ณัฐวุฒิ บัวประทุม แสดงความเห็นต่อร่างแก้ไขมาตรา 74 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยเสนอให้เพิ่มการรับฟังรายงานการสืบเสาะและพินิจจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมต่อเยาวชนมีความรอบด้านและเป็นธรรมมากขึ้น พร้อมเสนอปรับปรุงร่างกฎหมายในหลายประเด็น เช่น การเปลี่ยนการว่ากล่าวตักเตือนเป็นการให้คำปรึกษา การปรับลำดับข้อความในร่างกฎหมายให้ชัดเจน การเพิ่มคำว่า “เอกชน” ในการกำหนดสถานที่ฝึกอบรมและสถานพินิจให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเน้นความร่วมมือกับผู้ปกครองและสภาพแวดล้อมของเด็ก เพื่อให้การแก้ปัญหาพฤติกรรมเด็กมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยเรียกร้องให้มีการลงมติในที่ประชุมเพื่อขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าวต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทอง ในฐานะกรรมาธิการผู้ขอสงวนความเห็นครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๔ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในมาตรา ๗๔ แห่งประมวลกฎหมายอาญานั้น ผมเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกเป็นเบื้องต้นสั้น ๆ ก่อนครับว่า คณะรัฐมนตรีได้ส่งร่างนี้มา บนพื้นฐานที่มีการแก้ไขอยู่เพียง ๒ จุดเท่านั้น จุดแรก ก็คือการเปลี่ยนอายุจากกรณีของ ๑๐-๑๕ เป็น ๑๒-๑๕ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อความในมาตรา ๗๓ ซึ่งเมื่อสักครู่เราได้มีมติ ผ่านไปแล้วเรียบร้อย ส่วนกรณีที่ ๒ เป็นข้อสังเกตและเป็นประเด็นที่ผมเองก็เพิ่งรับทราบว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาท่านบอกว่า มาตรา ๗๔ เดิมนั้น การเรียงวรรคตอน ทำให้อ่านแล้วไม่เข้าใจ โดยเฉพาะการมีวรรคสองอยู่ในวงเล็บต่าง ๆ แล้วท่านก็ขอแก้ไขปรับ เพิ่มเติมข้อความสลับที่ของวงเล็บหรือวรรคต่าง ๆ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าอ่านแล้วจะมีความเข้าใจ มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งในเชิงความเข้าใจจากตัวอักษรหรือในการปฏิบัติจริงหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามครับ สำหรับกรณีที่ผมขอสงวนความเห็นไว้มีอยู่ทั้งหมด ๖ จุดใหญ่ ๆ ด้วยกัน จุดที่ ๑ ก็คือการขอเพิ่มข้อความเข้าไปในวรรคแรกของมาตรา ๗๔ ในกรณีแต่เดิม นั้นใช้คำว่า ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ คำถามประการสำคัญที่สุดก็คือว่าศาลที่นี้ หมายถึงศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งน่ามีความเข้าใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีเยาวชน และครอบครัว เราไม่ปฏิเสธตรงนั้นครับ แต่การดำเนินการของศาลนั้นจะไม่สามารถบรรลุผล ได้เลยครับ ถ้าไม่มีอยู่บนพื้นฐานที่เรียกว่าการสืบเสาะและพินิจ หรือรายงานการสืบเสาะ และพินิจที่จะมีข้อเท็จจริงต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณา ผมขอเพิ่มข้อความคำว่า ต้องพิจารณาจากรายงานการสืบเสาะและพินิจก่อนที่จะให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ถามว่าในทางปฏิบัติมีอยู่หรือไม่ครับ มีอยู่ครับ ทั้งในชั้นพนักงานสอบสวน ทั้งในชั้นพนักงาน อัยการ ทั้งในชั้นศาล แต่รายงานการสืบเสาะและพินิจนั้นถ้าถูกเขียนระบุอยู่ในกฎหมาย ผมเชื่อมั่นว่าจะทำให้ข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านถูกนำเสนอ จะทำให้กระบวนคดีพิจารณา ต่าง ๆ นั้นศาลต้องอ่านรายงานอย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น จะทำให้คู่ความที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า