ศิริพร เอี่ยมธงชัย หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 74 ที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามเด็กที่กระทำความผิด และเสนอแก้ไขเพื่อให้การอ้างอิงบทบัญญัติมีความชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสืบเสาะดุลยพินิจในกระบวนการยุติธรรม และเสนอแก้ไขข้อความเพื่อให้กระบวนการดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและไม่ทำให้เด็กอยู่ในกระบวนการนาน
ขออนุญาตค่ะ กราบเรียน ท่านประธาน ศิริพร เอี่ยมธงชัย กฤษฎีกา ในฐานะกรรมาธิการค่ะ ขออนุญาตชี้แจง จากข้อสงวนของท่านกรรมาธิการทั้ง ๒ ท่านนะคะ ในกรรมาธิการเราได้มีการพิจารณาแล้ว ขอเรียนชี้แจงอย่างนี้มี ๒ เรื่องใหญ่ ๆ คือในเรื่องของรูปแบบการเขียน แล้วก็ในส่วนของเนื้อหา ในรูปแบบการเขียนมาตรา ๗๔ ของเดิมจะมีอยู่ ๕ อนุมาตรา ซึ่งถ้าสรุปใจความแล้วเป็นการ ให้อำนาจศาลดำเนินการมาตรการต่าง ๆ ในการป้องปรามเด็กในการกระทำความผิด ซึ่ง ๕ อนุมาตรานี้จะสกัดออกมาได้เพียงแค่ ๓ มาตรการ ก็คือ ๑. ตักเตือนเด็ก ๒. คือเรียกพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผู้ที่เด็กอาศัยอยู่นี้มอบตัวเด็กนั้นให้กับคนเหล่านั้นแล้วก็วางข้อกำหนด เพื่ออบรมเด็กไม่ให้กระทำความผิดอีก และมาตรการที่ ๓ ก็คือหากไม่มีบิดา มารดา หรือไม่มีผู้อาศัยอยู่ด้วยก็ส่งให้ไปสถานอบรม เพื่ออบรมเด็กไม่ให้กระทำความผิดอีก จึงมีแค่ ๓ มาตรการ โดยที่อนุมาตรา ๓ และอนุมาตรา ๔ เป็นเงื่อนไขของอนุมาตรา ๒ คือมาตรการที่ว่าด้วยการวางข้อกำหนดให้บิดา มารดาดูแลเด็ก เพราะฉะนั้นถ้าหาก เขียนอย่างนี้จะทำให้การอ้างอิงบทบัญญัติคลาดเคลื่อนไปจากมาตรการที่แท้จริงที่กฎหมาย มุ่งจะกำหนดค่ะ กฤษฎีกาก็เลยแก้ออกมาเป็นว่าให้เหลือเพียงแค่ ๓ อนุมาตรา มันมี ๓ มาตรการ ก็คือเขียนตามมาตรการ (๑) ก็จะเป็นเรื่องตักเตือน (๒) ก็เป็นเรื่องส่งมอบ ให้บิดา มารดา หรือผู้อยู่อาศัยเพื่อวางข้อกำหนดให้ดูแลเด็ก (๓) คือส่งไปสถานอบรม ส่วน (๓) กับ (๔) ก็ย้ายมาเป็นวรรคสองกับวรรคสาม เพราะมันเป็นเงื่อนไขของ (๒) ในกรณีที่ไม่มีพ่อแม่ หรือในกรณีพ่อแม่ไม่สามารถดูแลได้ หรือในกรณีที่ผู้อยู่อาศัยไม่สามารถดูแลเด็กได้ ก็ให้ส่งไป ดำเนินการอย่างอื่น ทั้งหมดทั้งปวงเป็นการทำให้การอ้างอิงบทบัญญัติมีความชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วก็ไม่เกิดความสับสน เพราะว่าต่อไปนี้การวางแนวทางการเขียนของกฤษฎีกา การกำหนด อนุมาตราต่าง ๆ จะไม่ให้มีวรรคอยู่ในอนุมาตราแล้ว เมื่อไม่มีวรรคอยู่ในอนุมาตราแล้วก็จะ ไม่เกิดความสับสนว่าวรรคที่ต่อ ๆ มาจากอนุมาตรานั้นเป็นวรรคใหม่หรือเป็นวรรคของ อนุมาตรานั้น เพราะว่าเมื่อไม่มีวรรคในอนุมาตรามันก็จะเป็นวรรคใหม่ไปเรื่อย