ธีรัจชัย พันธุมาศ ตั้งกระทู้ทวงความคืบหน้าคดีวรยุทธ อยู่วิทยา และเปิดประเด็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลมีอิทธิพล ทั้งการเปลี่ยนแปลงพยานหลักฐาน ความเร็วรถ และการย้ายตำแหน่งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง จนทำให้คดีไม่คืบหน้าและผู้ต้องหาหลุดพ้นจากความผิด เขายังตั้งข้อสังเกตถึงการแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพลทางการเมืองและทหาร รวมถึงความล้มเหลวในการดำเนินการตามมติของคณะทำงานนายกรัฐมนตรี พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจังและเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตถามกระทู้ เรื่องขอให้ ติดตามความคืบหน้าและดำเนินการกับผู้กระทำความผิดคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา สืบเนื่อง จากคดีนี้เป็นคดีที่มีความสำคัญต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย มีประชาชนทั้ง ต่างประเทศและในประเทศ ให้ความสนใจเป็นอันมาก เพราะว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดนั้น เป็นคนที่อยู่ในระดับที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงในประเทศ และปัจจุบันนั้น ได้ออกไปนอกประเทศ ไม่สามารถจับกุมมาดำเนินความผิดได้ โดยก่อนที่จะมีการออก นอกประเทศ ก็มีการโต้แย้ง มีความสนใจสื่อมวลชนหลายคณะ มีข้อเท็จจริงที่เปิดเผยขึ้นมา ในระหว่างที่ติดตามในคดีนี้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น กรณีมีการเปลี่ยนแปลงความเร็ว จาก ๑๗๗ กิโลเมตรต่อชั่วโมงของรถเฟอร์รารี (Ferrari) ที่ขับพุ่งชน ดาบตำรวจ วิเชียร กลั่นประเสริฐ เป็น ๗๙.๒๓ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีข่าวว่ามีนายตำรวจระดับอดีต ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและระดับสูงหลายคน มีอัยการเข้าไปเกี่ยวข้อง มีทนายความเข้าไปเกี่ยวข้อง มีการกดดันให้พนักงานสอบสวน ประทานโทษผู้ที่ให้ความเห็นในเรื่องความเห็น กลับความเห็นจากเดิม ซึ่งเป็นของกองพิสูจน์ หลักฐานจาก ๑๗๗ เป็น ๗๙.๒๓ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพลิกคดี แต่ไม่สำเร็จเพราะว่า ทางพนักงานอัยการที่จะกลับสำนวนเป็นสั่งไม่ฟ้องไม่เอาด้วย จนกระทั่งมาถึงยุคของการตั้ง สนช. ในการรัฐประหาร มีการตั้งคณะกรรมาธิการกฎหมายกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็น บุคคลที่มีน้องของรองนายกรัฐมนตรีประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ถึง ๒ คน มีน้องเขยของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย มีอดีต ผบ.ตร. ๒ คน ซึ่งตั้งในยุค คสช. ด้วย ๒ คนเข้าไปอยู่ด้วย และได้ตั้งคณะทำงานสอบอยู่ ๒ เรื่องคือ ๑. เปลี่ยนแปลงความเร็ว จาก ๑๗๗ เป็น ๗๙.๒๓ สอดคล้องกับที่มีนายตำรวจที่เป็นอดีต ผบ.ตร. เข้าไปมีส่วน เกี่ยวข้อง และถูกตั้งข้อสงสัยว่าไปร่วมในการเปลี่ยนแปลงความเร็วหรือไม่ ตรงกัน อันที่ ๒ มีการตั้งคณะทำงานบอกว่า ดาบตำรวจ วิเชียร กลั่นประเสริฐ เป็นฝ่ายประมาทเอง คือขับรถ ไปให้รถเฟอร์รารี (Ferrari) ของนายวรยุทธ อยู่วิทยา นั้นชนเอง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น และประชาชนยังติดตามว่าความคืบหน้าเป็นอย่างไร ต่อมามีเรื่องที่กล่าวขึ้นในคดีนี้ เหมือนกัน ก็คือในกรณีของการที่มี พลตำรวจตรี อภิชาติ สุริบุญญา ซึ่งดูแลกองการ ต่างประเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกหมายแดงซึ่งเป็นแบบทั่วไป แบบสาธารณะ เพื่อให้คนเป็นพันล้านคนสามารถเข้าไปในเว็บไซต์ (Website) นี้ดูได้ถูกย้ายออกจากตำแหน่ง อย่างรวดเร็ว โดย พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานในการโยกย้ายในขณะนั้น และต่อมาก็เปลี่ยนเป็นหมายแบบบุคคล ทำให้ติดตามตัวนายวรยุทธ อยู่วิทยา ไม่ได้ ต่อมา มีเรื่องที่พิสดารขึ้นมาอีกนั่นก็คือว่า ความเห็นของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นได้ถูกร้องเรียนไปยังสำนักงาน อัยการสูงสุดหลายครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธออกมา จนกระทั่งในส่วนครั้งที่ ๑๔ ในการร้องขอ ความเป็นธรรม ตอนนั้นมีการโยกย้ายอัยการสูงสุดและรองอัยการสูงสุด เปลี่ยนชุดมานะครับ ต่อมาในส่วนของกองคดีของกรมตำรวจ ซึ่งมี พลตำรวจตรี อภิชาติ สุริบุญญา อยู่ ซึ่งเป็น ผู้มีความเห็นแย้งได้ว่า ถ้าหากว่าเห็นแย้งสั่งไม่ฟ้องจะเห็นแย้งกลับไปอัยการสูงสุดได้ ก็ถูก ย้ายโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเป็นประธานในรัฐบาลชุดนี้ ต่อมาหลังจากนั้น เมื่อองค์ประกอบ ๒ อย่างครบก็คือ อัยการสูงสุดย้ายมา ทั้งรองอัยการ และในส่วนของผู้ที่จะ ทำความเห็นที่กองคดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ ผบ.ตร. ได้ทำความเห็นแย้งอัยการ ได้ย้ายมาเป็นคนอื่นเข้ามา ก็มีการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา และสำนักงานตำรวจ แห่งชาติก็ไม่ฟ้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนเห็นว่าความผิดแบบนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้องมากมาย ในการช่วยเหลือนายวรยุทธ อยู่วิทยา นายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งคณะทำงานชุดนายวิชา มหาคุณ เข้ามาศึกษา วันที่ ๓๐ กันยายน นายวิชา มหาคุณ ก็ได้มีการศึกษาและให้ความเห็น ไว้อย่างนี้นะครับ มีการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความ พยาน และบุคคลทั่วไปในการ เข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการดำเนินคดี มาจนถึงปัจจุบัน โดยใช้ช่องทางทางกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อิทธิพลบังคับ และการสร้างพยานหลักฐาน อันเป็นเท็จเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาให้รอดพ้นจากการ ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย นี่คือเป็นคณะที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น และผลออกมาประชาชน มีความหวังว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศนี้จะได้มีการสะสาง ไม่ใช่คนรวยไม่ต้อง ถูกดำเนินคดี แต่คนจนต้องผิดเสมอ ถูกดำเนินคดีเสมอ สร้างความเสื่อมเสียให้กับ กระบวนการยุติธรรมประเทศไทยอย่างมาก นี่คือสิ่งที่เป็นความเห็นออกมา นอกจากนั้น คณะนายวิชานี้ก็ได้มีข้อเสนอให้ดำเนินคดีอาญาและลงโทษทางวินัยของคน ๘ กลุ่ม ก็คือ ๑. พนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับสำนวน ๒. พนักงานอัยการที่ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ๓. ผู้บังคับบัญชาที่แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ๔. สมาชิก สนช. ซึ่งแทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่ ๕. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ๖. ทนายความ ซึ่งกระทำผิดกฎหมาย ๗. พยาน ซึ่งให้การเท็จ ๘. ตัวผู้ใช้และผู้สนับสนุน การกระทำดังกล่าว ทั้ง ๘ กลุ่มเหล่านี้ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้มาตอบ เพราะว่ามีข้อสงสัยไม่มีการ ขยับเขยื้อน ในตามข่าวที่ออกมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการสอบ ตอนแรก ๆ ก็บอกว่า จะเป็นการผิดวินัยไม่ร้ายแรงเป็นการผิดแค่นั้นเอง แต่ตอนหลังพอถูกคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ได้ติดตามต่อเนื่องก็เปลี่ยนมาเป็นกำลังสอบสวนว่ามีผู้กระทำผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ แต่คดีอาญายังไม่มีการพูดถึงว่าจะดำเนินแต่ละคนนั้นอย่างไรบ้าง นี่ผมขอตั้งไว้ก่อนในส่วนนี้ พักไว้ก่อน
ในส่วนสำนักงานอัยการสูงสุดตอนแรก ๆ ก็มีคณะทำงานเสนอบอกว่า เป็นการผิดวินัยไม่ร้ายแรงเหมือนกันทำนองนั้นออกมาเหมือนกันชุดหนึ่ง แต่ภายหลัง คณะกรรมการอัยการก็ได้มีการเปลี่ยนออกมาว่าให้ตั้งกรรมการสอบสวนกรณีวินัยร้ายแรง ของรองอัยการสูงสุดที่มีการสั่งคดีนี้ กรณีอย่างนี้ต้องให้กรรมาธิการ ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบ แล้วถึงมีการเปลี่ยนแปลงด้วยหรือครับ นายกรัฐมนตรีทำอะไรอยู่ นี่คืออันที่ ๒ ก็คืออยู่ใน ๒ ในกลุ่ม ๘ คน ยังมีส่วนหนึ่งก็คือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ นั่นคือ สนช. ครับ สมาชิกที่เป็นน้องชายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ๒ คน เป็นน้องเขย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ๑ คน และเป็นอธิบดีอดีตผู้ว่าการตำรวจแห่งชาติ อีก ๒ คน ที่ตั้งในยุค คสช. ไม่เห็นมีใครพูดถึง ทั้งที่คณะทำงานที่นายวิชา มหาคุณ ที่นายกรัฐมนตรีตั้งอยู่ไม่มีคำตอบ เงียบกริบเลยนะครับ ไม่สอบสวนคนกลุ่มนี้เลยครับ นี่อีกคำถามหนึ่งที่ตั้งไว้ในคำถามรวมนะครับ ต่อมาในส่วนของตัวผู้บังคับบัญชาที่แทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่ ตัว พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ย้าย พลตำรวจตรี อภิชาติ สุริบุญญา ออกจากกองการต่างประเทศ แล้วเอาหมายที่เป็นสาธารณะออกเป็นหมายส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้คนติดตามตัวอีกนี่นะครับ ไม่ดูแลหรือว่าผิดไม่ผิด ถูกไม่ถูกอย่างไร ไม่มี คำตอบอะไร เงียบกริบ ตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเองที่ย้าย พลตำรวจตรี อภิชาติ สุริบุญญา ออกจากในส่วนของกองกฎหมาย เพื่อไม่ให้ทำความเห็นแย้ง หลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ไม่ดูแลตัวเองเลยหรือครับ ปล่อยทิ้งไปเอง ทั้งที่คณะทำงาน ตัวเองนั้นสรุปออกมาแล้ว หายไปไหนครับ เงียบไปเลยครับ ตอนนี้มีแต่ตำรวจกับอัยการที่ยัง ขยับอยู่ แล้วขยับแบบเหมือนจะปล่อยด้วยซ้ำนะครับ ถ้า กมธ. ป.ป.ช. ไม่เกาะติดนั้นไปแล้ว เป็นวินัยไม่ร้ายแรงแล้วจบไปแล้ว ในส่วนพยานเท็จที่มาให้การในชั้น สนช. บอกว่า ดาบวิเชียรขับรถไปประมาทเอง ไม่เอาผิดเขาหรือครับ เป็นระดับ พลอากาศเอก นายพลอากาศนะครับ ไม่ดูแลหรือครับ ในคนให้การเท็จ ความเร็วเท็จไม่ดูแลไม่ทำเลย หรือครับ ในส่วนของตัวผู้บังคับบัญชาต่าง ๆ ไม่ว่า ผบ.ตร. อดีต ผบ.ตร. ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างนี้ รวมถึงไม่ติดตามตัวนายวรยุทธ อยู่วิทยา อย่างที่ควรจะเป็น ตรงนี้ไม่มีข่าวในการที่จะออกมาว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้นได้ติดตามเหมือนกับที่ตั้งคณะทำงานเหมือนขึงขัง หรือว่าตั้งเป็นพิธีกรรม เพื่อลดแรงเสียดทานการติดตามของประชาชนเท่านั้น
ผมขอถามคำถามแรกครับ รัฐบาลได้ดำเนินการติดตามความคืบหน้าของคดี ดังกล่าวอย่างไรบ้าง ในตัวอย่างที่ผมยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ในแต่ละ ๘ กลุ่มเหล่านั้นขอให้ตอบ ทั้ง ๘ กลุ่มนะครับว่าดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะกรณีผู้ช่วยเหลือทุกระดับ ระดับไหน อย่างไร ให้ละเอียดกว่าที่ผมพูดเมื่อสักครู่ทั้ง ๘ กลุ่ม ผมขอถามคำถามแรกแค่นี้ก่อนครับ ท่านประธาน