของงบประมาณปี ๒๕๖๓ ที่ท่านได้ใช้ไป ไม่ว่าจะ ผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณประจำปีก็ดี หรือผ่านพระราชกำหนด ๑ ล้านล้านบาทก็ดี ได้มีผลใน เชิงเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง อันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา แล้วก็ต่อการที่จะออกแบบ ระบบการแก้ไขปัญหาของประเทศต่อไปนะครับ ท่านประธานครับ ปี ๒๕๖๓ นะครับเป็นปีที่ ระบบการคลังต้องจารึกไว้ครับว่า มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นสาระสำคัญอย่างมาก สาระที่ ๑ ก็คือเรื่องของการที่มีการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนที่ผม อภิปรายตอนปี ๒๕๖๒ เดือนตุลาคม ผมยังมองโลกสวยเกินไปครับว่า น่าจะต่ำแค่ประมาณ สัก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลไม่เห็นด้วย ยืนยันว่าเก็บได้ตามเป้า แต่ปรากฏว่า พอเอาเข้าจริง รายได้ต่ำไปกว่าที่คาดไว้เกือบเท่าตัว นั่นก็ผลประการหนึ่ง อีกผลหนึ่ง ที่เกิดขึ้นก็คือเรื่องของการขาดดุล การขาดดุลไม่ว่าจะมาจากงบประมาณประจำปีที่ตั้ง งบรายจ่ายสูงขึ้นจากการที่รายได้ตกต่ำ แล้วก็มีการกู้เงิน ทำให้เรามีการขาดดุลเกือบ ๑ ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรกของระบบการคลังไทย แน่นอนครับผลที่ตามมาคือหนี้เราก็ทะลุ ๑ ล้านล้านบาทในปีนั้นเพิ่มขึ้นไปอีก เป็นปีที่ทำให้ภาระหนี้สูงขึ้น หนี้ต่อจีดีพี (GDP) เรากระโดดจาก ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ในปีก่อนหน้ามาเป็น ๔๙ แล้วปีนี้ก็จะแตะเกือบ ๆ ๖๐ จนกระทั่งท่านนายกรัฐมนตรีต้องชิงประกาศขึ้นเพดานไปก่อน อันนี้คือตัวเลขที่สำคัญ ที่ระบบการคลังได้มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ที่ผมคิดว่าควรต้องบันทึกไว้แล้วเป็น หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ถ้าเราไม่สามารถที่จะดูแลตรงนี้ได้ ระบบก็อาจจะยิ่งเลยเถิดไปแล้วก็ สร้างปัญหาให้กับประเทศในที่สุดได้ครับ

ท่านประธานครับ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมจะขอกล่าวถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเสนอตัวเลข พวกเราในฐานะที่เป็นฝ่ายผ่านกฎหมายให้อำนาจกับทางฝ่ายบริหารไป เมื่อท่านทำรายงานกลับมาท่านก็ควรจะมาชี้แจงครับ ว่าที่เราอนุมัติไปนั้นตัวเลขหลายตัว ที่ผิดแผกแตกต่างไป เช่น ชำระคืนต้นที่เราอนุมัติไป ๖๕,๐๐๐ ที่เราอนุมัติไป ๘๙,๐๐๐ ท่านใช้เพียง ๖๕,๐๐๐ เท่ากับว่าท่านใช้วงเงิน ๒๔,๐๐๐ ไปทำอย่างอื่น ควรต้องเอามาชี้แจงครับ ท่านมีการออกตั๋วเงินคลัง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้าน ท่านก็ต้องชี้แจงครับ ท่านมีการกู้เงิน มีภาระดอกเบี้ยเกิดขึ้น แต่ท่านไม่บอกเลยครับว่าดอกเบี้ยที่มีปรากฏในแต่ละงวดเท่าไร อัตราดอกเบี้ยเท่าไร นอกจากนี้เรื่องของหนี้ที่อยู่ในเอกสารของ สตง. มีจำนวนมากด้วยกัน ผมอยากให้ท่านได้แจกแจงรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้ของรัฐวิสาหกิจว่า ตัวอย่าง ของ ขสมก. ก็ดี หรือรถไฟ รถไฟฟ้ามวลชน ภาระหนี้เป็นหลักแสนล้านที่เกิดขึ้น ผมอยากให้ สตง. กล้าหาญครับ คอมเมนต์ (Comment) เรื่องเหล่านี้ว่าเป็นความเสี่ยง ทางการคลังที่รัฐบาลจะต้องแก้ไข เพื่อจะได้นำสู่การกำหนดนโยบายเรื่องนี้ต่อไป ขอบพระคุณมากครับ