วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หารือประเด็นการเปิดประเทศอย่างครอบคลุม โดยเน้นการควบคุมโควิดให้อยู่ในระดับที่จัดการได้ พร้อมผลักดันการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดหาวัคซีนเข็มสาม โดยเฉพาะวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ สำหรับกลุ่มเสี่ยง พร้อมเตรียมยาต้านและยาภูมิคุ้มกันให้เพียงพอ รวมถึงผลักดันการเปิดโรงเรียนอย่างปลอดภัยด้วยการฉีดวัคซีนให้ครูและเด็ก พร้อมพัฒนาสื่อการเรียนออนไลน์คุณภาพ ส่วนด้านงบประมาณและอุปกรณ์การแพทย์ เน้นย้ำถึงความล่าช้าในการจัดซื้อและการเบิกจ่าย จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเตรียมแผนรองรับการระบาดระลอกใหม่โดยเร่งด่วนเพื่อสร้างความมั่นใจให้ระบบสาธารณสุขและประชาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อาศัยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๔๙ ข้อ ๕๐ ในการเสนอญัตติด่วน ด้วยวาจา เพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรร่วมกันพิจารณากำหนดยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ ในการเปิดประเทศที่คำนึงถึงประชาชนทุกคน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตาม ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อพูดถึงคำว่า เปิดประเทศ ก่อนที่ผมจะให้คำแนะนำแบบลงรายละเอียดกับรัฐบาล เบื้องต้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องทำความเข้าใจกับนิยาม ของคำว่าเปิดประเทศให้ถูกต้องเสียก่อน คำว่าเปิดประเทศของ พลเอก ประยุทธ์ มีนิยาม ที่แคบมาก ๆ นั่นก็คือการเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเบื้องต้นเข้าใจว่า ๖๓ ประเทศ เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะดึงนักท่องเที่ยวในเดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคมให้ได้เดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ คน และตลอด ๕ เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปีนี้ จนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว ๑,๑๐๐,๐๐๐ คน สร้างรายได้ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานอย่าคิดว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่มันเยอะนะครับ เพราะก่อนที่จะมีโควิด (COVID) ในแต่ละเดือนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ เดือนละไม่ต่ำกว่า ๓ ล้านคน รวมกันทั้งปี ๔๐ ล้านคน เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม ๕ เดือน มีนักท่องเที่ยว ๑๘ ล้านคน มีรายได้เฉียด ๆ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป้าหมายที่ พลเอก ประยุทธ์ กำหนดและหมายมั่นปั้นมือนี่แค่ ๑ ใน ๑๐ ของภาวะปกติเท่านั้นเอง นี่ยังไม่นับว่ารายได้ของการท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะไปกระจุกตัวอยู่กับโรงแรมหรู และผู้ประกอบการขนาดใหญ่เท่านั้น ในขณะที่คนตัวเล็กตัวน้อย อย่างโฮมสเตย์ (Homestay) ท้องถิ่น ผับ บาร์ เล็ก ๆ ร้านขายอาหารริมทาง คนขับรถรับจ้าง แม่ค้ารถเข็นขายลูกชิ้นปิ้ง ที่ฝนอาจจะตกไม่ถึงพวกเขา คนเหล่านี้กำลังจะถูกรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ทิ้ง โดยที่ พลเอก ประยุทธ์ไม่กล้าที่จะบอกเขาตรง ๆ ท่านประธานครับ คนที่ดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรีต้องมองให้กว้างกว่านี้ ต้องมองคำว่า เปิดประเทศ เป็นการเปิดจากภายใน เป็นการเปิดให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้เริ่มขับเคลื่อนที่ทำให้ประชาชนทุกคนสามารถ ที่จะทำมาหากิน ประกอบอาชีพสร้างรายได้ โดยที่รัฐบาลมีมาตรการที่ทำให้ประชาชนมั่นใจว่า การระบาดของโควิด (COVID) จะอยู่ ในสภาวะที่ควบคุมได้ ให้กลายเป็นการเจ็บป่วยในภาวะปกติวิสัย ใช่ครับ อาจจะต้องมีคนติด แต่รัฐมีมาตรการในการจำกัดวงในการระบาดได้ มีความพร้อมของระบบสาธารณสุขที่ทำให้ คนติดเชื้อ เข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็วด้วยยาที่ดี ต้องไม่มีคนที่ต้องตายเพราะการรอคอย อีกต่อไป ผู้ติดเชื้อที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง ไม่มีโรคแทรก โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับวัคซีนมาแล้วต้อง ไม่ตาย หรือมีอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำมาก ๆ ทำให้โควิด (COVID) เป็นการเจ็บป่วยด้วย โรค ๆ หนึ่งที่ระบบสาธารณสุขสามารถดูแลได้ ท่านประธานครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ระบบ เศรษฐกิจก็จะสามารถดำเนินควบคู่กันไปได้ หลายประเทศครับทุกวันนี้เริ่มลดความสนใจ จำนวนผู้ติดเชื้อแล้ว แต่เขาให้ความสนใจกับจำนวนผู้เสียชีวิต จำนวนผู้ป่วยอาการหนัก จำนวนเตียงว่างว่าพร้อมรองรับผู้ป่วยมากขนาดไหน อย่างที่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศ เยอรมนี ประเทศอังกฤษ ใช่ครับจำนวนผู้ติดเชื้อเขาเพิ่มมากขึ้นในตอนนี้ แต่ตราบใดก็ตาม ที่อัตราการเสียชีวิตยังอยู่ในระดับที่ต่ำ และไม่สูงกว่าอัตราการเสียชีวิตในช่วงก่อนโควิด (COVID) มากนัก ระบบเศรษฐกิจและกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ ก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ อาจจะมีมาตรการป้องกันในเบื้องต้นเกิดขึ้นบ้าง แต่จะไม่ทำให้เศรษฐกิจสะดุดหยุดลง นี่คือนิยามของการเปิดประเทศเพื่อคนทุกคน ที่คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีควรตระหนักเอาไว้ ไม่ใช่บอกให้ประชาชนต้องมาเสี่ยงร่วมกัน แต่เสี่ยงกับอะไรก็ไม่แจ้ง เสี่ยงแค่ไหนก็ไม่รู้ มาตรการป้องกันความเสี่ยงก็ไม่บอก แต่บังคับให้ประชาชนไปเสี่ยงร่วมกัน พอประชาชน ถามหนักเข้า พลเอก ประยุทธ์ตอบอย่างไรครับท่านประธาน บอกว่าเปิดได้ก็ปิดได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เปิด ๆ ปิด ๆ แบบนี้ไม่ได้ จะเปิดประเทศภายใน ๑๒๐ วัน แล้ววันที่ ๑๒๑ อาจจะปิดแบบนี้ ร้านรวงต่าง ๆ ที่เขาเปิด เขาต้องเอาเงินก้อนหนึ่งที่ไม่ใช่น้อย ๆ มาปรับปรุงร้าน ถ้าเขาไม่มีหลักประกันจะไปกู้ที่ไหน ก็ต้องกู้จากเพื่อน ๆ กู้นอกระบบ รัฐบาล ก็ไม่ได้เตรียมมาตรการสินเชื่อที่เข้าถึงได้จริง ๆ ให้กับพวกเขา หลายคนต้องเอาเงินเก็บก้อน สุดท้ายมาใช้ แล้วถ้าพวกเขาต้องมาเสี่ยงกับการเปิด ๆ ปิด ๆ แบบนี้มันจะใช้ได้หรือครับ รัฐบาลจะเปิดประเทศโดยไม่คำนึงถึงคนตัวเล็กตัวน้อยไม่ได้ ไม่คำนึงถึงปากท้องของท้องถิ่น แบบนี้ไม่ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรัฐบาลต้องเร่งหามาตรการที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ เข้าถึงสินเชื่อที่พวกเขาจะได้เอาสภาพคล่องมาใช้ในการตั้งตัวอีกครั้ง จะทำแบบ ยถากรรมโมเดล (Model) แบบที่ตัวใหญ่รอด ตัวเล็กตายแบบนี้ผมไม่เห็นด้วย ยิ่งไปเอา มาตรฐานเอสเอชเอ (SHA) เอสเอชเอ พลัส (SHA Plus) กันทางการค้าอีก ททท. ก็ไม่มีอัตรา กำลังคนในการขึ้นทะเบียน ในการตรวจสอบ ผมแนะนำว่าควรมอบหมายหน้าที่ให้กับ ท้องถิ่น ปรับเงื่อนไขที่คำนึงถึงร้านเล็กร้านน้อย และไม่ควรมีมาตรฐานเอสเอชเอ พลัส (SHA Plus) อะไรขึ้นมาซ้อนอีก เงื่อนไขที่กำหนดในปัจจุบันไม่มีทางเลยครับ ที่ร้านอาหารริมทาง ร้านท้องถิ่นจะทำตามได้ ยิ่งไปกำหนดอัตราการฉีดวัคซีนมากกว่า๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซ้อนเข้าไปอีก ผมเข้าใจว่ามีความจำเป็น แต่รัฐบาลก็ต้องกำหนดมาตรการในการจัดฉีดวัคซีน ให้กับผู้ประกอบการ ร้านรวงต่าง ๆ ในย่านเศรษฐกิจ ย่านท่องเที่ยวควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่กำหนด ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วปล่อยให้เขาไปหาฉีดกันเอาเอง ลอยแพพวกเขาแบบนี้ ก็จะมีแต่ตัวใหญ่เท่านั้นที่ทำได้ แต่ร้านเล็ก ๆ ไปไม่ไหวครับท่านประธาน การเปิดประเทศแบบนี้ไม่ต่างจากการวัดดวง แล้วไปหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไปพึ่งพระสยาม เทวาธิราช คนไทยเชื้อสายจีนจะบอกว่าอย่างนี้ครับ เรียกว่าหวังให้ฮุกโจ้วปอห่ออย่างเดียว แบบนี้เท่ากับพาประเทศไปเสี่ยงอย่างมาก การเปิดประเทศต้องเปิดด้วยความพร้อม ของระบบสาธารณสุขที่ทำให้การเจ็บป่วยโควิด (COVID) เป็นภาวะปกติวิสัย จุดเริ่มต้นครับ ท่านประธานครับ อัตราการฉีดวัคซีนต้องครอบคลุมเพียงพอ ท่านประธานครับ สภาแห่งนี้ อุตส่าห์พร่ำสอน พลเอก ประยุทธ์ไปตั้งเท่าไรว่า การพิจารณาความครอบคลุมการฉีดวัคซีน ต้องดูอัตราการฉีดวัคซีนต่อประชากร จะดูเฉพาะจำนวนโดส ที่ฉีดวัคซีนไม่ได้ ล่าสุดรัฐบาลยังสื่อสารกับประชาชนว่า ประเทศไทยฉีดวัคซีนไปแล้ว ๘๐ ล้านโดส อยู่อันดับที่ ๑๙ ของโลก คือถ้านับแบบนี้ครับท่านประธาน ประเทศไทยฉีดวัคซีนได้ดีกว่า ประเทศสิงคโปร์อีกนะครับ เพราะประเทศสิงคโปร์มีประชากรอยู่แค่ ๖ ล้านคน ถ้าจะฉีดแซง ประเทศไทยต้องฉีดถึงคนละ ๑๔ เข็ม ยิ่งกว่าวัคซีนเต็มแขน ถ้าเราพิจารณาอัตราการฉีดครบ ๒ เข็ม ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ที่ประมาณไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์หรือเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มาหน่อย ๆ อยู่ในลำดับที่ประมาณ ๘๘ ของโลก ผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ฉีดครบ ๒ เข็ม แค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ยังมีอีกเกือบ ๔ ล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว ถ้าหาก คนที่ฉีดวัคซีนเชื้อตายครบ ๒ เข็มไปแล้ว และยังรอการกระตุ้นเข็ม ๓ อัตราการครอบคลุม การฉีดวัคซีนจะแย่ลงไปกว่านี้อีก การสื่อสารในการฉีดวัคซีนผมว่ารัฐบาลควรเปลี่ยนรูปแบบ การสื่อสารได้แล้ว รัฐบาลควรแจกแจงให้ประชาชนทราบว่า จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วย อาการหนัก และผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันนั้นเป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนกี่ราย ฉีดครบแล้วกี่ราย หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า คนที่ป่วยหนักและผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนก็จะเป็นการสื่อสารที่จูงใจให้คนมาฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น ทำให้อัตรา การฉีดวัคซีนของประชากรเราครอบคลุมมากขึ้น ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลาตรงนี้
