อนุชา แจงเหตุไม่จัดสรรงบให้โรงเรียนพระปริยัติธรรม ชี้ติดขัดกฎหมาย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

อนุชา นาคาศัย ชี้แจงกรณีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยังไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนพระปริยัติธรรมได้ในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 เนื่องจากข้อกำหนดในมาตรา 12 (7) ของพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังในเรื่องอัตราเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แม้ได้มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้ว 3 ครั้ง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 และอยู่ระหว่างการดำเนินการตามคำแนะนำของกระทรวงการคลังเพื่อ

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จากที่ท่านสมาชิก ได้ตั้งคำถามผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า เหตุใดสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ จึงไม่จัดสรรงบประมาณให้แก่โรงเรียนพระปริยัติธรรมในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้น ก่อนอื่นต้อง ขอบคุณท่านนิยม เวชกามา ที่เคารพอย่างสูง ที่ท่านนั้นเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงพระพุทธศาสนา มาตลอด และจากการที่ท่านได้ชื่นชมว่าเราได้มีพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม ปี ๒๕๖๒ มานั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ดีของประเทศ เรื่องที่ดีของวงการพระพุทธศาสนา ซึ่งก็ทราบกันดีว่าพระพุทธศาสนาของเรานั้น ได้เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนตั้งแต่อดีตกาล ในเรื่องของการศึกษา ถ้าเป็นสมัยก่อนเราก็จะเห็นว่าเรานั้นได้เรียน ได้อ่าน ได้รู้หนังสือ ก็จากการที่เรามีวัด เรามีศาสนาพุทธเป็นเสาค้ำจุน ซึ่งผมก็ผ่านการเรียนโรงเรียนวัดมา ๒ วัด ซึ่งก็ทราบดี และอย่างยิ่งในยุคนี้มีภิกษุสงฆ์ สามเณรที่ได้บวชได้เรียนและได้อาศัยศึกษา พระธรรมคำสั่งสอน แล้วก็ได้อาศัยศึกษาในสายสามัญ เพื่อที่จะได้ทั้ง ๒ ส่วน ทั้งสังคมพุทธ และสังคมปกติของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นความสำคัญ และผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ ท่านก็คงภาคภูมิใจมาก เพราะท่านก็พยายามผลักดันมาโดยตลอด ท่านก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่อยากเห็นสังคมการเรียนการศึกษาพระธรรมคำสั่งสอน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสายสามัญ อยู่ด้วยนั้นได้เจริญรุดหน้า ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็เห็นพ้องกับท่าน ท่านได้เร่งรัด มาโดยตลอดในการที่จะให้มีการจัดสรรงบประมาณไปสู่โรงเรียนพระปริยัติธรรม แต่ด้วยเหตุผลบางประการที่เกิดขึ้น เพราะว่าจากพระราชบัญญัตินั้นที่สำคัญที่ท่านบอก มาตรา ๖ ที่รัฐจำเป็นที่จะต้องจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนพระปริยัติธรรมนั้น เป็นเรื่องจริงเช่นนั้น แต่มันยังมีมาตรา ๑๒ (๗) ที่กำหนดว่า ต้องมีผู้ปฏิบัติงาน ตามมาตรา ๑๘ เกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ เงินค่าตอบแทน ค่าจ้าง สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ การสรรหา การบรรจุ การแต่งตั้ง การพัฒนา การพ้นจากตำแหน่ง การรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย การร้องทุกข์ การอุทธรณ์ การลงโทษ ทั้งนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ เงินค่าตอบแทน ค่าจ้าง สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ต้องได้รับ ความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ซึ่งตรงนี้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ได้แจ้งว่า หลังจากมีพระราชบัญญัติแล้วเรา ได้ตั้งกรรมการโดยมีบัญชาแต่งตั้งของสมเด็จพระสังฆราช ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการศึกษาพระปริยัติธรรม และได้มีการประกาศของ มหาเถรสมาคมเรื่องคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ต่อมาคณะกรรมการการศึกษา พระปริยัติธรรมก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งอนุกรรมการจัดทำอนุบัญญัติประกอบพระราชบัญญัติ การศึกษาพระปริยัติธรรม ปี ๒๕๖๒ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนกการศึกษา พระปริยัติธรรมมาตรฐานศึกษาพระปริยัติธรรม และแผนงบประมาณเพื่อจัดการศึกษา พระปริยัติธรรมต่อคณะอนุกรรมการจัดทำอนุบัญญัติ ซึ่งการจัดทำอนุบัญญัตินี้มีความสำคัญ มากนะครับ ที่จะต้องทำให้เสร็จเรียบร้อย ซึ่งมีทั้งสิ้นจำนวน ๒๓ ฉบับ แล้วได้ทำเสร็จไปแล้ว ๑๑ ฉบับ ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติ ก็ยังคงเหลืออยู่ ๑๒ ฉบับ แต่ ๑๒ ฉบับนั้น ที่สำคัญที่สุด ที่ขาดไม่ได้ก็คือ อนุบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องมาตรฐานกำหนดตำแหน่งของครูของผู้ที่ทำการสอน และอีกอนุบัญญัติหนึ่งก็คือ เกี่ยวกับอัตราค่าตอบแทน เงินเดือน วิทยฐานะที่จำเป็นที่จะต้องนำ ๒ อนุบัญญัตินี้ผ่านกระทรวงการคลังให้กระทรวงการคลังเห็นชอบ ซึ่งอนุบัญญัติตามที่ ผมกล่าว สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ชี้แจงต่อกระทรวงการคลังมาแล้วถึง ๓ ครั้ง โดยมีผู้แทนที่ช่วยทำการชี้แจงนะครับ ประกอบไปด้วยผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและผู้แทนของ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำการหารือและช่วยกันเพื่อที่จะให้สามารถดำเนินการเป็นไปตาม ข้อตกลงหรือทำให้กระทรวงการคลังนั้นได้เห็นชอบ ซึ่งปัจจุบันนี้ผ่านมา ๓ ครั้งก็ยัง ไม่เรียบร้อยนะครับ ตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้นะครับ ได้ประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ปี ๒๕๖๔ นี้เอง แล้วปัจจุบันก็ไม่เรียบร้อยทางกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ คำแนะนำว่า ให้ทำตามคำแนะนำนี้ก็น่าจะเรียบร้อย แล้วก็ให้ส่งแผนตามคำแนะนำของ กระทรวงการคลังมาภายในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายนนี้ ซึ่งผมก็คาดว่าหลังจากวันที่ ๒๐ พฤศจิกายนนี้ คงได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังในการเห็นชอบตามอนุบัญญัติ ที่ทางคณะกรรมการนั้นจะได้ทำขึ้น ผมก็คิดว่าเราก็คงจะได้มีงบประมาณของโรงเรียน พระปริยัติธรรมในปี ๒๕๖๖ ตามที่พวกเราหรือท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินั้น ท่านนิยม เวชกามา ขออนุญาตที่เอ่ยถึง ท่านเป็นห่วงเป็นกังวล ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีและตัวผมเอง ก็เป็นกังวลไม่แพ้ไปกับท่านในการที่จะทำให้บุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียน พระปริยัติธรรมทำให้พระผู้ใหญ่ ทำให้พระที่ทำการเรียนการสอนก็ดีได้มีปัจจัยหรือมี งบประมาณเพียงพอที่จะดำรงความเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่มีมาตรฐาน ตามเจตนารมณ์ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติด้วยครับ ผมขอจบคำถามข้อที่ ๑ นะครับ