ณัฐวุฒิ บัวประทุม ชื่นชมบทบาทประธานสภาในการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องของมาตรฐานการคุ้มครองเด็กในประเทศไทยเมื่อเทียบกับนานาชาติ และเรียกร้องให้เพิ่มจำนวนและพัฒนามาตรฐานเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเน้นย้ำถึงความซับซ้อนและไม่สอดคล้องกันของกฎหมายไทยที่เกี่ยวกับเด็ก จึงเรียกร้องให้กระทรวงการพัฒนาสังคมเร่งปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองเด็กและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและตอบสนองต่อสถานการณ์การละเมิดสิทธิเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบคุณครับท่านประธาน และขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมที่ได้ฉายภาพให้เห็นภาพรวม ของระบบการคุ้มครองเด็กครับ ท่านประธานครับ ผมเองเอ่ยชื่นชมท่านประธานมา โดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ผมทราบดีถึงบทบาทของท่านในการส่งคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ไปประชุมที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งมี นัยสำคัญอย่างยิ่ง ผมทราบดีถึงบทบาทของท่านประธานในการให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรง นี่คือสิ่งที่ผมต้องขอบพระคุณ และจารึกชื่อ ท่านประธานไว้ในฐานะบุคคลที่มีความสำคัญครับ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อฟังจากคำตอบของ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมยังคลางแคลงใจ อยู่หลายประการครับว่า คำว่าเด็กที่ถูกทารุณกรรมและมาตรฐานการคุ้มครองเด็กของท่าน กับผมนั้นตรงกันหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ สิ่งที่ผมพยายามจะบอกว่าเด็กถูก ทารุณกรรมนั้นครอบคลุมทั้งมิติ เรื่องของการถูกทารุณกรรมทางร่างกาย การถูกทารุณกรรม ทางเพศ การถูกทารุณกรรมทางจิตใจ และการดูแลแบบทอดทิ้งซึ่งไม่ใช่การทิ้งเด็ก นานาอารยะประเทศที่มีความเจริญแล้วนะครับ เด็กกลุ่มที่ถูกช่วยเร็วที่สุดคือเด็กที่ถูกละเลย ทอดทิ้งครับ แต่ประเทศไทยเด็กที่ถูกช่วยมากที่สุดกลับเป็นเด็กที่ต้องเดินไปที่โรงพยาบาล ต้องเดินไปที่สถานีตำรวจ ด้วยความเคารพนะครับ บางเคส (Case) ที่ผมดูแลเด็กถูกทำร้าย ทางเพศต่อเนื่องกันถึง ๑๓ ปีก็มี ด้วยเหตุดังกล่าวครับจึงจำเป็นที่ผมต้องตั้งคำถามย้อนไปใน ข้อที่ ๑ และจะเลยไปถามในข้อที่ ๒ ต่อว่า ตกลงแล้ววันนี้มาตรฐานการคุ้มครองเด็กท่านมี นักสังคมสงเคราะห์ มีพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใต้ระบบคุ้มครองเด็กท่านทราบไหมครับว่า ประเทศไทยมีอัตราส่วนอยู่ที่ ๔ คน ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ในขณะที่ประเทศที่ เจริญแล้วไม่ว่าจะเป็นกรณีของประเทศอังกฤษมี ๑๓๗ คน กรณีของประเทศสหรัฐอเมริกา มีถึง ๒๐๗ คน เพราะเขาไม่ต้องการเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปทำงานแบบชุ่ย ๆ เขาต้องการเจ้าหน้าที่ ที่มีมาตรฐานวิชาชีพที่เรียกว่า เคส แมเนเจอร์ (Case manager) หรือผู้จัดการ รายกรณี เขาต้องการเจ้าหน้าที่ที่เข้าใจอย่างน้อยที่สุดแบ่งหยาบ ๆ ถ้ามีเวลาเจ้าหน้าที่ ของท่านน่าจะส่งคู่มือปฏิบัติงาน การคุ้มครองเด็กให้ท่านได้ดู แบ่งหยาบ ๆ ก็คือ ๑. ต้องรู้จัก การคัดกรอง ๒. ต้องรู้จักการส่งเสริมให้พ่อแม่ผู้ปกครองในการทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ๓. ต้องรู้จักแมปปิง รีซอร์ซ (Mapping Resource) การส่งต่อกระบวนการช่วยเหลือ แม้กระทั่งการให้คำปรึกษาและกระบวนการทางกฎหมาย และ ๔. คือกระบวนการป้องกัน แบบที่ท่านรัฐมนตรีได้ตอบ ประเด็นของผมเป็นแบบนี้ครับท่านประธาน
