ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายเรียกร้องให้ปล่อยกฎหมายสำคัญเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามปกติเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจตรวจสอบและมีมติให้ตุลาการพ้นจากตำแหน่งได้ เพื่อถ่วงดุลอำนาจและยึดมั่นหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตอภิปรายในกรณีของพระราชบัญญัติระเบียบราชการฝ่าย ตุลาการศาลยุติธรรม กฎหมายฉบับนี้ก็คือเป็นการแก้ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ผมได้ดูกฎหมายหลายฉบับที่ทางฝ่ายรัฐบาลนั้นได้ส่งมาแก้ในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนใหญ่ ก็เป็นการเสนอกฎหมายลักษณะนี้ หมายถึงว่าแก้ให้เป็นตามกฎหมายอื่น นั่นคือกฎหมาย ค่อนข้างไปในเชิงของเทคนิคทางกฎหมาย แต่กฎหมายที่มีผลกระทบกับประชาชน จำนวนมาก เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และพระราชบัญญัติอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ที่มีผล พ.ร.บ. ตำรวจต่าง ๆ พวกนี้มักจะไปเข้ากฎหมายปฏิรูปประเทศ นั่นคือกฎหมายที่มี ส.ว. จำนวน ๒๕๐ คน มาหนุนอย่างไรรัฐบาลก็ทำได้ และโครงสร้างต่าง ๆ ก็เป็นโครงสร้าง ของอำนาจนิยม คือรวมศูนย์อำนาจ รัฐราชการรวมศูนย์แบบเดิมไม่เคยจะเปลี่ยนแปลง ประเทศได้เลยเป็นการรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางของประเทศ เรื่องนี้ผมฝากท่าน รองนายกรัฐมนตรีว่าควรจะปล่อยกฎหมายที่สำคัญเข้าสู่กระบวนการปกติในการที่จะเป็น การแก้ไขกฎหมาย แบบใช้ฟาสต์แทรกต์ (Fast tract) ใช้ระบบเอาเปรียบ ใช้ระบบแต่งตั้ง เข้ามาแล้วมารวบอำนาจ แล้วไปบังคับใช้กฎหมายโดยที่ประเทศไม่ได้ก้าวหน้าไปเลย ถอยหลังทั้งหมด
ในส่วนของระเบียบราชการตุลาการศาลยุติธรรม ผมไม่ค่อยได้เห็นแย้ง ในกรณีของการให้อำนาจพระมหากษัตริย์ทรงให้พ้นจากตำแหน่ง เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่เห็นพ้อง ในกรณีของผล เพราะจะต้องมีประมุขในการที่จะให้พ้นได้เป็นกรณีหนึ่งในอีกหลายกรณี แต่สิ่งที่อยากจะเรียน ก็คือว่าอำนาจที่แท้จริงของอำนาจตุลาการเป็นหนึ่งในสามอำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศ อำนาจตุลาการเป็นอำนาจ ที่ไม่เคยตรวจสอบถ่วงดุลกับอำนาจอื่นเลยนะครับ เป็นอำนาจสิทธิเด็ดขาด ตกลงกันเอง ตรวจสอบกันเอง ดูแลกันเอง ไม่ว่าการเกิด การสอบเข้า การดำรงอยู่ วิธีพิจารณาต่าง ๆ การจากไป การพ้นตำแหน่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับประชาชนเลย ทำไมทางรัฐบาลไม่เคยคิด ที่จะปล่อยอำนาจตรงนี้ ล็อกมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญห้ามตรวจสอบศาล องค์กรอิสระ รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ขึ้นมา สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความเป็นธรรมได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ ทำไมถึงไม่แก้ ไม่มีกฎหมายห้ามนะครับว่า การพ้นจากตำแหน่งจะพ้น เพราะสภา ผู้แทนราษฎรให้พ้น มีมติให้พ้น หรือรัฐสภาให้พ้น ไม่มีกฎหมายห้ามนะครับ เมื่อไม่ห้าม ถามว่าทำไมไม่แก้แบบนี้ขึ้นมาบ้างครับ ทำไมต้องไปฟิกซ์ (Fix) อย่างเดียวบอกว่า ต้องพ้นในกรอบที่ไม่เกี่ยวกับประชาชน อำนาจประชาชนไม่สามารถตรวจสอบ อำนาจตุลาการได้เลยใช่ไหม ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา เรายังไม่เคยมีอำนาจ ส.ส. ไปตรวจสอบ ตุลาการเลยนะครับ ดุลยพินิจตามมาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เขาบอกว่าในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดและก่อนมี คำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำ ความผิดมิได้ กรณีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ อันนี้มันเป็นเพียงตัวอักษรเท่านั้น มันไม่ได้เกิดขึ้น จริงในการบังคับใช้กฎหมายอย่างแท้จริงที่เกิดขึ้น เรายังมีคนจำนวนไม่น้อย ไม่ว่า ๑. สถานะยากจน ไม่มีเงินปล่อยตัวชั่วคราว หลักเกณฑ์ของอำนาจตุลาการ ก็คือจะต้องเป็น ญาติที่เกี่ยวข้อง จะต้องเป็นคนที่มีความเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งจึงจะไปปล่อยตัวชั่วคราวได้ หลักเกณฑ์เหล่านั้นเป็นหลักการที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือครับ ชอบด้วยสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ เขาไม่ได้ประกันตัว นั่นคือคนที่จน คนจนไม่มีญาติเป็นคนใหญ่คนโตจะเอาหลัก ของความเป็นส่วนตัวมาประกันตัวก็ไม่ได้ คนจนไม่ใช่คนรวยจะสามารถประกันได้หรือ นี่คือ การปิดกั้นไม่ให้คนได้รับปล่อยตัวชั่วคราวการปฏิบัติเหมือนกันกับคนที่ถูกจับผิดถูกขัง มันก็เสร็จแล้วนี่คือที่หนึ่ง อันที่ ๒ คือเรื่องของทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมือง องค์กรไหนบ้างครับ ที่ไปตรวจสอบทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองของคนที่มีอำนาจ ดุลยพินิจที่จะทำให้ตามมาตรา ๒๙ นี้เกิดขึ้น ถามว่าเราไม่มีนะครับ จะไปองค์กรตรวจสอบ ภายใน ผมเชื่อว่าไม่มีการตรวจสอบ อุดมคติกับอุดมการณ์ทางการเมือง อุดมการณ์ ทางการเมือง อนุรักษ์นิยมเราเคารพว่าทุกคนก็มีในส่วนนั้นได้ อำนาจนิยม อุดมการณ์ ประชาธิปไตยก็มีได้ทุกคนแต่ละคนมี แต่การเอาอุดมการณ์มาเกี่ยวข้องกัน ปฏิบัติตนให้ ความเป็นธรรมไม่ควรมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เรื่องนี้เราไม่เคยพูดกันอย่างจริงจัง สิ่งที่แก้ไขได้ อย่างดีที่สุด ก็คือเรามาให้อำนาจในการพ้นจากตำแหน่งของตุลาการ ให้สภามีอำนาจที่จะ ตรวจสอบ และถ้าเกิดมีความผิดหรือมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบธรรม มันจะทำให้เกิดการ ระมัดระวังในการใช้ดุลยพินิจและจะให้ความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น อำนาจเหล่านี้ยังไม่เคยเกิด ผมพูดตรงนี้ก็คือว่าทำไมเราไม่ทำละครับ เราตัดอำนาจ ๓ อำนาจนี้ออกไป ผมไม่ได้พูดเรื่อง ของแต่ละเคส (Case) แต่ละกรณีนะครับ แต่ผมพูดเรื่องหลักการว่าถึงเวลาแล้วหรือยังว่า ในร่างพระราชบัญญัตินี้เราจะเพิ่มไปอีกสักอนุหนึ่ง ก็คือการพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจาก สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากประชาชนมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง นั่นคือจะต้องผ่าน กระบวนการที่ได้ดูถึงความผิดปกติ มันจะทำให้เกิดความระมัดระวัง อำนาจที่ปราศจาก การตรวจสอบก็มักจะก่อให้เกิดอำนาจที่ใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ ระมัดระวัง และเราจำเป็นที่จะต้องสร้างหลักนี้ให้กับประเทศนี้ วางรากฐานให้ประชาชน ทุกคนได้รับความยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ คือในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหา หรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้ กระทำผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำผิดมิได้ เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่อย่างกรณีที่ผม กล่าวขึ้น และมีหลายกรณียังถูกขังอยู่ขณะนี้ ผมขอให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องขังที่ยังไม่ถูก ตัดสินได้ถูกปล่อยตัวด้วยครับ