อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงต่อที่ประชุมในนามตัวแทนนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับความครอบคลุมของมาตรการเยียวยาประชาชนภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน ที่คุ้มครองทุกกลุ่มอาชีพกว่า 51 ล้านคน พร้อมย้ำถึงความสำเร็จของโครงการที่มีการประเมินผลทั้งระยะสั้นและระยะยาวจากหน่วยงานอิสระ ซึ่งช่วยลดภาระครัวเรือนและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงการจัดหาและกระจายวัคซีนจากงบกู้เงินและงบกลางที่ดำเนินการได้ตามเป้าหมายจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน
กราบเรียน ท่านประธานผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้มาตอบ คำถามกระทู้ในวันนี้
ต่อประเด็นในเรื่องของคำถามข้อ ๒ นั้น ความครอบคลุมของประชากร ทุกอาชีพ ประชาชนทุกอาชีพนั้น ผมขออนุญาตเรียนย้อนไปนิดหนึ่งว่าในปี ๒๕๖๓ ตาม พ.ร.ก. กู้เงินฉบับที่ ๑ นั้นในโครงการเราไม่ทิ้งกัน ก็ได้ให้การช่วยเหลือไปในเรื่องของเงิน เรียกว่า การโอนเงินให้ ๓ งวด งวดละ ๕,๐๐๐ บาท ก็ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อคน ในการระบาด ระลอก ๒ ก็ช่วงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาเรื่อยมาถึงที่เราออก พ.ร.ก. กู้เงินฉบับที่ ๒ นั้นก็ได้ มีการเยียวยาเพิ่มเติม ๓ งวดเช่นเดียวกัน ๓ งวดเป็นวงเงินทั้งหมด ๗,๕๐๐ บาทต่อคน แต่อย่างไรก็ตามวิธีการนั้นก็คงจะเป็นในลักษณะที่ว่าดูแลทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ที่มี บัตรสวัสดิการ กลุ่มที่มีเป๋าตัง และกลุ่มที่ยังไม่สามารถให้การช่วยเหลือได้ หรือกลุ่มเปราะบาง พวกนี้เราก็ไปลงทะเบียนให้เพื่อให้ได้รับเงินโอนจากรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามเวลาเราพูดถึง วิธีการโอนเงินก็อาจจะมีบางกลุ่มที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ซึ่งก็เป็นมาตรการในช่วงการ ใช้เงิน พ.ร.ก. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในแผนงานที่ ๒ ซึ่งมีทั้งหมด ๒๑ โครงการ กรอบวงเงิน ๑๔๙,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นก็อยู่ที่ว่าความครอบคลุมตรงนี้ก็เริ่มจากในเรื่อง ของนักเรียน และนักศึกษานั้นก็ได้มีการช่วยเหลือไปทั้งหมด ๑๓.๔ ล้านคน ผู้ประกันตน มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ นั้นทั้งหมด ๑๒.๙๒ ล้านคน นายจ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายจ้างที่เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) นั้นอีก ๑๙๕,๐๐๐ ราย กลุ่มสุดท้ายที่ได้มีการช่วยเหลือก็คือ กลุ่มผู้ขับรถยนต์รับจ้าง รถแท็กซี่ (TAXI) รถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน ๖๕ ปี ที่มีอายุไม่เกิน ๖๕ ปีนั้นก็ได้มีสิทธิในเรื่องของการลงทะเบียน มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ อยู่แล้วนะครับ แต่ว่าในกรณีที่อายุเกินตาม พ.ร.บ. ประกันสังคมนั้นก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ แต่เราก็ทำให้ในส่วนของที่อายุเกิน แล้วก็ไม่ได้เป็นสมาชิกในมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ ก็อีกประมาณ ๑๖,๐๐๐ คน ซึ่งขณะนี้ทางกรมการขนส่งทางบกก็ดำเนินการ อยู่นะครับ ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษนั้นก็อีก ๑๕.๘๙ ล้านคน ข้อสังเกตก็คือว่าเดิมทีผู้ที่ไม่ได้อยู่ในประกันสังคมนั้น เราก็คิดว่าน่าจะอยู่ ประมาณสัก ๓-๔ ล้านคน แต่ลงทะเบียนกันจริง ๆ นั้นก็มาประมาณทั้งหมด ๑๒ ล้านคน ก็แสดงว่าในส่วนที่ประกอบอาชีพส่วนตัวอะไรต่าง ๆ ก็สามารถที่จะเข้ามาได้ พนักงานนวด หมอนวด ร้านนวดต่าง ๆ ก็สามารถเข้ามาอยู่ในโครงการได้นะครับ อันนั้นก็สามารถบรรเทา ไปได้ นอกจากนี้ก็มีการช่วยเหลือในเรื่องของการบรรเทาค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค ไม่ว่า จะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้า ผู้ใช้น้ำ กรณีไฟฟ้านั้นก็ ๑.๔ ล้านราย ใช้น้ำก็ ๖.๑ ล้านราย แต่ในกลุ่มประชาชนที่ให้การ ช่วยเหลือนั้น ถ้าหากเรารวมในเรื่องของมาตรการในเรื่องการกระตุ้นการใช้จ่ายโครงการ คนละครึ่งแล้ว มาตรการของรัฐบาลในขณะนี้ก็ต้องถือว่าเราให้ความช่วยเหลือนั้นมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ ประมาณ ๕๑ ล้านคน ก็ถือว่ามีการครอบคลุมได้อย่างทั่วถึง
ในประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของผลสัมฤทธิ์นั้นอยากทราบผลสัมฤทธิ์ ผมก็ขออนุญาตเรียนว่า จริง ๆ แล้วมีการประเมินทั้งในเรื่องของผลผลิต และเรื่องผลสัมฤทธิ์ การประเมินผลสัมฤทธิ์นั้นอาจจะต้องพิจารณาหลังจากที่โครงการแล้วเสร็จ ซึ่งก็มี คณะกรรมการประเมินผล แต่การพูดถึงว่าผลผลิตหรือผลสัมฤทธิ์ในเบื้องต้นนั้น ก็อย่างที่ผม กราบเรียนว่า เมื่อแผนกำหนดไว้ว่าให้มีการช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ มีการลด ค่าใช้จ่ายในเรื่องของสาธารณูปโภคนั้น เราก็ได้ดำเนินการตามวงเงินที่ผ่านมา ที่ได้ กราบเรียน ส่วนผลที่จะมีผลกระทบต่อส่วนในเรื่องของการกระตุ้นการใช้จ่าย แน่นอนที่สุด เรื่องของการเยียวยาเรื่องเราไม่ทิ้งกันนั้น เมื่อเม็ดเงินอยู่ในกระเป๋าก็ไปบรรเทาภาระ ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนได้ ซึ่งก็มีผลต่อในเรื่องของจีดีพี (GDP) เช่นเดียวกัน ซึ่งเราก็จะเห็นว่า ถ้าหากเราแยกในเรื่องของจีดีพี (GDP) ในหมวดการใช้จ่ายบริโภคนั้น แทนที่จะติดลบมาก ก็ติดลบน้อย อันนี้ก็สามารถที่จะต้องให้ทางนักคำนวณนั้นคำนวณออกมาให้ดูได้ครับ ก็ขออนุญาตเรียนว่า ในส่วนการประเมินผลสัมฤทธิ์เมื่อสิ้นโครงการนั้นก็จะมีคณะกรรมการ ประเมิน และมีผู้ที่ทำการประเมินที่เป็นกลาง เราไม่ได้ประเมินเอง
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ได้เรียนถามคือ เรื่องของการจัดซื้อวัคซีนนั้น ก็ขออนุญาตเรียนว่า พ.ร.ก. กู้เงินทั้ง ๒ ก้อนนั้น ใน พ.ร.ก. กู้เงินปี ๒๕๖๓ นั้น วงเงินที่ใช้ ในเรื่องของการจัดหาวัคซีนก็มีทั้งหมด ๑๒,๔๘๙ ล้านบาท ซึ่งก็จัดหาวัคซีนได้ ๔๕.๙ ล้านโดส ส่วน พ.ร.ก. กู้เงินปี ๒๕๖๔ นั้นก็ได้ใช้เงินไป ๑๘,๓๗๒ ล้านบาท ก็จัดหา วัคซีนได้ ๔๒ ล้านโดส ถ้ารวมกันทั้ง ๒ พ.ร.ก. นั้น ทั้งหมดก็ ๘๗.๙ ล้านโดส ส่วนการ แยกประเภทนั้นผมคิดว่าเป็นรายละเอียด เดี๋ยวผมจะขออนุญาตได้เรียนท่านสมาชิก ผู้ตั้งกระทู้ในโอกาสต่อไป แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของการจัดหาวัคซีนก็ยังมีในส่วนที่ปีที่แล้ว มีการใช้งบกลางไป ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท จัดหาได้ ๓๔.๑ ล้านโดส ซึ่งรวมเบ็ดเสร็จก็ ๑๒๒ ล้านโดส สำหรับประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีน ณ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายนนั้นก็มีทั้งหมด ๘๕ ล้านโดส แล้วแบ่งเป็นเข็มที่ ๑ ๔๕ ล้านราย ซึ่งก็ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร เข็มที่ ๒ นั้นก็ ๓๗ ล้านราย และเข็มที่ ๓ ก็ ๒.๘ ล้านราย อันนี้เป็นข้อมูลที่ดูได้จากของ กรมควบคุมโรค ขออนุญาตกราบเรียนครับ