จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ.การบริหารราชการฉุกเฉินที่ปรับมาจากร่าง พ.ร.ก. โดยเห็นด้วยในหลักการแต่ทักท้วงเรื่องความขัดแย้งของกระบวนการที่ยังคงให้ฝ่ายบริหารประกาศใช้ก่อนจึงขอความเห็นชอบภายหลัง ซึ่งขัดกับเจตนาการลดอำนาจ ครม. และเรียกร้องให้ยกเลิกการต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น พร้อมคัดค้านการส่งร่างกฎหมายให้ ครม. พิจารณาเพิ่มเติมอีก 60 วัน โดยมองว่าเป็นการดึงเวลา ทั้งที่สภามีความพร้อมในการลงมติมานานแล้ว จึงเรียกร้องให้ลงมติในที่ประชุมโดยเร็วแทน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ ในญัตติซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งเพื่อนสมาชิกเสนอเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการฉุกเฉิน พ.ศ. .... เสนอโดย เพื่อนสมาชิกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน เป็นการปรับแก้กฎหมายเรื่องของ พ.ร.บ. การบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยลดอำนาจ ครม. ลง โดยหลักเราเห็นด้วยครับ โดยเนื้อหาสาระ แต่มีเรื่องที่จำเป็นจะต้องเรียนต่อท่านประธานอยู่บางประการ เพราะว่า พอดูแล้วถ้าเราดูในเนื้อในยังมีประเด็นซึ่งอาจจะต้องไปนั่งปรับแก้กันในชั้นของกรรมาธิการ อยู่ในบางส่วน
ประเด็นแรกเลย เป็นการปรับแก้ร่างพระราชบัญญัติ ปรับจาก พระราชกำหนด พ.ร.ก. เป็น พ.ร.บ. เสีย อันนี้เข้าใจได้ เพื่อลดอำนาจ ครม. ลดอำนาจ ฝ่ายบริหารและมอบหมายอำนาจนั้นมายังฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้เป็นผู้อนุมัติก่อน จึงดำเนินการ แต่ประเด็นปัญหามันมีความลักลั่นในเรื่องของกระบวนการ เพราะว่า เรากำลังจะปรับแก้ให้มันเป็น พ.ร.บ. แต่ว่าลักษณะโครงสร้างของการประกาศก่อนแล้วมา ขออนุมัติภายหลังมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มันจะเป็น พ.ร.ก. อยู่ดี เพราะฉะนั้นมันมีความผิด แปลกในระบบวิธีการทำกฎหมาย ซึ่งประเด็นนี้ฝ่ายกรรมาธิการถ้ามีโอกาสได้ตั้งขึ้นไปศึกษา ก็มีความจำเป็นที่จะต้องไปศึกษาหาหนทางออก
ประเด็นที่ ๒ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ต้องยอมรับครับ พวกผมมาจากพรรคเพื่อไทย มันเกิดจากสมัยของพรรคไทยรักไทย ในสมัยนั้นมีเหตุการณ์ขึ้น ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันนั้นก็มีความจำเป็นครับ ก็ตัดสินใจในการออกร่าง พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ขึ้นมาเป็นกฎหมาย เมื่อออกมาแล้ว แน่นอนครับ มันก็เกิดทั้งส่วนดีและส่วนเสีย อันนี้ต้องยอมรับความจริง แต่สิ่งสำคัญที่สุดหัวใจของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินมันคือเรื่องของ ความฉุกเฉิน ความจำเป็น ความที่จะต้องใช้กฎหมายมาบังคับใช้อย่างเข้มงวด ถ้าอยู่ในมือ ของผู้นำที่มีธรรมะ ที่มีความพร้อมทั้งทางคุณธรรมจริยธรรม อยู่ในมือของผู้นำที่มีประชาชน เป็นที่ตั้ง มันก็เป็นสิ่งที่ดีเหมือนในอดีต ไม่ได้ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ใช้แล้วก็หยุดยั้ง ในอดีตตอนท่านทักษิณ ชินวัตร ใช้เป็นช่วง และที่สำคัญอย่างเช่นในเรื่องของเหตุการณ์ ไข้หวัดต่าง ๆ ไข้หวัดนก เรื่องของซาร์ส (SARS) โรคติดต่อ ไม่ได้ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ใช้ ในเรื่องของ พ.ร.บ. โรคติดต่อมาในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเหตุการณ์นั้น ๆ ไม่ จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเช่นในปัจจุบัน แต่เมื่อเหตุการณ์มาถึงปัจจุบัน พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ไป อยู่ในมือของผู้นำซึ่งไม่ได้เห็นประชาชนเป็นหลัก กลับใช้อำนาจอย่างล้นเกิน บีบบังคับ ใช้อย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นปี ๆ หลายปีผ่านมาแล้ว เป็นเครื่องมือกลไกในการกดขี่พี่น้อง ประชาชน อันนี้คือตัวปัญหาต่างหากครับ ปัญหา พ.