ๆ อยู่แล้ว อันนี้เรื่องแนวทางการเขียน ส่วนในเรื่องของเนื้อหานั้นกรรมาธิการได้พิจารณาข้อสงวนของ ท่านกรรมาธิการทั้ง ๒ ท่านแล้วนะคะ มองว่าในหลักการของประมวลกฎหมายอาญาเป็น เรื่องการกำหนดความผิดและโทษ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๗๔ เป็นมาตรการในเชิงลงโทษเด็ก เพราะฉะนั้นมาตรการนี้จึงให้อำนาจศาลในการดูแลและป้องปรามเด็กไม่ให้กระทำความผิดอีก เพราะฉะนั้นไม่ใช่ลักษณะของการที่ช่วยเหลือฟื้นฟูเด็ก นั่นจะเป็นอีกมาตรการที่แยกต่างหาก ออกมา เพราะฉะนั้นในการเขียนทั้งหลายทั้งปวงจึงให้ดุลยพินิจศาลในการกำหนดมาตรการ ในเชิงลงโทษหรือป้องปรามในการกระทำความผิดของเด็กตามที่เห็นสมควรตามแต่ละกรณี ซึ่งมีตั้งแต่เบาที่สุดไปถึงหนักที่สุด เพราะฉะนั้นการจะต้องให้มีระบบการสืบเสาะ หรือการให้ รับฟังความคิดเห็นอันนั้นเป็นดุลยพินิจศาลที่สามารถดำเนินการได้แล้ว โดยไม่ต้องเขียน ให้มันเป็นกฎหมายที่แข็งตัวเข้าไปในบทบัญญัติ ประกอบกับเรื่องการตักเตือนนั้น มันเป็นมาตรการป้องปรามค่ะ ซึ่งตักเตือนมันมีความหมายว่าพูดให้รู้ตัวกระทำความผิด และไม่ควรกระทำความผิดอีก ซึ่งก็สามารถที่จะให้คำปรึกษาแนะนำไปได้ในตัวอยู่แล้ว
ส่วนที่กำหนดเพิ่มเรื่องการสืบเสาะดุลยพินิจนั้น เท่าที่ฟังท่านผู้แทนชี้แจง ในห้องกรรมาธิการนี้ มันจะเป็นกระบวนการที่เมื่อไปสู่ศาลแล้ว ศาลต้องสั่งให้มีการสืบเสาะ เพราะฉะนั้นถ้ารอศาลสั่งให้มีการสืบเสาะแล้วรอการไปสืบเสาะกระบวนการก็จะยิ่งล่าช้า ออกไป ทำให้เด็กอยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่นานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น และเป็น กระบวนการที่ศาลสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเขียนวางเงื่อนไขให้ศาลเข้มงวดเกินไป
ส่วนเรื่องของวรรคสามที่เพิ่มเรื่องการตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ว่าด้วยคุ้มครองเด็ก (๓) เป็นการกำหนดมาตรการคุมประพฤติตามมาตรา ๕๖ ซึ่งอยู่ใน อำนาจหน้าที่ของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งตามกฎหมายคุมประพฤติสามารถแต่งตั้งใครก็ได้ ให้เป็นเจ้าพนักงานคุมประพฤติโดยที่ไม่ต้องเขียนกำหนดไว้ในนี้สามารถอยู่ในความหมาย ของคำว่าพนักงานอื่นใดได้ เพราะฉะนั้นโดยเบ็ดเสร็จแล้วเท่าที่เสนอแก้ไขมาในบทบัญญัติ ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้อยู่แล้วโดยไม่มีข้อขัดข้อง กรรมาธิการก็เลยยังคงใช้เนื้อหาเดิม โดยเสนอแก้ไขถ้อยคำตามที่กรรมาธิการเสนอใน (๓) คือเรื่องของสถานศึกษาและสถาน แนะนำทางจิตอันนี้แก้ไขตาม เนื่องจากเป็นคำที่เกิดขึ้นใหม่และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัว ขอบคุณค่ะ