ในข้อที่ ๒ ที่ผมต้องการถามท่านก็คือว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่อลหม่าน สับสนที่สุดในเรื่องของการคุ้มครองเด็กครับ ท่านอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล เคยทำงานวิจัย ให้กับหน่วยงานย่อยของท่านขณะนั้นเรียกชื่อย่อว่า สท. หรือปัจจุบันคือกรมกิจการเด็กและ เยาวชนบอกเรามีกฎหมายที่เขียนเรื่องเด็กอยู่ทั้งหมด ๔๓๐ ฉบับ ท่านอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล เสนอว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะประมวลเรื่องเด็กทั้งหมดให้เป็นกฎหมายเดียวกัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่กฎหมายแพ่งระบุอายุ ๒๐ ปี กฎหมายวัยรุ่นระบุอายุ ๑๐-๒๐ ปี กฎหมายส่งเสริมพัฒนาเด็กบอก ๒๕ ปี กฎหมายการพัฒนาเด็กบอก ๖ ขวบ กฎหมาย สมรสเด็กบอก ๑๗ ปี กฎหมายคุ้มครองเด็กบอก ๑๘ ปี นี่ถ้าท่านมีเวลาให้ผมจะเล่าให้ท่าน ฟังอีกสักครึ่งชั่วโมงว่ามีกฎหมายอื่น ๆ ระบุอายุที่แตกต่างอย่างไร แต่ไม่เห็นสิ่งนี้ในแง่ของ การทำความเข้าใจครับ ที่มากไปกว่านั้นอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ท่านตั้งแล้วพูดถึงนั้น ประเทศไทยยังมีข้อสงวนข้อที่ ๒๒ ซึ่งเราถูกตั้งคำถามจากนานาอารยะประเทศว่าถึงเวลา หรือยังที่จะถอนข้อสงวนดังกล่าว ก็คือการดูแลเด็กที่อยู่ในสถานะเป็นเด็กผู้ลี้ภัย ที่ซ้ำร้าย ไปกว่านั้นที่เป็นประเด็นคำถามของผมเกิดขึ้นจากการที่องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทยได้ตั้งคำถามอย่างสำคัญยิ่งนะครับ หลังจากเกิดกรณีของครู ๕ คนที่มีการละเมิด เด็กและมีการซื้อบริการทางเพศเด็กที่จังหวัดมุกดาหาร ท่านทราบไหมครับว่า องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย ตั้งคำถามว่า ไทยอาจจะเป็น หนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีความล้มเหลว ในการปกป้องคุ้มครองเด็ก กระทรวงการพัฒนาสังคม ตอบว่าทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กปี ๒๕๔๖ ยังไม่สมบูรณ์ ผมก็ อ้างอิงจากมติของท่าน ก็คือมติคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่ ๓/๒๕๖๑ สมัย พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ ความจริงมีก่อนหน้านั้นด้วยนะครับ ตอน ๑ ทศวรรษ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก บอกจะต้องแก้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ผมก็อ้างอิงว่ามติขณะนั้นบอกว่าต้องเร่งแก้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กให้เสร็จภายใน ๒๕๖๑ วันนี้ยังไม่เห็น ผมก็อ้างอิงจากข้อมูล มีการเข้าไปดู ในเว็บไซต์ (Website) ของกรมกิจการเด็ก ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของพระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็ก ซึ่งเขาถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำไปสู่การคุ้มครองเด็ก ในช่วงเดือน สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมาครับ แต่เราเองก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าแต่ประการใด ฉะนั้นด้วยที่ เราทุกคนตระหนักดีและบอกกันดีว่า ไม่มีวินาทีไหนที่เราจะสามารถรอให้เด็กผ่านพ้นไปได้ เราต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่นาทีนี้ ก็ต้องตั้งคำถามกับกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ครับว่า ตกลงแล้วเครื่องมือที่ท่านบอกว่ายังมีข้อจำกัด ทำให้ท่าน ไม่สามารถทำงานในการคุ้มครองเด็กได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องนั้น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม ท่านจะ ดำเนินการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ท่านจะดำเนินการแก้ไขกฎหมายอื่นที่ เกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กแบบเป็นองค์รวม สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ณ ขณะนี้ มีเนื้อหาสาระคร่าว ๆ ที่ทำให้ประชาชนเห็นว่ามันต่างกับของเดิม เด็กจะเข้าถึงบริการได้จริง ท่านดำเนินการไปถึงไหนเป็นประการใด และการดำเนินการดังกล่าวนั้นจะแล้วเสร็จเมื่อไร นั่นคือคำถามประการที่ ๒ ครับ