จะเป็นฝ่ายของผู้เสียหาย หรือเด็กที่ต้องหาว่ากระทำความผิดนั้น รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่ ตนเองทำนั้นมีมูลเหตุหรือมีปัจจัยมาจากสิ่งใด ฉะนั้นรายงานการสืบเสาะและพินิจจึงเป็น กระดุมเม็ดแรกที่สำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่วงเล็บอื่น ๆ ผมขอเพิ่มข้อความคำว่า ต้องให้ศาล พิจารณาจากรายงานการสืบเสาะและพินิจก่อนที่จะมีการดำเนินการ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน กรณีของ (๑) ดั้งเดิมเลย และปัจจุบันก็ไม่ได้ มีการแก้ไข ก็คือบอกว่า ให้ศาลว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวเด็กนั้นไป ส่วนหากศาล เห็นสมควรจะมีการพิจารณาเรียกผู้ปกครองเด็กมาว่ากล่าวตักเตือนด้วยหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นคำถามสำคัญที่สุดก็คือคำว่า ว่ากล่าวตักเตือนนั้นหมายความว่าอย่างไร ผู้พิพากษาท่านเรียกมา ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษาตัวจริง หรือผู้พิพากษาสมทบ แล้วบอกว่า อ้ายหนูอย่าไปทำเช่นนี้อีกหรือ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเรียกคนที่อยู่แวดล้อมตัวเด็กเข้ามา ผมคิดว่าในท้ายที่สุดถ้าเป็นเช่นนั้นเด็กกลับไปก็ไม่อาจที่จะมีการแก้ไขพฤติกรรมต่าง ๆ ได้ ฉะนั้นเปลี่ยนได้ไหมครับ เปลี่ยนจากคำว่า ว่ากล่าวตักเตือน เป็นคำว่า ให้คำปรึกษา แนะนำกับเด็ก ในภาษาอังกฤษเราใช้คำนี้เรียกว่า เคาน์เซลลิง (Counselling) เคาน์เซลลิง (Counselling) จะเริ่มจากการสร้างความไว้วางใจ ไม่ได้สร้างจากความสัมพันธ์ ไม่ได้เรียก มาแล้วถามว่าหนูชื่ออะไร อายุเท่าไร พ่อแม่อยู่ที่ไหน แต่ต้องเริ่มจากการที่บอกว่ามีเรื่อง อะไรที่อยากเล่าให้พี่ไหม มีบางอย่างที่พี่คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์ในการให้ความช่วยเหลือหนู เริ่มจากการสร้างความไว้วางใจ ปรัชญามันต่างกันเลยนะครับ จริง ๆ มีอีกคำหนึ่งอยู่ใน พ.ร.บ. ศาลเยาวชน คือคำว่า อบรมสั่งสอน ผมไม่ได้พูดถึง แล้วในขณะเดียวกันการแก้ปัญหา โดยการพูดเฉพาะกับตัวเด็กไม่ได้แก้ปัญหาหรือสภาพแวดล้อม อีโคโลจิคอล (Ecological) นิเวศวิทยารอบตัวเด็ก ผมเขียนตำราเล่มนี้เองครับ สอนอยู่ที่ มสธ. เป็นหนึ่งในวิชาที่ผมต้อง สอนนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือการต้องทำงานกับ บิดา มารดา หรือผู้ปกครองเด็กนั้นด้วยก่อนจะปล่อยตัวเด็กนั้นไป นั่นคือประเด็นที่ ๒ ที่ผม เพิ่มเติมข้อความคำว่า ให้คำปรึกษา เข้าไปครับ
ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธาน ก็คือประเด็นที่พูดถึงเรื่องของการย้าย ข้อความในวรรคสองตามร่างของคณะกรรมาธิการกลับขึ้นมาเป็น (๒) เพราะวรรคสอง ที่ถูกเขียนอยู่ในร่างที่กรรมาธิการพิจารณานั้นไปต่อท้าย (๓) กรรมาธิการท่านหนึ่งถาม ในที่ประชุมเลยนะครับ พอมาต่อท้าย (๓) นี่หมายถึงว่า (๓) มีอีก ๔ วรรคใช่หรือไม่ ขนาดท่าน เป็น ส.ส. อาวุโสอยู่ในสภามาดั้งเดิม ผมอ่านผมก็เข้าใจแบบนั้น เพราะข้อความในวรรค ต่อท้ายจาก (๓) บอกว่ากรณีที่มอบตัวตาม (๒) ศาลจะดำเนินการต่าง ๆ ทำไมท่านถึงไม่ย้าย ตรงนี้ขึ้นไปไว้เสียต่อท้าย (๑) ก็ให้ต่อท้าย (๒) เสียก็ให้จบความน่าจะชัดเจนกว่า แล้วในขณะเดียวกันผมขอเพิ่มเติมข้อความเข้าไปว่าในกรณีที่ศาลมอบตัวแก่ บิดา มารดา ผู้ปกครองต่าง ๆ ศาลอาจแต่งตั้งพนักงานคุมประพฤติ นี่เป็นคำเดิม แต่อาจแต่งตั้งพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการคุมประพฤติก็ได้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กปี ๒๕๔๖ ใช้มาปีนี้เป็นปีที่ ๑๘ มีพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองเด็กที่ผ่านการอบรม ๒,๐๐๐ กว่าคน ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเป็นพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ทำไมเราถึงไม่มีประโยคเชื่อมไปว่า กรณีที่เด็กกลับไปอยู่ที่บ้านหลังจากที่ศาลมีอำนาจในการสั่งถึงไม่ดึงเขาเข้ามามีส่วนร่วม ในการแก้ไขฟื้นฟูเด็ก ศาลก็จะมีช่องทางในการดำเนินการที่มากยิ่งขึ้น นั่นเป็นประเด็นที่ ๓
