วิศิษฏ์ ชี้แจงคุ้มครองพยานเปลี่ยนอัตลักษณ์ ย้ำจำเป็น-ไม่ขัดนิติวิธี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ชี้แจงถึงความจำเป็นของมาตรการคุ้มครองพยานในคดีอาชญากรรมร้ายแรง โดยเสนอแนวทางการเปลี่ยนอัตลักษณ์ของพยานภายใต้กระบวนการลับของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อป้องกันอันตรายจากผู้ต้องหา ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลและไม่ขัดนิติวิธี โดยย้ำว่ากฎหมายเฉพาะที่ให้ยกเว้นหลักทั่วไปมีความจำเป็นเพื่อให้การคุ้มครองเกิดผลจริงในกรณีที่ไม่สามารถใช้วิธีอื่นได้

นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ กรรมาธิการ ด้วยความเคารพในความเห็น ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ กระผมขออนุญาตชี้แจงในข้อรายละเอียดแทน คณะกรรมาธิการตามที่ได้รับมอบหมายจากท่านประธานคณะกรรมาธิการดังต่อไปนี้ครับ

ในประเด็นเรื่องของการคุ้มครองพยาน กราบเรียนว่ามาตรการที่เรากำลังพูด ถึงอยู่นี้เป็นมาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยานที่ไม่สามารถจะคุ้มครองพยานด้วยวิธีอื่น เพราะว่าพยานจะมีความหวาดกลัวในการที่จะให้ถ้อยคำเป็นพยานต่อศาลหรือพนักงาน สอบสวน ซึ่งกรอบในเรื่องของมาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยานในกรณีพิเศษนี้ ถ้ามีความจำเป็นจริง ๆ ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นน้อยมากนะครับ พยานอาจจะไม่สามารถ ที่จะอยู่ในชื่อเดิม ที่อยู่เดิม อาจจะต้องมีกระบวนการในการที่จะไปเปลี่ยน ทั้งฐานที่อยู่ ทั้งชื่อ อัตลักษณ์บุคคลเพื่อจะมีชีวิตใหม่ เพื่อจะหลุดพ้นจากการติดตามจากองค์กร อาชญากรรม หรือกรณีของผู้ที่ข่มขู่พยาน ในลักษณะอย่างนี้ผมกราบเรียนว่ามาตรการ ในลักษณะนี้เป็นมาตรการสากล ไม่ใช่มาตรการที่ทางคณะกรรมาธิการหรือทางรัฐบาลไทย คิดขึ้นเอง

ประการที่ ๒ กรณีที่เป็นมาตรการพิเศษในการเปลี่ยนรายชื่อ ซึ่งท่านสมาชิก ได้กรุณาสอบถามว่า ถ้าจะต้องดำเนินการจะต้องดำเนินการอย่างไร ความจริงกฎหมายนี้ ไม่ได้เปลี่ยนจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่ เพียงแต่ว่ามาตรการในการดำเนินการแต่เดิมมันมี ข้อจำกัด เนื่องจากว่าในระบบเดิมเราเขียนในลักษณะการประสานงานไม่ได้ให้อำนาจในการ ทำงาน เมื่อเราเขียนในระบบการประสานงานเป็นลักษณะอย่างนี้ จึงทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ มีข้อกังวลใจที่ไม่สามารถที่จะดำเนินการตามกฎหมายได้ กราบเรียนว่าการกำหนด ในแนวทางที่จะให้มีการเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนลักษณะของบุคคลเป็นไปตามหลักการทั่วไปว่า ถ้าหากว่ามีกฎหมายกำหนดให้อำนาจ กฎหมายที่ออกในภายหลังและเป็นกฎหมายเฉพาะ ก็จะเป็นกฎหมายที่ยกเว้นกฎหมายที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นในกรอบนี้ผมกราบเรียน ว่าไม่ได้เป็นการผิดหลักทางนิติวิธีเพียงประการใด ขึ้นอยู่กับว่าท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ จะมีความเห็นว่า การดำเนินการในส่วนนี้มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด แต่กราบเรียนว่า ในการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอาชญากรรมในเรื่องยาเสพติดที่มันมีความลึกมาก ความผิดในหลาย ๆ ด้าน พยานจำนวนมากที่อยู่ในองค์กรอาชญากรรมเหล่านั้น จะมีความกังวลใจที่จะไม่สามารถให้ถ้อยคำและเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นมันเป็นการ ชั่งน้ำหนักของการที่จะดำเนินการกับผู้ที่เป็นต้นตอ ที่เป็นคนที่เป็นตัวการหลักในการที่จะ ดำเนินคดีกับคนเหล่านั้น กฎหมายในหลายประเทศเปิดช่องนี้ไว้ครับว่าสามารถที่จะมีการ ดำเนินการและให้การคุ้มครอง ซึ่งการคุ้มครองนี้ ความคุ้มครองทั่วไปที่เป็นลักษณะการ คุ้มครองให้ความปลอดภัย เป็นการคุ้มครองที่ไม่เพียงพอนะครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต กราบเรียนว่าในหลาย ๆ ประเทศมีในเรื่องนี้อยู่

สำหรับประเด็นที่ท่านได้กรุณาสอบถามว่า ถ้าหากว่าเราต้องชั่งน้ำหนักกัน ระหว่างความสมบูรณ์ของทะเบียนกับความจำเป็นที่จะต้องจัดการกับตัวการอาชญากรรม ในระดับสูง ผมเข้าใจว่าตรงนี้เราไม่ได้เปลี่ยนระบบทั้งหมด และในระบบก็จะมีกระบวนการ ในการที่จะป้องกันไม่ให้มีการสืบข้อมูลไปสำหรับอัตลักษณะใหม่ที่ได้ให้กับบุคคลที่เข้ามาอยู่ ในระบบนี้

ประเด็นของเรื่องการที่จะมีการดำเนินการ ผมกราบเรียนว่าเป็นไปตามระบบ ราชการ กระบวนการขั้นตอนในลักษณะอย่างนี้เริ่มต้นที่ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งมีสำนักคุ้มครองพยานเป็นหลักในการดำเนินการ ซึ่งก็เข้าข่ายขั้นตอนในลักษณะลับที่สุด ที่จะเสนอผ่านกลไกในทางบังคับบัญชาไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่ว่าเหตุผลในกระบวนการที่จะต้องอนุมัติอนุญาตตามกรอบของท่านรัฐมนตรีก็จะเป็นไป ตามกฎหมายฉบับนี้ ว่าจะต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ไม่สามารถดำเนินการในทางอื่นได้ ซึ่งก็จะได้มีการออกระเบียบกำหนดมาตรการต่าง ๆ เหล่านั้นไว้

ในอีกส่วนหนึ่งผมกราบเรียนว่า ในกรอบของเรื่องการใช้ดุลยพินิจก็ไม่มีการใช้ ดุลยพินิจไปทางอื่น ก็จะต้องมีกระบวนการในการเสนอเรื่องขึ้นมา ซึ่งในชั้นนี้ก็จะเป็น ลักษณะชั้นความลับที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะว่าถ้าหากว่าเราเปิดเผยว่ากระบวนการนี้ ดำเนินการอย่างไร ก็จะเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการสืบค้นจากฝ่ายที่ต้องการจะสืบค้นพยาน

ในประเด็นสำคัญผมคิดว่า ประเด็นจึงอยู่ในกรอบที่เพียงแต่ว่า สิ่งที่เราเสนอ อยู่นี้เป็นสิ่งที่ท่านสามารถทำได้ตามกฎหมายทั่วไปหรือไม่ คำตอบก็คือทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น การที่ออกกฎหมายเป็นลักษณะเป็นข้อยกเว้น เป็นกฎหมายที่กำหนดเฉพาะ และชั่งน้ำหนัก แล้วมันมีความจำเป็นจริง ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะทำให้การคุ้มครองพยาน ในลักษณะนี้สามารถที่จะเกิดขึ้นเป็นลักษณะเป็นจริงครับ การเสนอครั้งนี้จึงไม่ได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการทางนิติวิธี และสามารถดำเนินการได้ เพราะเป็นลักษณะ กฎหมายที่ยกเว้นกฎหมายทั่วไป ขอบพระคุณครับ