สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

จุติ ไกรฤกษ์ กล่าวถึงปัญหาความยากจนข้ามรุ่น และการดูแลเด็กที่อยู่ในพื้นที่สูง ห่างไกล และเรียกร้องให้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาความยากจนและดูแลเด็ก

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอตอบคำถาม ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในประเด็นแรกที่ท่านพูดถึงว่า พนักงานเจ้าที่ที่คุ้มครองเด็ก เรามีอยู่ประมาณ ๑,๑๑๓ คนทั้งหมด และเป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวง พม. เอง ที่ควบคุมได้ประมาณแค่ ๒๐๐ ที่เหลือเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จากกระทรวงอื่นและ ภาคเอกชนรวมกันนะครับ แต่ในขณะนี้ก็แม้กระทั่งช่วงโควิด (COVID) สมัยท่านอธิบดี กรมกิจการเด็กและเยาวชน ท่านที่เพิ่งเกษียณไปก็ได้ทำงานไม่ได้หยุดยั้ง คือเพิ่มจำนวน ผู้ช่วยพนักงานเจ้าหน้าที่ และเรามีบ้านเด็กทุกจังหวัด ในเรื่องของการส่งต่อก็มีเรื่องของ มาตรฐานต่าง ๆ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านเพิ่มเติมก็คือว่า ปัญหาความยากจนที่เป็น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจนข้ามรุ่นนั้น ก็เรียนท่านว่าแม้กระทั่งเด็กที่อยู่ในพื้นที่สูง ห่างไกล โรงเรียนตระเวนชายแดนทั้งหมด ๒๑๘ แห่ง ๑๖ จังหวัด วันนี้ได้มีการให้โอกาส เข้าไปทำหลักสูตรพิเศษ มีการทำห้องสมุดทางไกลอิเล็กทรอนิกส์กับภาคเอกชนให้กับ โรงเรียนต่าง ๆ นั้น แล้วก็ทางภาคเอกชนมาช่วยพัฒนาอาชีพใหม่ ๆ เช่นอาชีพทาง การเกษตร ถ้าเขาพึงประสงค์ต้องการอาชีพจะเป็นช่าง อาชีพเทคนิคต่าง ๆ และอาชีพ ทางด้านสาธารณสุข หรือสายสามัญอื่น ๆ ที่เขาต้องการ ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเด็กต่าง ๆ เหล่านี้ ได้รับการดูแล และได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ นอกจากนั้นแล้วอยากจะกราบเรียนว่า ในเรื่องของ พ.ร.บ. นั้นก็เรียนว่าความล้มเหลวที่ยูนิเซฟ (UNICEF) เคยพูดว่าประเทศไทยนั้น ล้มเหลว ก็อยากจะบอกว่ายูนิเซฟ (UNICEF) ในขณะเดียวกันก็พูดด้วยว่าประเทศไทยนั้น ได้รับการยกย่องจากนโยบายช่วยแม่วัยเด็ก เด็กแรกเกิดตั้งแต่ ๑ วันจนถึง ๖ ปี โดยการ ให้เงินดูแลเดือนละ ๖๐๐ บาทเป็นค่านม ก็ได้รับการชมเชยจากยูนิเซฟ (UNICEF) อีกเช่นกัน ผมเชื่อว่าก็มีทั้งส่วนดีและส่วนที่บกพร่องนะครับ นอกจากนั้นแล้วอยากจะกราบเรียนว่า ท่านพูดถึงเรื่องมาตรฐาน วันนี้กระทรวงพัฒนาสังคมก็ได้ทำเรื่องของมาตรฐาน ของการดูแล ครอบครัวเกี่ยวกับเด็กเล็กอีกเหมือนกัน เช่น ในอดีตนั้นไม่เคยมีมาตรฐานว่าเรื่องที่เกิดขึ้น ที่ติดตามเกิดขึ้นแล้วมีวันกำหนดชัดเจนหรือไม่ วันนี้ก็ชัดเจนนะครับว่าถ้าเผื่อมีเรื่องความรุนแรงในครอบครัว รุนแรงต่อเด็กเกิดขึ้น จะต้องมี มาตรฐานของกระทรวง พม. ไปดูรับเรื่องร้องทุกข์ภายใน ๒๔ ชั่วโมง สอบสวนข้อเท็จจริงให้ เสร็จภายใน ๗๒ ชั่วโมง แล้วก็ต้องดำเนินคดีให้ได้ภายใน ๓ เดือน แล้วก็ต้องมีการติดตามผล ภายใน ๑ ปี ก่อนที่จะปิดเคส (Case) ฉะนั้นก็กราบเรียนให้ทราบว่ามาตรฐานต่าง ๆ นั้น ได้ทำ ในส่วนของกฎหมายก็ต้องเรียนว่าจริง ๆ แล้วต้องบอกว่าช้ามาก ผมก็เชื่อว่าท่านก็คง ไม่ทันอกทันใจ ผมก็ไม่ทันอกทันใจว่าได้เริ่มแก้กฎหมายนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ แล้วก็ได้เข้า คณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ ก่อนที่ผมจะมารับตำแหน่งนะครับ และในขณะนั้น คณะรัฐมนตรีก็ได้ตีกลับไปว่ากฎหมายนั้นขอให้มีกฎหมายรองของลูกในการปฏิบัติให้ชัดเจน เสนอมาด้วยจะได้ไม่ตกหล่น ก็ปรากฏว่าใช้เวลา ๒ ปีก็ยังไม่จบ ก็กราบเรียนท่านว่าก็ขอ ความสนับสนุนด้วยว่ากฎหมายนี้จะต้องคืนสภา ผมคาดคั้นไว้ว่าปี ๒๕๖๕ ต้นปีให้ได้ ก็หวังว่าท่านจะให้การสนับสนุน พ.ร.บ. และกฎกระทรวง กฎที่เกี่ยวข้องนี้ด้วย และอยากจะ ฟังความเห็นที่แตกต่างในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ห่วงใยในเรื่องนี้ ให้คำแนะนำกับ กระทรวงด้วย ส่วนเรื่องของเด็กลี้ภัยที่ท่านพูด ข้อ ๒๒ ก็อยู่ระหว่างการทำโรดแมป (Roadmap) ที่จะต้องทำอยู่และเชื่อว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี ๒๕๖๕ จะสามารถ ดำเนินการได้ ทั้งหมดนี้ก็เรียนท่านให้ทราบว่า ในฐานะคนที่ทำงานก็มีความอึดอัดพอสมควร เพราะทุกอย่างมันช้า แต่ก็ได้ไปสอบถามแล้วว่าผู้ทรงคุณวุฒิ กฎหมายเฉพาะต่าง ๆ เหล่านี้ ก็มีจำนวนจำกัด แล้วในช่วงโควิด (COVID) ที่ผ่านมาทุกท่านก็เกรงเรื่องของสุขภาพ เรื่องของ การติดต่อโรค ก็ไม่ทราบจะบังคับให้เขามาประชุมให้ต่อเนื่องได้อย่างไร ก็กราบเรียนว่าเป็น เหตุที่สุดวิสัยที่ไม่สามารถจะดำเนินการได้เร็วกว่านี้ แต่ผมหวังว่าเมื่อประเทศเปิดแล้ว แล้วก็ มีความปลอดภัยมากขึ้นก็จะเร่งดำเนินการให้เร็วขึ้นหลายเท่าทวีคูณ เพื่อประโยชน์ของ ประชาชน แล้วก็เพื่อประโยชน์ของเด็กและครอบครัว ถ้าเผื่อสังคมเข้มแข็งผมก็เชื่อว่า ประเทศชาติจะเข้มแข็ง ขอบพระคุณท่านประธานครับ