จุติ แจงมาตรการดูแลเด็ก-เยาวชน ย้ำความร่วมมือ 13 หน่วยงาน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

จุติ ไกรฤกษ์ ชี้แจงการดูแลเด็กอย่างเป็นรูปธรรมโดยความร่วมมือของ 13 หน่วยงาน พร้อมเน้นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงเยาว์วัยผ่านการสนับสนุนด้านคุณธรรม เทคโนโลยี และการศึกษา รวมถึงการช่วยเหลือเด็กกำพร้าอย่างทั่วถึง

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายจุติ ไกรฤกษ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอขอบคุณ ท่าน ส.ส. ณัฐวุฒิที่ให้ความสนใจ แล้วก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาโดยตลอด ขอกราบเรียนว่า ที่ผมมาตอบกระทู้ในวันนี้ก็เพราะว่า ท่านประธานได้กรุณาบรรจุวาระกระทู้ให้ตอบในวันนี้ ก็ด้วยเคารพสภาเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าชีวิตนั้นเกิดมาจากสภาผู้แทนราษฎร อยากจะ กราบเรียนว่าทุกวันเป็นวันที่สร้างโอกาสให้กับเด็กและเยาวชน ไม่ต้องรอที่จะเป็น วันครบรอบ ซึ่งวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ นี้ก็จะครบ ๓๒ ปีที่ประเทศไทยนั้นได้ลงนาม อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ๔ ด้าน คือ ๑. เด็กจะมีชีวิตรอด ๒. เด็กจะได้รับการคุ้มครอง ๓. เด็กจะได้รับการพัฒนา ๔. คือเด็กจะได้รับการมีส่วนร่วม ในคำถามของท่านบอกว่า กระทรวง พม. ดูแลเด็กเป็นมาตรฐานอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร ก็อยากจะกราบเรียน ให้ทราบว่าเรานั้นได้ตั้งใจจริง ๆ ว่าเด็กนั้นคืออนาคตที่ทุกคนจะต้องฝากไว้กับประเทศไทย ถ้าเด็กเข้มแข็งอนาคตประเทศก็จะรุ่งเรืองมาก เราได้แบ่งเป็นว่า เราป้องกันปัญหาแล้วก็ ช่วยเหลือ แล้วก็ขับเคลื่อนในเชิงรุก อยากจะกราบเรียนว่าสิ่งที่กระทรวง พม. ได้ทำไป ก็คือว่า ในเชิงรุกที่ว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างที่ดูแลเป็นรูปธรรมก็คือ ๑. เราได้ทำงานกับ ๑๓ หน่วยงาน ซึ่งมีสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นประธาน และก็ได้มี การดูแลเด็กโดยที่ว่าเราทำเรื่องของศูนย์บูรณาการกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง สาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวง พม. เอง และก็ภาคเอกชน เราได้พยายามทำ เรื่องของการพัฒนาผู้ดูแลเด็กเล็กจากเดิมที่เขาก็ทำกันมา ๒๐-๓๐ ปี วันนี้โลกมัน เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ทักษะเด็ก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทาง สังคม แม้กระทั่งค่านิยมของสังคมก็เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นเราก็ต้องมาปรับเรื่องการดูแล ผู้ดูแลเด็กเล็กในศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ ๕๑,๘๒๖ แห่ง ขณะนี้เริ่มนำร่องไปแล้วในหลาย จังหวัดนะครับ นอกจากนั้นแล้วเราก็ทำเรื่องของศูนย์ช่วยเหลือสังคมประจำตำบล ซึ่งเดิมนั้น บอกว่าเป็นศูนย์พัฒนาครอบครัว ซึ่งครอบครัวก็ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก ทุกคน ผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มเปราะบางทั้งหมด ให้ทำงานเป็นทีมเดียวกัน แล้วก็ทำทุกมิติ ไม่ใช่ทำเฉพาะ ครอบครัวเท่านั้น แต่ว่าครอบครัวนั้นก็ได้ทำเพื่อให้ความสำคัญกับเด็กนะครับ นอกจากนั้น แล้วเราได้ทำเรื่องของโรงเรียนพ่อแม่ โรงเรียนผู้ปกครอง วันนี้ท่านจะเห็นได้ว่าสังคมได้ เปลี่ยนไป พ่อแม่นั้นไม่สามารถดูแลเด็กเล็กได้ เพราะว่าต้องไปประกอบอาชีพ แล้วก็เด็กนั้น ขาดการดูแลที่เหมาะสม ก็ทำโรงเรียนพ่อแม่ โรงเรียนผู้ปกครองขึ้นมา ก็พยายามจะทำให้ได้ ครบทุกอำเภอก่อนนะครับ นอกจากนั้นแล้วเราก็จะมีเรื่องของศูนย์เด็กเล็ก กรมสุขภาพจิต ที่อธิบดีกรมสุขภาพจิตนั้นลงมาบัญชาการด้วยตัวเองนะครับ แล้วก็อยากจะให้ท่านณัฐวุฒิ ได้เห็นนะครับความแตกต่างความต่อเนื่อง คือใน ๓๒ ปีที่แล้วเราบอกว่า เรามีเรื่องของ สิทธิเด็ก ถ้าเผื่อท่านณัฐวุฒิจำได้คือปี ๒๕๓๕ ตอนนั้นนายกรัฐมนตรีชื่อ ชวน หลีกภัย ก็มีเรื่องของนมเด็กทั่วประเทศนะครับ แล้วก็มีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา มาวันนี้ ๓๒ ปีต่อมาเราก็ทำเรื่องของเด็กแรกเกิดที่ได้รับค่านมเด็กเหมือนกันต่อยอดมานะครับ จาก ๑ วัน จนถึงครบ ๖ ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือเด็กแรกเกิดเดือนละ ๖๐๐ บาท สำหรับผู้ที่ มีรายได้น้อย นอกจากนั้นแล้วเรื่องของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยท่านชวน หลีกภัย เหมือนกัน วันนี้ก็มีต่อยอดมาเรื่องกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษาเช่นกัน เพราะเราทราบว่าเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์หลุด เพราะความยากจน ฉะนั้นเรื่องของทุนการศึกษานั้นจำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นแล้ววันนี้ เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมสังคมเปลี่ยน ก็มีเรื่องต้องสร้างทักษะเด็ก ทักษะเด็กในที่นี้ก็คือ เทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่ว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมนั้นก็บอกว่า เราจะทำตามพระราชปณิธาน ของพระชนกาธิเบศร คือสร้างคนดีก่อนคนเก่ง ฉะนั้นเราจะให้มีคุณธรรมแล้วก็บวกเทคโนโลยี ขึ้นมา เราพยายามที่จะให้การศึกษาความรู้เรื่อง ๑๐ มิติของความฉลาดของเด็กตั้งแต่ เยาว์วัยก่อน ๓ ขวบด้วยซ้ำไป เน้นหน้าที่มาก่อนสิทธิ แล้วก็วันนี้โลกก็ได้เปลี่ยนแปลงไป ในเรื่องของการพัฒนาเด็กผ่านสื่อต่าง ๆ เราก็ได้เน้นเรื่องของดนตรี กีฬา ศิลปะ ในการ พัฒนาเด็กมากขึ้น เราก็มีภาคเอกชนนั้นได้มาช่วยเหลือ และเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาเด็ก มากขึ้นครับ นอกจากนั้นแล้วอยากจะกราบเรียนว่าที่ท่านพูดถึงว่า เด็กกำพร้าที่กระทรวง ใช้เวลาเป็นเดือนก็เพราะว่าผมไม่ต้องการให้เป็นผักชีโรยหน้า ต้องการตัวเลขของคน เดือดร้อนจริง ๆ ที่ไปตรวจสอบ ๓๙๖ คน ที่พบว่าเป็นเด็กกำพร้านั้น ทุกคนได้รับอุปการะใน มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์หมดคนนะครับ หมดทุกคน เน้น แต่ว่าสิ่งที่ น่ากลัวกว่า ๓๙๖ คน ก็คือว่ากระทรวง พม. ได้ไปพบว่าว่าเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงเอง อยู่กับ คนอื่น หรือปู่ย่าตายายถ้าโชคดีนะครับ มีจำนวนหลายแสนครอบครัว ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว มากกว่าจึงเป็นที่มาของการที่มีโรงเรียนผู้ปกครอง โรงเรียนพ่อแม่ จึงเป็นที่มาของศูนย์ ช่วยเหลือสังคมประจำตำบลนะครับ เป็นที่มาของการพัฒนาครูดูแลเด็กเล็กให้มากกว่าเป็น พี่เลี้ยงเด็ก แต่ต้องสอนวินัย สอนบ่มเพาะอุปนิสัย ความซื่อสัตย์สุจริตอีกด้วย ฉะนั้น ก็กราบเรียนว่าในระยะสั้นที่ได้ทำอะไรก็พยายามทำให้ครบมิติของการดูแลเด็กในสิทธิเด็ก ทั้ง ๔ ด้านครับ ขอบพระคุณครับ