เกียรติ สิทธีอมร หารือปัญหาคดีที่ดินที่ประชาชนถูกดำเนินคดีกว่า 20,000 คดีจากความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐ แม้มีการสำรวจร่วมและมีหมุด ส.ป.ก. ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการพิจารณาคดีที่อิงเพียงคำกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน และเรียกร้องให้ทบทวนความเป็นธรรมในศาลรวมถึงบทบาทของผู้พิพากษาในคดีเหล่านี้
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ก็ขอร่วม อภิปรายในวาระ ๑ ในเรื่องของการรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมอยากจะสะท้อนปัญหาซึ่งผมรับมาจาก ชาวบ้านโดยตรง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ของศาล เพื่อเป็นประโยชน์ในการที่ให้กรรมาธิการนำไปพิจารณาสักนิดหนึ่งว่า ในสิ่งที่กำลัง ปรับปรุงกันตรงนี้มีส่วนไหนที่จะเป็นประโยชน์กับกรณีที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยวันนี้ ท่านประธานครับ ในประเทศไทยมีกรณีพิพาทของที่ดินทำกินประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าคดี ตอนนี้ทั่วประเทศ แล้วพิพาทจากไหนครับ ไม่ใช่พิพาทระหว่างรัฐกับประชาชนนะครับ พิพาทเกิดขึ้นระหว่างหน่วยงานรัฐกันเอง มีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน กรณีที่ผมพูดถึงเป็นเหตุที่ทำให้ รัฐบาลเองต้องหาหนทางแก้ไขโดยการตั้งสำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติใช่ไหมครับ เพื่อพยายามทำวันแมป (One map) ขึ้นมาใช่ไหมครับ มันเป็นตัวชี้ให้เห็นชัดเจนนะครับ ปี ๒๕๔๓ สมัยท่านประธานชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้มีการสำรวจร่วม ถึงมี แนวเขตปี ๒๕๔๓ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ลงพื้นหลายพื้นที่ครับ เช่น กรณีทับลาน ลงพื้นที่ไป แล้วก็ได้นำเสนอครับ ตามกฎหมายที่กำกับดูแลการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดินไปยัง รัฐบาลแล้ว ซึ่งมีผลผูกพันนะครับ ในการดำเนินการนั้นก็มีการสำรวจร่วมกันระหว่าง หน่วยงานทุกหน่วยงานที่ขัดแย้งกันอยู่นี่นะครับ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการ วันแมป (One map) กำลังมีการดำเนินการทั่วประเทศ แต่ระหว่างที่มีการดำเนินการกัน ท่านประธานครับ ประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ขัดแย้งของหน่วยงานรัฐโดนดำเนินคดีร่วม ๒๐,๐๐๐ คดี ใน ๑๐ ปีที่ผ่านมาปีละ ๒,๐๐๐ คดี คำถามมีอยู่ว่าลักษณะคดีที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ มันน่าสงสารมาก ชาวบ้านไม่รู้เรื่องเลยครับ ไปถึงก็โดนข้อกล่าวหา คดีอาญา บุกรุก ตัดไม้ ทำลายป่า-ก่นสร้าง ทำลายทรัพยากรของชาติ ผิดอาญาครับ ในขณะ ที่พอมีหมายจากศาลมาชาวบ้านเองไม่มีทนาย ไม่มีความรู้ ไม่มีข้อมูลว่าหน่วยงานรัฐ หน่วยใดบ้างพิพาทกันอยู่ แต่รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองอยู่ในพื้นที่ที่จัดสรรโดย ส.ป.ก. มีหมุดอยู่ที่ หน้าบ้านเลยครับ แต่โดนฟ้องครับท่านประธาน แล้วคดีไปถึงศาลครับ ทีนี้ผมแปลกใจ นิดหนึ่งครับ ที่ต้องตั้งคำถามตรงนี้ว่าการทำอย่างนี้มันผิดในแง่ของผู้พิพากษาไหม ผู้พิพากษาเห็นเฉพาะคำกล่าวหาของเจ้าหน้าที่รัฐนะครับ ไม่มีหลักฐานแม้แต่นิดเดียวว่า บุคคลที่เขาถูกกล่าวหาไปตัดไม้ตอนไหน ไปเผาป่า ถางป่าตอนไหน ไปบุกรุกตอนไหน เขาอยู่ อย่างเปิดเผยครับ ในพื้นที่ที่เขาคิดว่าเขามีสิทธิ เพราะมีหมุดของอีกหน่วยงานหนึ่งของรัฐ อยู่ในพื้นที่ แต่พอไปถึงศาลครับท่านประธาน นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมา สะท้อนให้เห็นเลยนะครับ เพราะเมื่อเช้าผมเพิ่งได้รับข้อร้องเรียนอีก ๒-๓ คดีเลยนะครับ ส่งมาถึงผมที่สภาให้ช่วยทีเถอะ เพราะเขาไม่มีหนทางอะไรแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ พอไปถึงศาลทุกคนที่อยู่ในศาลบอกเขา เกลี้ยกล่อมเขาให้รับสารภาพเถอะจะได้รับโทษ อย่างมากคือรอลงอาญา และเสียค่าปรับไร่ละ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ บาท ชาวบ้านไม่รู้เรื่องเลย ไม่มีข้อมูลใด ๆ เลย เขาก็นึกว่าถ้าเขารับสารภาพมันจะจบ มีนะครับ มีคนที่อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. รับสารภาพไปแล้วคดีนี้อยู่ที่โคราชนะครับ เสร็จแล้วเกิดอะไรขึ้น ท่านประธาน ทราบไหมครับ นึกว่าจบครับ อัยการอุทธรณ์ไม่รับการรอลงอาญา จะเอาเขาติดคุกให้ได้เลยครับ เรื่องอย่างนี้ครับ ผมก็ต้องตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรกันดี คำถามมันก็มีอยู่ว่าในเรื่องของ กระบวนการที่บอกว่าผู้พิพากษาต้องมีความผิดมีฐานใดบ้าง ตั้งคำถามอย่างนี้เลยนะครับ ผู้พิพากษาควรรู้ไหมครับว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไปสอบพื้นที่นั้นแล้ว ผมว่าควรนะครับ เพราะเป็นข่าวทั่วประเทศเลย แล้วถ้ารู้อยู่แล้วทำไมยังเอาผิดเขาอีก ผู้พิพากษาต้องรู้ไหมครับว่า เขาไม่มีทนาย เขาไม่มีเงินประกัน เขาถูกกล่าวหา ถ้ารู้อยู่แล้วทำไมไม่ให้ความช่วยเหลือให้ เกิดความเป็นธรรม ผู้พิพากษาต้องรู้ไหมครับว่าการพิสูจน์ความผิดทางอาญาต้องมีความ ชัดเจนมาก ๆ นะครับ เช่น ถ้าหลักฐานมีเพียงแค่คำกล่าวหาของเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานหนึ่ง เท่านั้นเพียงพอแล้วหรือครับ ถ้าไม่พอทำไมรับคดีไว้พิจารณาแล้วพิพากษา ได้ละครับ ตรงนี้ผมติดใจว่าทำไมมันเป็นอย่างนั้น ผมอยากฝากท่านประธานไปยังท่าน รองนายกรัฐมนตรี ผมดีใจท่านมาเอง แล้วท่านมารับฟังปัญหาเองในเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น ทั่วประเทศ ณ วันนี้ ๒๐,๐๐๐ คดี ที่โคราช วังน้ำเขียว อำเภอเดียว ๓๕๒ คดี ถูกพิพากษา ไปแล้วส่วนหนึ่งในศาลชั้นต้น อีกส่วนหนึ่งกำลังดำเนินคดีในพื้นที่ที่ชัดเจนว่า เป็นพื้นที่พิพาท และมีการสำรวจร่วมแล้ว แล้วถ้าเกิดประกาศ วันแมป (One map) แนวเขตปี ๒๕๔๓ คดีเหล่านี้ไม่มีเลยนะครับท่านประธาน ผมฝากท่านรองจริง ๆ ในกรณีเช่นนี้ พิพาทระหว่าง หน่วยงานรัฐ ท่านทำเรื่องไปถึงประธานศาลฎีกาได้ไหมครับ หรือศาลแขวง หรือศาลจังหวัด ทุกจังหวัดที่มีกรณีเช่นนี้ บอกให้จำหน่ายคดีไปก่อน จนกว่าสำรวจร่วมเสร็จ เสร็จแล้วมา พิสูจน์ว่าเป็นพื้นที่ของใคร เดินไปบอกชาวบ้านพอครับ ไม่ต้องไปจับเขา เดินไปบอกเขาบอกว่า ณ วันนี้มันเป็นพื้นที่ของอุทยานแล้วนะ ณ วันนี้เป็นของ ส.ป.ก. นะ แล้วถ้าท่านจะอยู่ต่อ ท่านต้องทำอย่างไร ชาวบ้านไม่อยากโดนคดีอาญาโดนขู่จับขังคุกหรอกครับ ณ วันนี้ ท่านประธาน ผมคิดว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นที่ผมเห็นมันเข้าข่ายมากกว่า มาตรา ๑๕๗ มันเป็น การปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบและละเว้นโดยไม่ชอบ และเข้าข่ายมาตรา ๒๐๐ ด้วยนะครับ ก็คือใช้ความผิดทางอาญาข่มขู่ชาวบ้าน เรื่องนี้ต้องหยุดครับท่านประธาน เพราะในระเบียบ ของอัยการเองก็ชัดเจนนะครับว่าการไปดำเนินคดีลักษณะนี้กับประชาชนไม่เกิดประโยชน์ สาธารณะเลย ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศไทยเลย ก็อยากฟังจริง ๆ ครับว่าท่านรอง นายกรัฐมนตรีท่านจะอำนวยความยุติธรรมในเรื่องนี้ได้อย่างไร แล้วก็ฝากประเด็นนี้ไปกับ กรรมาธิการในการที่นำไปใช้ในการพิจารณาในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