ร.ก. ฉุกเฉินบางครั้งมันก็อาจจะเป็น ประโยชน์ แต่มันเกิดเหตุก็คือเมื่อเราได้ผู้นำที่ไม่พร้อม ที่ไม่เหมาะสม กลับใช้อย่างพร่ำเพรื่อ กลับใช้อย่างผิดประเภท ผิดวิธีการ สุดท้ายมันกลับมากดทับพี่น้องประชาชน อันนี้ เป็นจุดบอดที่เราเห็นได้จากพระราชกำหนดเรื่องของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ผ่านมา วันนี้จึงไม่มี ทางเลือกครับ ผมในฐานะสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยต้องเรียนด้วยความเคารพ เรามีมติครับ ว่าเราเห็นชอบกับร่างการแก้ไขที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านแก้ในเรื่อง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพราะว่าวันนี้เมื่อนายกรัฐมนตรีเลือกใช้ในการละเมิดพี่น้องประชาชนอย่างยาวนาน เราต้อง ตัดแต่ตอมันครับ ตัดต้นมันต้องตัดที่ตอ เราจำเป็นจะต้องยกเลิกในเรื่องของอำนาจ ครม. ที่จะไปจัดการในเรื่องของการเลือกใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินแล้วก็ต่อทีละ ๓ เดือน ๓ เดือน ๓ เดือน ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างในปัจจุบัน
ส่วนประเด็นที่เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ได้เรียนต่อท่านประธาน ผมเห็นด้วย อย่างยิ่งยวดครับ ท่านประธานครับ ร่างกฎหมายเหล่านี้บรรจุในระเบียบวาระมาเป็นปี ๆ ไม่ใช่เพิ่งมาเมื่อวาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราอ่านมาเป็นปีแล้วศึกษามานานมากแล้ว มีความพร้อมในการลงมติกันทุกคน ครม. เองก็เห็นครับ เพราะว่าเอกสารของสภาเหล่านี้เป็น เอกสารที่เปิดเผย เราก็รู้อยู่ว่าลำดับการเข้าของร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ เหล่านี้ที่เพื่อน สมาชิกเสนอจะเป็นวีก (Week) ไหน สัปดาห์ไหน เดือนไหน เราก็รู้ก่อนล่วงหน้าทุกคน ครม. เองก็ทราบ จะมาอ้างว่าต้องขอนำไปศึกษา ๒ เดือน พวกผมถึงมีมติกันว่าเราไม่เห็นชอบ ในการให้ส่งเรื่องเหล่านี้ไปยัง ครม. ผมก็ทราบดีว่ามติวิป (Whip) รัฐบาลแจ้งมาแล้วว่าเรื่องนี้ เช่นเดียวกันครับไม่ต่างกับ พ.ร.บ. สรรพสามิตหรือเรื่องสุราเสรีรวมถึงเรื่องที่กำลังจะมาถึง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. เกี่ยวกับธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ร.บ. เกี่ยวกับสมรสเท่าเทียม ครม. มีมติขอส่งไปศึกษา ๖๐ วันหมดเลย มันเป็นเพียงเทคนิคทางกฎหมาย มันเป็นเพียงเทคนิค ในการดึงเวลา และที่สำคัญผมเข้าใจครับ สาเหตุสำคัญของ ครม. กับฟากฝั่งอีกฟากฝั่งหนึ่ง ไม่มีอะไรครับ เพียงต้องการที่จะลดแรงเสียดทานของสังคมเท่านั้น ท่านไม่ได้ต้องการกฎหมาย เหล่านี้ ถ้าไม่ต้องการก็ตีตกกันเลยครับก็ลงมติกัน พวกผมเป็นฝ่ายข้างน้อยก็แพ้ก็แพ้ ไม่ได้ ติดใจ แต่ไปส่งไป ครม. ๒ เดือนปิดสมัยประชุมอีกเดือนหนึ่ง เดือนกว่า ๆ กลับมามาต่อคิว เพื่อมาลงมติ เข้าสู่ระเบียบวาระอีก๔ เดือน แล้วกลับมาถึงเวลาท่านเอาอะไรครับ เอาหน่วยงานราชการ ไม่ว่าจะเป็นกฤษฎีกา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กลาโหม หน่วยงานราชการก็เข้ามานั่งประกอบท่านเพื่อที่จะมาเข้า ชี้แจงให้ หมายความว่ามันกลายเป็นเรื่องของสภากับหน่วยงานราชการไปอีก เพื่อให้มันเกิด คำตอบกับสภาว่าหน่วยงานราชการเขาไม่เอาท่านต้องการแค่นี้ละ สุดท้ายท่านก็ตีตก แล้วเวลาที่เราเสียไปมันจะเกิดประโยชน์อะไร ถ้าจะตัดสินใจว่าไม่เอาก็ลงมติกันวันนี้เลยพวก ผมพร้อมครับ ผมไม่เห็นด้วยในการที่จะส่ง เรื่องนี้ไปให้ ครม. ไปดองไว้ถึง ๒ เดือน และที่ สำคัญผมมีมติของพรรคครับ ก็คือ เห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการฉุกเฉิน พ.ศ. .... ซึ่งเพื่อนสมาชิกจากพรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอครับ ขอบคุณครับ