วิษณุ เครืองาม ชี้แจงการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการให้ผู้พิพากษาและตุลาการพ้นจากตำแหน่งให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ โดยย้ำว่าเป็นเพียงการปรับให้สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งองค์พระประมุข ไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งหรือการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมอธิบายความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๐ และการดำเนินการแก้ไขกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องตามลำดับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ รัฐบาลขออนุญาตชี้แจงท่านผู้ที่ได้ตั้งประเด็น หรือสอบถาม หรืออภิปรายแสดงความคิดเห็นทั้ง ๑๐ ท่านในภาพรวมนะครับ สิ่งที่ได้มารบกวนเวลาสภา และท่านประธานในวันนี้ เป็นเรื่องของการแก้ไขกฎหมายของศาลยุติธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับ การให้พ้นจากตำแหน่ง ไม่ได้เกี่ยวกับการแต่งตั้งด้วยซ้ำไป และในส่วนของการให้พ้นจาก ตำแหน่งนั้นก็เป็นเฉพาะในส่วนที่ยึดโยงกับการใช้อำนาจขององค์พระประมุข นั่นก็คือการ แก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ความจริงมาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญนั้น ยังมีฝาแฝดอยู่อีกมาตราหนึ่ง คือมาตรา ๑๘๐ แต่มาตรา ๑๘๐ นั้นเป็นเรื่องของการแต่งตั้ง และการให้พ้นจากตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนและข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือน ที่มีตำแหน่งตั้งแต่อธิบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไป แล้วก็ข้าราชการทหารยศนายพลขึ้นไป มาตรา ๑๘๐ จึงเป็นมาตราฝาแฝดของมาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๙๐ เป็นเรื่องของผู้พิพากษา และตุลาการ แต่ข้อความทั้ง ๒ มาตรานี้จะตรงกัน กล่าวคือพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง แล้วก็โปรดเกล้าฯ ให้พลเรือนก็ดี ตำรวจก็ดี ทหารก็ดี ผู้พิพากษาก็ดี ตุลาการก็ดี พ้นจากตำแหน่ง คำว่า โปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งนั้นหมายความว่า เป็นการที่มีพระบรมราชานุญาต ส่วนข้อยกเว้นที่ได้เขียนใส่ไว้ในมาตรา ๑๘๐ และมาตรา ๑๙๐ ก็คือ ข้อยกเว้นที่ไม่ต้อง มีพระบรมราชานุญาต แต่ให้กราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบเท่านั้นว่า บัดนี้ ได้มีความ เปลี่ยนแปลงในตัวบุคคลเกิดขึ้น โดยใช้เหตุแห่งความตาย ใช้เหตุแห่งการเกษียณอายุราชการ ใช้เหตุแห่งการครบวาระ แล้วก็ใช้เหตุแห่งการต้องโทษทางวินัย เป็นการไล่ออก ให้ออก ปลดออก ๔ เหตุนี้ให้กราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ ประเด็นในวันนี้จึงเป็นเรื่องนี้เท่านั้น แต่ในส่วนที่ท่านสมาชิกที่เคารพได้มีการอภิปรายพาดพิงไปถึงเรื่องอื่น ไม่ว่าจะโดยตรง หรือโดยอ้อมก็ตาม เช่น การเข้าสู่ตำแหน่ง หรือการที่ควรจะให้ประชาชนหรือผู้แทน ปวงชนเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องในการเข้าสู่ตำแหน่ง หรือในการพ้นจากตำแหน่งนั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมก็ดี รัฐบาลก็ดีไม่ได้เสนอขอแก้ไขเข้ามาในวันนี้ แล้วว่ากันไปอันที่จริงบางเรื่องไม่ได้อยู่ในตัวพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรมด้วยซ้ำไป แต่แม้กระนั้นก็เป็นการอภิปรายที่ควรแก่การรับฟัง และผมเชื่อว่า วันนี้สำนักงานศาลยุติธรรม ตลอดจนประชาชนก็ได้รับทราบ ได้ยิน ได้ฟังคำอภิปรายของท่านแล้ว แล้วก็คงจะนำไปใช้ประกอบการพิจารณาในโอกาสต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีประเด็นที่เกี่ยวพันกับเรื่องที่ท่านได้พูดถึงนี้วกกลับเข้ามา ท่านประธานที่เคารพ ที่ท่านสมาชิกบางท่านได้สอบถามว่า วันนี้ชุดของกฎหมายที่กระผมกราบเรียนว่าเสนอ เข้ามา ๔ ฉบับนั้น แล้วก็ยังจะมีอีกที่จะทยอยตามมานั้น วันนี้กฎหมายเหล่านั้นไปอยู่ที่ ตรงไหน และทำไมถึงยังไม่ได้แก้ไขเสียให้มันสอดคล้องกัน ก็กราบเรียนว่าถ้าว่าถึงในส่วนที่ เกี่ยวกับศาลปกครอง ปรากฏว่าได้มีการแก้ไขแบบเดียวกับที่เสนอมาในวันนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๖๑ ในส่วนของศาลปกครองก็เลยไม่ต้องมีการแก้ไขเข้ามาในเวลานี้อีก แต่ในส่วนของศาลอื่น ก็อาจจะมีการขอแก้ไขตามเข้ามาในโอกาสต่อไป รวมทั้งในส่วนที่ เกี่ยวกับข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการทหาร ข้าราชการอัยการ ก็จะต้อง มีการแก้ไขให้สอดคล้องกับมาตรา ๑๘๐ หรือมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเป็นฝาแฝดทั้งคู่นี้ ซึ่งก็จะ ทยอยตามมาในโอกาสต่อไป ขณะนี้ได้ทำเสร็จแล้วบ้าง อยู่ระหว่างรับฟังความเห็นบ้าง แล้วก็บางฉบับไม่ได้เป็นการแก้ไขเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๘๐ หรือมาตรา ๑๙๐ แต่ได้พ่วงเอาประเด็นอื่นเข้ามาด้วย ประเด็นอื่นเหล่านั้นจึงต้องไปรับฟังความคิดเห็น ที่หลากหลาย และอาจจะใช้เวลา จึงไม่เหมือนกับ ๔ ฉบับในชุดเดียวกันที่เสนอมาในวันนี้ ที่มุ่งตรงไปที่บทบัญญัติที่เกี่ยวพันกับมาตรา ๑๙๐ หรือการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเพียงประเด็นเดียว ก็เลยอาจจะเสร็จได้เร็วแล้วมาได้ก่อนฉบับอื่น ในขณะนี้ ท่านประธานครับ ได้มีการอภิปรายถึงเรื่องประเด็นที่ว่าของเดิมเคยให้วุฒิสภามีอำนาจ ถอดถอนผู้พิพากษาหรือตุลาการ แต่ของใหม่ไม่มี วันนี้ก็ต้องมาตัดเอาส่วนนั้นออกไป ซึ่งก็จะปรากฏอยู่ในร่างแก้ไขในวันนี้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าแม่บทคือรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียน ในส่วนเหล่านี้เอาไว้ ถ้าหากว่าจะไปเขียนเพิ่มเติมไว้ในกฎหมายลูก หรือกฎหมายระเบียบ ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ก็อาจจะไม่ตรงกับที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็อาจจะเป็น ประเด็นให้เกิดการโต้แย้งคัดค้านกันได้มากมาย จึงขออนุญาตที่จะฝากประเด็นเหล่านี้ไปยัง คณะกรรมาธิการ ถ้าหากว่าท่านได้รับหลักการที่จะมีการยกขึ้นพิจารณากันในชั้น กรรมาธิการต่อไป บางประเด็นที่ท่านอภิปรายอาจจะไม่ได้เกี่ยวพันอย่างที่ได้กราบเรียน เช่น ประเด็นของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกียรติ แต่ผมก็ได้จดประเด็นเหล่านี้เอาไว้แล้ว แล้วก็จะไปแจ้งหรือเสนอต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง และขณะนี้ที่จริงเขาก็กำลังดำเนินการ ปรับปรุงบางเรื่องอยู่ อาจจะรับเอาข้อสังเกตของท่านไปดำเนินการพร้อมกันไปด้วยเลย ก็ขอบพระคุณในคำแนะนำดังกล่าว แล้วก็ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกศุภชัย ใจสมุทร ที่ได้กรุณาอธิบายยกเหตุผลสนับสนุนหลักการที่ว่าการที่ผู้พิพากษาหรือตุลาการตัดสินคดีใน พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์นั้นมีหลักการและมีความเป็นมาอย่างไร ที่จริงเรื่องอย่างนี้ ไม่ใช่ปรากฏเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นครับท่านประธาน ในประเทศอื่น เช่นประเทศ อังกฤษ ซึ่งเขาก็ถือว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการเป็นผู้ทำการในพระปรมาภิไธย ขณะเดียวกัน แม้แต่อัยการฟ้องคดีอาญาก็ถือเสมือนหนึ่งเป็นการฟ้องในพระปรมาภิไธยด้วยซ้ำไป ฉะนั้นเราจะเห็นคดีของศาลอังกฤษที่เป็นคดีอาญาเมื่อเวลาเอ่ยถึงพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ เขาก็จะใช้คำว่าเร็กซ์ (Rex) หรือเรจินา (Regina) ซึ่งหมายถึงในพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์ ในสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ได้มีพระมหากษัตริย์ มีแต่ประมุขซึ่งเป็น ประธานาธิบดี และเขาไม่อนุญาตให้ประชาชนฟ้องคดีอาญาในฐานะโจทก์ อัยการเท่านั้น ที่ฟ้องได้ เขาก็ไม่สามารถที่จะเอาประธานาธิบดีมาเป็นโจทก์ คือเพรสซิเดนต์ (President) เป็นโจทก์ แล้วก็คนนั้น คนนี้ คนโน้นเป็นจำเลย แต่เขาก็ได้ใช้ชื่อมลรัฐเป็นโจทก์ เราจึงเห็น คดีอาญาในสหรัฐอเมริกาที่ปรากฏว่ารัฐมิชิแกน หรือรัฐนิวยอร์ก หรือรัฐเท็กซัสเป็นโจทก์ ฟ้องคนนั้นคนนี้เป็นจำเลย ซึ่งก็เทียบเคียงมากับหลักเรื่องทำการในพระปรมาภิไธย ในประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั่นเอง เพียงแต่เปลี่ยนจากเดอะคิง (The King) เดอะคราวน์ (The Crown) เร็กซ์ (Rex) หรือเรจินา (Regina) ไปเป็นเดอะสเตต (The State) คือมลรัฐแทน ทั้งหมดมันมีประวัติของมันเองในแต่ละประเทศที่อาจจะอ้างอิง เทียบเคียงกันได้ยาก ในประเทศไทยเรานั้นยังไม่ได้ไปถึงขนาดที่อัยการฟ้องใน พระปรมาภิไธย แต่ศาลจะตัดสินคดีในพระปรมาภิไธย ซึ่งก็มีความหมายพิเศษอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าศาลลงมาเป็นพระมหากษัตริย์เสียเอง ก็ขอขอบพระคุณท่านศุภชัยที่ได้ กรุณาอธิบายและได้ให้ความรู้ในส่วนนี้ ข้อสังเกตอื่น ๆ นั้นรัฐบาลจะขอรับไปพิจารณา ถ้าเรื่องใดอยู่ในอำนาจของรัฐบาลก็จะไปดำเนินการเอง เรื่องใดเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับ สถาบันตุลาการ ท่านผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรมก็มาอยู่ในที่นี้ และสำนักงานศาลยุติธรรม ก็ได้รับฟังการถ่ายทอดออกอากาศการอภิปรายในวันนี้อยู่แล้ว เชื่อว่าก็คงจะรับไปพิจารณา ดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไปเช่นกัน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