อีกประเด็นที่ พลเอก ประยุทธ์ต้องรับรู้เอาไว้ก็คือ คนที่ฉีดวัคซีนครบ ๒ เข็ม ไปแล้ว ภูมิที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ตลอด บางคนที่เป็นโรคประจำตัว เช่น เป็นโรคไต ปลูกถ่าย อวัยวะมาต้องทานยากดภูมิ ฉีด ๒ เข็มภูมิไม่ขึ้นก็มี การจัดวัคซีนเพื่อนำมาฉีดเป็นเข็มที่ ๓ จึงสำคัญอย่างมาก และวัคซีนที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกนำมาฉีดเป็นเข็มที่ ๓ ก็คือวัคซีน เอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ผมเชื่อว่ารัฐบาลรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วครับท่านประธานว่า คนที่ฉีด สูตรไขว้ ถ้าฉีดแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) เข็มที่ ๓ โอเค (OK) คิดว่าพอที่จะบูสต์ (Boost) ขึ้น แต่คนที่ฉีดแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ๒ เข็มไปแล้วจะเอา แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) มาฉีดเป็นเข็มที่ ๓ อีก ภูมิขึ้นได้น้อยมากนะครับ และคนเหล่านี้มีอยู่ถึง ๑๐ ล้านคน รัฐบาลต้องเตรียมแผนในการจัดหาและจัดฉีดวัคซีน เข็มที่ ๓ ให้กับประชาชนให้เรียบร้อยและพร้อมเพรียงกว่านี้ สำหรับการระบาดระลอกใหม่ ท่านประธานครับ มีการประมาณกันว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า อย่างช้าไม่เกิน เดือนเมษายน รัฐบาลได้สำรองยาที่มีคุณภาพสูงเอาไว้แล้วอย่างเพียงพอหรือยัง และบรรจุยา เหล่านั้นเอาไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติเอาไว้แล้วหรือยัง เรมเดสซิเวียร์ (Remdesivir) ผมเข้าใจว่าบรรจุแล้ว โมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ล่ะ แพกซ์โลวิด (Paxlovid) ล่ะ รวมทั้งยาที่จำเป็นต่อการรักษาการอักเสบของปอด ไม่ว่าจะเป็น โทซิลิซูแมบ (Tocilizumab) โทฟาซิทินิบ (Tofacitinib) บาริซิทินิบ (Baricitinib) และมียาอื่น ๆ อีกมากมาย ใช่ครับ ยาเหล่านี้แพงครับท่านประธาน แต่ผมยืนยันว่ามันไม่แพงเมื่อเทียบกับ ชีวิตของประชาชน จะแพงแค่ไหนก็ต้องสำรองเอาไว้ให้เพียงพอ
อีกโจทย์หนึ่งที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการก็คือ การเร่งรัดการจัดซื้ออุปกรณ์ ทางการแพทย์ที่จำเป็นให้เร็วกว่านี้ พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ เบิกจ่ายไปได้แค่ ๕๒ เปอร์เซ็นต์ เตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาลเบิกจ่ายไปได้แค่ ๖๑ เปอร์เซ็นต์ โครงการเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเบิกจ่ายไปได้แค่ ๓๙ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้มีความพร้อมหรือครับ ผมไม่เข้าใจว่าโควิด (COVID) เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ทำไม การจัดซื้อจัดจ้างถึงดำเนินการไปปกติเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ เหมือนกับอยู่ในสภาวะที่มัน ไม่ฉุกเฉินเสียอย่างนั้น เครื่องออกซิเจนไฮโฟลว์ (Oxygen High Flow) ซึ่งเป็นเครื่องออกซิเจน (Oxygen) ที่ให้อัตราการไหลสูง มีความจำเป็นอย่างมากในการรักษาผู้ป่วยสีเหลือง โรงพยาบาล ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการบริจาค หลายแห่งยังต้องการและรอคอยการจัดซื้ออยู่ ทำไมถึงจัดซื้อ ล่าช้าล่าสุด พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่กันงบสาธารณสุขไว้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้เหลืออยู่แค่ ๙,๓๑๑ ล้านบาท สปสช. มีความจำเป็นต้องใช้งบส่วนนี้ถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ค้างจ่ายเขาอยู่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อไรรัฐบาลจะโอนโครงการฟื้นฟู ที่เหลืออยู่ ๘๗,๐๐๐ ล้านบาท มาสนับสนุนโครงการด้านสาธารณสุขให้เพียงพอ ผมยืนยัน ตราบใดที่ระบบสาธารณสุขยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ก็จะเป็นไปแบบกระท่อนกระแท่นไม่ต่อเนื่อง รัฐบาลเพิ่งไปแถลงในเวทีคอป ๒๖ (COP26) บอกว่าอะไรครับ ไม่มีแพลนบี (Plan B) ก็น่าจะจริง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลนี้ไม่เคยมีแพลนบี (Plan B) เลย ผมต้องถามไปยัง พลเอก ประยุทธ์ และแนะนำไปตรง ๆ ว่ารัฐบาลต้องเตรียม แพลนบี (Plan B) สำหรับการระบาดระลอกใหม่ที่ดีดนิ้วปุ๊บ โรงพยาบาลสนาม ฮอสพิเทล (Hospitel) ต่าง ๆ ที่ยุบไปแล้วต้องสามารถเกิดขึ้นและให้บริการได้ทันที ๑๖๖๘ ๑๖๖๙ ต้องพร้อมให้บริการในการจัดหาเตียงให้กับประชาชนได้ทันที ศูนย์กักกันโรคเพื่อการรักษา ที่เรียกว่าซีไอ (CI) ต้องพร้อมเปิดขึ้นและให้บริการประชาชนได้ทันที เรื่องแบบนี้ไม่มี แพลนบี (Plan B) ไม่ได้ ถ้าระบบสาธารณสุขไม่พร้อมเปิดประเทศอย่างสบายใจ ไม่ได้ครับท่านประธาน
สุดท้ายผมขอพูดถึงเรื่องของการเปิดโรงเรียนสักนิดหนึ่ง หลายคน ท้าทาย พลเอก ประยุทธ์ว่าก่อนจะเปิดประเทศเปิดโรงเรียนให้ได้ก่อน การเปิดโรงเรียน ของประเทศไทยสำคัญอย่างมากครับท่านประธาน เพราะนอกจากโรงเรียนจะเป็นที่ สอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ แล้ว ยังถือว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ สามารถฝากลูกเอาไว้ และไปทำงานหารายได้ได้อย่างสบายใจ และยังมีอาชีพที่เกี่ยวข้อง กับโรงเรียนอีกมาก รถรับส่งก็ดี ร้านค้าในโรงเรียนก็ดี ร้านโจ๊กหน้าโรงเรียน ร้านขนม รถเข็น ต่าง ๆ ในย่านที่ใกล้เคียงโรงเรียนก็ดี ท่านประธานครับ โควิด (COVID) มีอัตราการแพร่ ระบาดของโรคใกล้เคียงกับโรคอีสุกอีใส หรือเรียกว่า ชิกเกนพอกซ์ (Chickenpox) ผมถาม ถ้าเด็ก ๑ คนในโรงเรียนติดอีสุกอีใสต้องปิดทั้งโรงเรียนหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ไหมครับ เพราะอะไรครับ เพราะมั่นใจว่าโรคอีสุกอีใสไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต ใครติดก็ให้รักษาจนหาย หายแล้วก็กลับมาเรียนใหม่ ดังนั้นผมคิดว่ากระทรวงศึกษาธิการจะต้องตั้งธงที่จะเปิดเรียน ให้ได้ และต้องใช้มาตรการที่ทำให้การฉีดวัคซีนในผู้ใหญ่เป็นเกราะป้องกันให้กับเด็ก ควบคู่ไปกับการทำให้โควิด (COVID) เป็นการเจ็บป่วยในภาวะปกติวิสัย หรือที่เรียกว่า นอร์มอลิตี (Normality) ให้ได้ เริ่มต้นด้วยการฉีดวัคซีนครูให้ครบ ครูที่ฉีดซิโนแวค (Sinovac) ๒ เข็ม ก็ต้องรีบบูสต์ (Boost) ให้เรียบร้อย ปรับหลักสูตรการเรียนการสอน และกิจกรรมภายในโรงเรียน ให้งดการรวมกลุ่ม เช่น การเข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้า ลดวิชาเรียนลงโดยจัดการเรียนการสอนเฉพาะวิชาหลัก งดวิชาที่เด็กต้องทำกิจกรรมกลุ่ม และมีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกัน เช่น วิชาลูกเสือ เป็นต้น วิชาอื่น ๆ ก็เอามารวมและสอนแบบ บูรณาการ ปรับการประเมินผลให้ลดการสอบให้เหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เมื่อจำนวนชั่วโมง เรียนลดลง หากเกิดการระบาดรุนแรง หรือมีการระบาดระลอกใหม่ โรงเรียนก็สามารถ แบ่งห้องเรียนแบบซอยย่อยได้ วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์เช้า วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์บ่าย วันอังคาร วันพฤหัสบดีเช้า วันอังคาร วันพฤหัสบดีบ่าย และถ้าพบว่าห้องไหนมีการระบาด ก็ปิดเป็นห้อง ๆ ปิดเป็นกลุ่มย่อยได้ เพื่อทำให้โรงเรียนไม่ต้องปิดเรียน และทำให้การระบาด ของโรคเป็นภาวะปกติวิสัยที่ทำให้การเปิดเรียนควบคู่กันไปได้ ที่สำคัญที่สุดกระทรวง ศึกษาธิการต้องทำสื่อการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online) ที่มีคุณภาพ เป็นสื่อที่ทำให้ นักเรียนทุกคน ทุกโรงเรียนเข้าถึงได้ ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละโรงเรียนไปทำกันเองใช้ แพลตฟอร์ม (Platform) ประชุมออนไลน์ (Online) ในการสอนออนไลน์ (Online) แบบนี้ ซึ่งเป็นภาระ ของครูอย่างมาก ถ้ามีแพลตฟอร์ม (Platform) หรือมีสื่อออนไลน์ (Online) ที่ดี ผู้ปกครอง ที่ยังกังวลอยู่ ไม่อยากให้ลูกมาเรียนที่โรงเรียนก็สามารถให้เด็กเรียนออนไลน์ (Online) ที่บ้านอย่างมีคุณภาพ ในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ ที่ต้องปิดเรียน เด็กก็ยังเรียนกับสื่อได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ท่านประธานครับ จะต้องทำควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีนในเด็กด้วยซึ่ง ณ วันนี้ ไฟเซอร์ (Pfizer) เฟส ๓ (Phase 3) ได้มีผลการศึกษาตีพิมพ์ในนิว อิงแลนด์ เจอนัล ออฟ เมดิซิน (New England Journal of Medicine) แล้วในเด็กอายุ ๕ ขวบถึง ๑๑ ขวบ ก็ต้องฝากให้รัฐบาลติดตามและดำเนินแผนการฉีดวัคซีนในเด็กด้วย
โดยสรุปครับท่านประธาน การเปิดประเทศในมุมมองของพรรคก้าวไกล และผม ต้องเป็นการเปิดจากภายในที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจหล่อเลี้ยงทุกคนในประเทศ ไม่ทอดทิ้งคนตัวเล็กตัวน้อยให้ดิ้นรนตามยถากรรม เป็นการเปิดที่พร้อมรับมือกับการระบาด ของโรค ที่มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้โควิด (COVID) กลายเป็นภาวะปกติวิสัย เป็นโรคประจำถิ่น โรคประจำฤดูกาลที่ระบบสาธารณสุขปกติสามารถดูแลได้ ประชาชนทุกคนมีความมั่นใจว่า การทำมาหากินจะทำได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าโควิด (COVID) ติดแล้วไม่ตาย จำกัดวงในการ ระบาดได้ ก็ทำมาค้าขายกันได้ต่อไป นี่คือวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่น และภาวะผู้นำที่คนที่เป็น นายกรัฐมนตรีต้องมี และสำหรับรายละเอียดในแต่ละเรื่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคก้าวไกลจะมาช่วยสอนและให้แนวทางกับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน