วิษณุ เครืองาม อธิบายความคืบหน้าคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา โดยชี้แจงการปรับโครงสร้างคณะกรรมการตรวจสอบจาก 8 กลุ่มเป็น 5 ประเภทตามหน่วยงานรับผิดชอบ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากท่าน นายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในประเด็นเกี่ยวกับ เรื่องความคืบหน้า และการติดตามผลคดีสำคัญ ซึ่งอยู่ในความสนใจของประชาชนที่เรียกกันว่า คดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือที่มักจะเรียกชื่อเล่นกันโดยทั่วไปว่า คดีบอส ผมขออนุญาต กราบเรียนต่อท่านประธานครับว่า เรื่องนี้เมื่อประชาชนทั่วไปให้ความสนใจและมีความสงสัย ในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตำรวจ หรือพนักงาน อัยการก็ตาม ในเวลาต่อมาท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบ ข้อเท็จจริง โดยมีท่านอาจารย์วิชา มหาคุณ เป็นประธาน เราเรียกกันโดยทั่วไปว่า คณะกรรมการชุดอาจารย์วิชา มหาคุณ คณะกรรมการได้ทำงานอย่างดีและใช้เวลารวดเร็ว จนกระทั่งสามารถสรุปและจบเรื่องในส่วนของคณะกรรมการ โดยได้ส่งผลให้ท่าน นายกรัฐมนตรีรับไปพิจารณาดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และมันก็เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกได้ รายงานให้ทราบว่าในรายงานการสอบสวนชุดอาจารย์วิชานั้น ได้แบ่งบุคคลผู้เกี่ยวข้อง ออกเป็น ๘ กลุ่ม ท่านนายกรัฐมนตรีได้ส่งรายงานของอาจารย์วิชาให้หน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่กับฝ่ายบริหารและมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้โดยตรง ก็คือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือที่เรียกกัน โดยย่อว่า ป.ป.ท. ป.ป.ท. ก็เป็นเจ้าของเรื่อง เป็นศูนย์กลาง เป็นผู้ที่จะไปประสานกับ หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งดำเนินการสอบในทางลับคู่ขนานกันไปด้วย สำนักงาน ป.ป.ท. เห็นว่าการจัดกลุ่มของคณะกรรมการชุดอาจารย์วิชาออกเป็น ๘ กลุ่มนั้น ดูหลากหลาย แต่ความจริงมันมีการโฉบเฉี่ยวซ้ำซ้อนและมันอาจจะยุ่งยากในการดำเนินการ จึงได้ จำแนกใหม่ โดยแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ตามหน่วยงานที่ควรจะเข้ามาทำหน้าที่รับผิดชอบ ในการตรวจสอบ
๕ หน่วยงานนั้น หน่วยงานที่ ๑ ก็คือสำนักงานอัยการสูงสุด คือหมายความว่า ใครที่เป็นพนักงานอัยการ ก็ส่งเรื่องไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการตรวจสอบ สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสอบสวนในเรื่องนี้ในชั้นแรก ในรูปของ คณะอนุกรรมการ แล้วก็เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกได้แจ้งไว้ว่า คณะอนุกรรมการนั้นไปตั้ง ประเด็นเป็นเรื่องของความผิดวินัยที่ไม่ร้ายแรง เมื่อมีการสรุปรายงานผลไปเข้า คณะกรรมการอัยการ หรือ ก.อ. ชุดใหญ่ ก.