ประเด็นที่ ๔ เป็นประเด็นสั้น ๆ ครับ ในเมื่อมันมีข้อความต่อท้าย (๓) อีกวรรคหนึ่งเชื่อมโยงถึง (๒) ผมก็ขอขยับข้อความที่เรียกว่า (๓) มาเป็น (๔) เพื่ออ่านให้มัน จบสมบูรณ์ไปในตัวเรียงตามลำดับเวลาที่ควรจะทำได้ใช่ไหม
ประเด็นที่ ๕ เป็นประเด็นที่ผมไม่ได้แตะในเชิงเนื้อหารายละเอียดครับ แต่ขอ มีการแก้ไขคำ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นก็สอดรับกับร่างของกรรมาธิการ สิ่งที่ผมเสนอคือเปลี่ยนจาก คำว่า โรงเรียน เป็น สถานศึกษา กรรมาธิการท่านเปลี่ยนครับ สิ่งที่ผมเสนอก็คือมีการเพิ่ม คำว่า สถานแนะนำทางจิต กรรมาธิการท่านเพิ่มให้เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ศาลเยาวชน และครอบครัวปี ๒๕๕๓ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องเพิ่มเข้าไปก็คือศูนย์ฝึกอบรม หรือสถานพินิจต่าง ๆ นั้นวันนี้ทางปฏิบัติไม่ได้มีเฉพาะของภาครัฐอย่างเดียวนะครับ แล้วในทางกฎหมาย พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัว ๒๕๕๓ มีมาตรา ๕๕ ที่บอกว่า ให้อำนาจกระทรวงยุติธรรมไปออกกฎกระทรวงในการตั้ง พูดกันภาษาบ้าน ๆ สถานพินิจ เอกชน ซึ่งมีตัวอย่างนำร่องที่เป็นของภาครัฐ แต่เอาต์ซอร์ซ (Outsource) ผู้บริหารเอกชน มาบริหารก็คือบ้านกาญจนาภิเษกซึ่งผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ใส่ใจปัญหาสังคม ท่านรู้จักดี ผมขอเพิ่มข้อความเข้าไปว่าสถานที่ฝึกอบรมนั้นต้องเป็นทั้งส่วนราชการ หรือเอกชนด้วย เอกชนคือคำที่ผมเพิ่มเข้าไปเป็นประการที่ ๕ เยอะครับท่านประธาน ขออีกนิดเดียวครับ
ประการที่ ๖ ครับ ผมขออนุญาตเพิ่มข้อความตอนท้ายในมาตรา ๗๔ ทั้งหมด เป็นว่า การดำเนินการตามมาตรานี้ ศาลอาจรับฟังรายงานหรือความเห็นของแพทย์ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองเด็ก เพื่อประกอบการพิจารณาและมีคำสั่งด้วยก็ได้ ถามว่าในทางปฏิบัติปัจจุบัน มีอยู่หรือไม่ครับ มีครับ แต่เมื่อเทียบจำนวนคดีนั้นเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ผมเคยมีส่วนในการ แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ เมื่อประมาณปี ๒๕๕๐ และเมื่อมีการแก้ไข ผมเอง เป็นคนแรกที่โดนผู้พิพากษาศาลอาญาเชิญเข้าไปพบ ในกรณีของเด็กชายอายุ ๑๓ ปี ไปละเมิดทางเพศเด็กอายุ ๕ ขวบ ศาลท่านบอกว่าถ้าไม่ได้รายงานของคุณณัฐวุฒิที่ให้เด็ก ไปพบจิตแพทย์ประเมินว่าเด็กอายุ ๑๓ ปีคนนี้เกิดขึ้นมาบนพื้นฐานอย่างไร ระดับสติปัญญา เท่าใด เรียนอยู่ในโรงเรียน นักเรียนมี ๒๐ คน น้องตอบว่าสอบได้ที่ ๒๑ เพราะอะไร ศาลจะ ไม่รู้เลยว่าจริง ๆ รายงานนี้มีเด็กที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ๒ คน ฉะนั้นหากจะนำไปสู่ การคุ้มครองประโยชน์ของเด็กจริง ๆ การเพิ่มเติมข้อความในตอนท้ายแต่เพียงว่า ศาลอาจ รับฟังรายงานความเห็นของแพทย์ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กเพื่อประกอบการพิจารณาและ มีคำสั่งด้วยก็ได้ มันก็น่าจะตอบโจทย์ที่เรากำลังจะแก้ปัญหาพฤติกรรมของเด็กที่ท่านมองว่า มากยิ่งขึ้นมิใช่หรือ ทั้งหมดทั้งมวลคือ ๖ ประเด็น ที่ผมขอสงวนความเห็นและมาตรานี้ ผมยืนยันติดใจขอให้มีการลงมติในสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน