พิธา สนับสนุนร่างแก้กฎหมายสมรสเท่าเทียม เน้นความหลากหลาย-ศักดิ์ศรีมนุษย์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและสมรสเท่าเทียม โดยย้ำความจำเป็นของกฎหมายที่ต้องสอดคล้องกับความหลากหลายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน พร้อมแสดงความหวังต่อการคุ้มครองสิทธิเยาวชนและผลักดันร่าง พ.ร.บ. ที่รองรับการจดทะเบียนสมรส หย่า ทรัพย์สิน มรดก และการรับบุตรบุญธรรมสำหรับบุคคลทุกเพศอย่างเท่าเทียมตามรัฐธรรมนูญ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้อดไม่ได้ครับ ท่านประธานที่จะขอเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สภาในการอภิปรายสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดย ส.ส. ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แล้วก็อดไม่ได้ครับ ที่ในฐานะหัวหน้าพรรคจะพูดแทน ส.ส. ธัญญ์วาริน ผู้ที่ถูกตัดสิทธิไป เป็นคนที่คอยริเริ่มในการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ความเท่าเทียม ในการสมรสของพี่น้องประชาชน ก็ขอทำหน้าที่นั้นครับ ท่านธัญญ์วารินพูดกับผมอยู่เสมอว่า สิทธิในการสมรส สิทธิในการสร้างครอบครัวของทุกคนตั้งแต่เกิดไม่ควรมีกฎหมายใด มาปิดกั้นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของทุกคนได้ หลายครั้งหลายหนครับท่านประธาน ที่สภาแห่งนี้เป็นเหมือนกับสถานที่ที่พวกเรามาปรึกษาหารือกัน มีหน้าที่ที่จะต้องผ่าน กฎหมาย มีหน้าที่ที่จะสกัดกั้นกฎหมาย มีหน้าที่ที่จะยกเลิกกฎหมาย อันนั้นเป็นหน้าที่ของ ผู้แทนราษฎรอย่างผม แต่ก็มีหลายครั้งหลายหนที่สภาของเราทำหน้าที่เหมือนเป็นกระจก สะท้อนสังคม ว่าเราอยู่กันในประเทศแบบไหน เราอยู่กันในสังคมแบบไหนและเรามีวิธีคิด แบบไหน การที่ผมได้มามีส่วนร่วมในนาทีประวัติศาสตร์ของสภาในการอภิปรายครั้งนี้ เป็นการยืนยันครับ เป็นการส่งสัญญาณไปยังพี่น้องประชาชน เป็นการส่งสัญญาณไปยัง ประชาคมว่าสังคมไทยยังมีความเป็นไปได้ในความก้าวหน้า เป็นการยืนยันกับพี่น้อง ประชาชนครับว่า ความหลากหลายคือจุดแข็งของประเทศไทยและไม่ใช่จุดอ่อนของประเทศไทย เป็นการยืนยันกับพี่น้องประชาชนในประเทศนี้ที่หมดหวังครับ ว่าในความหลากหลายนั้น ยังมีความมีเอกภาพในความหลากหลายนั้น และเราเข้าใจครับว่าในความหลากหลายนั้น มันคือหายนะถ้ามันไม่มีความเท่าเทียมหรือมีการเลือกปฏิบัติ ความหลากหลายที่เราภูมิใจนัก ภูมิใจหนาจะกลายเป็นจุดอ่อนของประเทศทันที ถ้าความหลากหลายกับความเท่าเทียม ไม่มาอยู่คู่กัน มีการเลือกปฏิบัติแบบนั้น อันนี้คือสิ่งที่ผมภูมิใจในฐานะหัวหน้าพรรคที่เป็น คนที่นำเสนอร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ และนี่คือสิ่งที่เราได้ปักหมุดลงไปในสภาแห่งนี้แล้ว และเป็นสิ่งที่เราได้พูดกับพี่น้องประชาชนของเราแล้ว และเป็นสิ่งที่เราในฐานะรัฐสภาไทย ได้พูดต่อประชาคมโลกแล้วว่าประเทศไทยมีคุณค่าแบบไหน และเชื่อในวิธีแบบไหนเวลาที่ เหลือมีอยู่ไม่มาก ผมอยากจะใช้เวลานี้ในการสื่อสารกับพี่น้องประชาชนที่สู้ในเรื่อง ความเท่าเทียมทางเพศมาก่อนพวกผม ว่าสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว เรารู้สึกผิด และในฐานะ ผู้แทนเราขอโทษ ขอโทษกับคนหลายกลุ่มที่เป็นครอบครัวกันมา ๔๐-๕๐ ปี แต่ในนาทีที่ต้อง ชี้เป็นชี้ตายเขาไม่มีสิทธิที่จะสามารถบอกได้ว่าควรที่จะรักษาพยาบาลคู่ชีวิตของเขาหรือคนที่ เขาใช้ชีวิตมาด้วย ๔๐-๕๐ ปีได้อย่างไร เรากำลังขอโทษสำหรับครูที่มีความหลากหลาย ทางเพศ ที่มีเพศวิถีไม่เหมือนกับเพศที่ได้เกริ่นมา ที่ไม่สามารถเป็นครูได้เพราะว่ามีวิทยาลัย ครูบางวิทยาลัยไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ และไม่สามารถทำให้เขาเป็นครู ตามความฝันของเขาได้ เรากำลังขอโทษกับคนทำสื่อ กับคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ที่ไม่สามารถที่จะออกอากาศได้เพราะกรมประชาสัมพันธ์ไม่อนุญาตให้มีคอนเทนต์ (Content) แบบนี้อยู่ในประเทศไทย เรากำลังสื่อสารไปยังกับคนรุ่นผมวัย ๔๐ กว่า ๆ ที่กำลังต้องการที่จะสร้างชีวิต กำลังที่จะสร้างครอบครัว กำลังที่จะสร้างบ้าน ให้เขายังพอมี ความหวังอยู่ ว่าไม่ว่าเพศวิถีของเขาจะเป็นอย่างไร เขามีโอกาสสิทธิเท่าเทียมกับผู้แทนทุกคน ในนี้ ว่าสามารถที่จะหมั้นได้ มีสิทธิในการที่จะหมั้น มีสิทธิในการสมรส มีสิทธิในการที่จะกู้ซื้อ บ้าน มีสิทธิในการที่จะบริหารทรัพย์สินแทนกันและกันเมื่อไม่มีคนที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ได้ ที่จะตัดสินใจแทนได้ สำคัญมากที่สุดครับ ในการอภิปรายครั้งนี้คือผมนึกถึงเยาวชน รุ่นลูกผมเลย ๖ ขวบ รุ่นลูกรุ่นหลานอีกมากมายมหาศาลในประเทศไทยที่ยังพยายาม ทำความเข้าใจกับตัวเองอยู่ ว่าทำไมเสียงที่เขาบอกตัวเองในวัย ๖-๗ ขวบ ๘ ขวบ ๙ ขวบ ๑๐ ขวบ หรือจะเป็นเยาวชนแล้ว กับเสียงจากสังคมภายนอกกำลังพูดกับเขาอยู่ มันไม่เหมือนกัน และกำลังเจ็บปวดอยู่ในห้องเงียบ ๆ คนเดียว มันคือการส่งสัญญาณ ไปให้กับเยาวชนคนหนุ่มสาวและผู้ปกครองที่มีบทสนทนาที่แสนจะกระอักกระอ่วนใจ ในช่วงข้าวมื้อเย็น เรากำลังบอกเขาว่าสังคมนี้ยอมรับในความหลากหลาย ว่าเยาวชนรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา ไม่ได้ผิดปกติ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นสิ่งที่สภากำลังบอกว่าสังคมเรากำลังทำตามให้ทันสังคม เพราะว่าเราไม่ต้องการให้สภาเปลี่ยนแปลงอะไรประเทศนี้ครับ สังคมเขาเปลี่ยนไปแล้ว เรามี หน้าที่ตามสังคมให้ทันแค่นั้นเอง และเขาสามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้ สามารถที่จะมีความมั่นใจ ในวัยที่เขาอายุแค่ ๑๐ ขวบ ๑๒ ขวบ ที่มีแต่บทสนทนาที่กระอักกระอ่วนใจแม้แต่คนที่เป็น พ่อเป็นแม่ของเขาเอง แม้แต่เพื่อนฝูง สิ่งที่เขาจะต้องโดนตีตราโดยสังคม สิ่งที่เขาจะถูก ประณามถ้ากฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านจะเป็นสิ่งที่กฎหมายฉบับนี้ทำให้เรื่องเหล่านี้หลีกเลี่ยง ไม่ได้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา อันนี้ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญ มันคือกระจกสะท้อนที่เรา กำลังบอกเยาวชนคนรุ่นลูกรุ่นหลาน รวมถึงลูกสาวของผมด้วยว่าโทน (Tone) ในการที่เรา อภิปรายและการที่เราลงคะแนนครั้งนี้เป็นการบอกเขาว่าไม่มีอะไรที่ผิดปกติสำหรับเขา เขาสามารถมีชีวิต แล้วก็มีอนาคตได้เท่ากับคนทุกคน เพราะว่าคนทุกคนเท่ากัน และนี่คือสิ่ง ที่เราจะไม่เลือกปฏิบัติในสังคมแบบนี้ นี่ต่างหากคือสิ่งที่เรามีความจำเป็นที่จะต้องลงคะแนน แล้วก็สนับสนุนให้มี พ.ร.บ. แบบนี้เป็นการเซ็ตโทน (Set tone) ของสังคม

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมอยากจะให้ความหวังกับเยาวชนคนหนุ่มสาว เยาวชนคนรุ่นใหม่ว่า ด้วยความเห็นของกรมการปกครองต่อร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ การแก้ไขให้บุคคล ไม่ว่าจะต่างเพศหรือเพศเดียวกันสามารถทำการสมรสกันได้ ตามกฎหมาย เป็นการรับรองสิทธิในความผูกพันของคู่รักเพศเดียวกันให้เป็นคู่สมรส และการจัดการความสัมพันธ์ทางครอบครัว ครอบคลุมการจดทะเบียนสมรสและทะเบียนหย่า สิทธิหน้าที่ระหว่างคู่สมรส การจัดการทรัพย์สิน การรับบุตรบุญธรรมและมรดก มีความเหมาะสมสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ท่านไม่ได้อยู่คนเดียวครับ ขอบคุณครับ