อ. ชุดใหญ่เห็นว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นคดีที่มีมูล ความผิดทางวินัยร้ายแรง ไม่ใช่ไม่ร้ายแรง จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นอีกชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบ บุคคลสำคัญที่ถูกตรวจสอบ ก็คือผู้ที่เป็นรองอัยการสูงสุดปรากฏชื่อเป็นที่ทราบทั่วไป คือคุณเนตร ซึ่งในกรณีของคุณเนตร นาคสุข นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบวินัยร้ายแรง ในจังหวะเดียวกันนั้นคุณเนตรก็ขออนุมัติลาออก จากราชการ ซึ่งผู้บังคับบัญชาก็อนุมัติให้ลาออกได้ เพราะการออกจากราชการไม่มีผลกระทบ ต่อการสอบสวน คือถ้าสอบแล้วได้ความว่ามีความผิดก็ยังสามารถดำเนินการทั้งในทางวินัย และในทางอาญาต่อไปได้ตามปกติ เรื่องของสำนักงานอัยการสูงสุด ขณะนี้ก็ดำเนินการไป ในแนวนี้ แล้วก็ยังไม่ปรากฏผลออกมา
ประเภทที่ ๒ ก็คือได้ส่งเรื่องนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รับไปตรวจสอบ เรื่องนี้ได้ทราบว่าสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการตรวจสอบบุคคลทั้งหมด รวม ๑๕ คน แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อออกมา เพียงแต่ได้มีการสรุปแถลงเป็นระยะ ๆ ว่ามี ความคืบหน้าไปถึงไหน ข้อมูลล่าสุดที่ปรากฏต่อสาธารณชนและรัฐบาลได้รับทราบก็คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยไม่ตั้งคณะอนุกรรมการไปตรวจสอบ เหมือนกับคดีอื่น แต่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะเป็นผู้ตรวจสอบเอง คือดำเนินการเอง โดยมีหัวหน้าคดีหรือเจ้าของเรื่อง ๒ ท่าน ซึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพ หรือว่าหัวหน้าในการตรวจสอบ ขณะนี้การตรวจสอบก็ยังดำเนินการอยู่ ได้ทราบว่ามีการ เรียกบุคคลหลายคนมาตรวจสอบมาสอบถาม แล้วถ้าหากว่าโยงไปถึงบุคคลใดก็อาจจะมี การเพิ่มรายชื่อบุคคลนอกเหนือจาก ๑๕ คนนั้นต่อไป ขออนุญาตกราบเรียนรายงาน ท่านประธานตรงนี้ว่า ในรายงานชุดคณะกรรมการของอาจารย์วิชา มหาคุณ นั้น ได้ระบุชื่อบุคคลเอาไว้ทั้งหมด ๑๙ คน ซึ่งก็มาแบ่งออกเป็น ๘ ประเภท อย่างที่ท่านสมาชิก ได้กล่าวแล้ว แต่เมื่อเรื่องมาถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับไว้ พิจารณาตรวจสอบในขณะนี้ ๑๕ คน จากจำนวน ๑๙ คน ท่านพูดถึงนายพลอากาศก็อยู่ ในจำนวนนี้ละครับ ส่วนทำไม ๑๙ ลดลงมาเป็น ๑๕ ตรงนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณา แต่ตรงนี้ก็คงจะไม่ได้สำคัญนัก เพราะถ้าหากว่าพาดพิงไปถึงบุคคลที่ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ จากคำให้การของคนที่ถูกเรียกมาสอบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็จะดำเนินการ สอบต่อไป
กลุ่มที่ ๓ ก็คือกลุ่มตำรวจ เรื่องนี้ก็ได้มีการส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับไปดำเนินการตรวจสอบทั้งในทางวินัยและในทางอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ แต่งตั้งจเรตำรวจแห่งชาติเป็นประธานในการตรวจสอบ ได้ทราบว่าได้เรียกนายตำรวจทั้งใน และนอกราชการหลายท่านมาตรวจสอบอยู่แล้วในขณะนี้ ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ แล้วก็ยังไม่ได้ สรุปออกมาว่าเป็นวินัยร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง หรือมีมูลทางอาญาหรือไม่ประการใด
กลุ่มต่อไปก็คือกลุ่มหรือประเภทกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือที่เรียกกันว่า ดีเอสไอ (DSI) ถามว่าเกี่ยวอะไรกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวตรงที่รายงานของ คณะกรรมการชุดอาจารย์วิชาเห็นว่าเรื่องนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน เป็นเรื่องใหญ่ อาจจะมีอิทธิพล เพราะฉะนั้นสมควรที่จะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามามีส่วนในการ สอบสวน จึงได้ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไปพิจารณา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รายงานกลับมายังรัฐบาลว่า โดยที่เรื่องนี้มาถึงบัดนี้ มีการออกหมายจับ มีการสั่งฟ้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นผู้ต้องหาหลัก เพราะฉะนั้นคดีสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยที่ยัง ไม่จำเป็นต้องจัดเป็นคดีพิเศษ แต่ถ้าถึงจังหวะใดที่พบว่ามีบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องมีอิทธิพล และอาจจะทำให้คดียุ่งเหยิงเกิดขึ้น กรมสอบสวนคดีพิเศษก็พร้อมที่จะรับเป็นคดีพิเศษ ขณะนี้ปล่อยไปตามกระบวนการปกติ หมายจับก็ออกแล้ว อัยการก็สั่งฟ้องแล้ว เพียงแต่ยัง จับตัวผู้กระทำผิดหลักคือคุณวรยุทธกลับเข้ามายังไม่ได้เท่านั้น และ
กลุ่มสุดท้าย หรือประเภทสุดท้าย ประเภทที่ ๕ ก็คือทนายความได้ส่งให้สภา ทนายความ ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพรับไปดำเนินการตรวจสอบทนายความที่ปรากฏชื่อ ในรายงานคณะกรรมการชุดอาจารย์วิชา การตรวจสอบได้ไปถึงขั้นนัดให้มาสอบปากคำ แต่เจ้าตัวได้ขอเลื่อน เพราะเหตุอ้างโควิด-๑๙ (COVID-19) จึงได้เลื่อนไปที่จะมีการสอบ ครั้งต่อไป ตอนต้นเดือนธันวาคมนี้ ทั้งหมดนี้คือความคืบหน้าที่ปรากฏอยู่ แต่ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานต่อไปว่า ในส่วนของคุณวรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งปรากฏชื่อว่า เป็นผู้กระทำผิด เพราะว่าขับรถไปเฉี่ยวชนเจ้าหน้าที่จนถึงแก่ความตายนั้น ขณะนี้พนักงาน อัยการได้สั่งฟ้องในความผิด ๒ ข้อหา คือ ๑. ความผิดฐานขับรถโดยประมาท เฉี่ยวชนผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งมีอายุความนาน ๑๕ ปี และจะครบกำหนดหมดอายุความ ในปี ๒๕๗๐ แต่ยังติดตามจับตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องต่อศาลไม่ได้ ทางตำรวจได้ประสานกับ องค์กรตำรวจสากล ยกเลิกหมายอย่างที่ท่านได้กล่าวถึงและออกหมายใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้ แล้วก็ส่งไปยังประเทศต่าง ๆ รวม ๑๙๔ ประเทศ เพื่อให้แจ้งเบาะแสกลับมา ล่าสุด เมื่อประมาณเดือนสองเดือนที่ผ่านมานี้มีการรายงานครั้งสุดท้ายว่ามี ๔๕ ประเทศ จาก ๑๙๔ ประเทศ ได้รายงานกลับมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ไม่พบเบาะแส หรือที่อยู่ของคุณวรยุทธ อาจจะมีการแจ้งข้อมูลที่แปลกนิดหนึ่งว่ามีอยู่ประเทศหนึ่ง ได้ออกวีซ่า เชงเกน (Visa Schengen) ให้ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าตัวได้เดินทางเข้าออกประเทศ เชงเกน (Schengen) เหล่านั้นหรือไม่แต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะ ประสานกับองค์กรตำรวจสากลต่อไป เพราะฉะนั้นในชั้นต้นทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่รัฐบาล ได้รับจากองค์กรอิสระ หรือองค์กรที่อยู่ในฝ่ายบริหาร โดยมีสำนักงาน ป.ป.ท. ยังติดตาม อย่างใกล้ชิด แล้วก็จะมีรายงานความคืบหน้าให้ท่านนายกรัฐมนตรีทราบเป็นประจำทุกเดือน จึงขออนุญาตกราบเรียนในกระทู้ถามแรกในส่วนนี้ไปก่อนครับ