สาทิตย์ ชี้ทบทวน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หวังสมดุลความสงบ-สิทธิประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อภิปรายร่างแก้ไขพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยตั้งข้อสังเกตถึงเจตนารมณ์และการบังคับใช้กฎหมายที่จำเป็นต้องทบทวน โดยเฉพาะการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เฉพาะ เช่น การชุมนุมทางการเมือง จังหวัดชายแดนใต้ และการระบาดของโควิด-19 พร้อมเสนอให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างรอบคอบเมื่อครบ 30 วัน และเรียกร้องความสมดุลระหว่างการรักษาความสงบเรียบร้อยกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในคราวที่เพื่อนสมาชิก จากพรรคก้าวไกลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ ผมเรียนท่านประธานครับว่าความจริงแล้ว ตัวพระราชกำหนดฉบับนี้นั้นเราต้องทำความเข้าใจก่อน ถ้าหากว่าจะมีการเสนอแก้ไขหรือ อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ มี ๒ ประเด็นที่เราต้องทำความเข้าใจ คือ ๑. ตัวเนื้อหาสาระของกฎหมาย กับ ๒. กับการบังคับใช้กฎหมาย ตัวพระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นกฎหมายในระดับพระราชกำหนด มิได้หมายความว่าเมื่อจะมีการประกาศแล้วจะต้องไป ทำเป็นพระราชกำหนด ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพียงแต่ตอนตรากฎหมายฉบับนี้ตราออกมาเป็น พระราชกำหนด ซึ่งประกาศใช้โดยมีศักดิ์สถานะเป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง โดยกฎหมายฉบับนี้ มีเจตนารมณ์ที่จะให้อำนาจฝ่ายบริหาร คือนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีอำนาจที่จะใช้ อำนาจตามกฎหมายฉบับนี้เพื่อควบคุมสถานการณ์ ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตาม บทบัญญัติในมาตรา ๕ ที่นิยามเรื่องสถานการณ์ฉุกเฉิน และถ้าหากว่ามันมีความร้ายแรง ไปกว่านั้นก็บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ ว่า ถ้าหากว่าสถานการณ์ฉุกเฉินที่ว่านั้นมีการก่อการร้าย นอกจากก่อการร้ายแล้วยังมีการใช้ความรุนแรง มีการประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกายหรือ ทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคง ของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิต หรือทรัพย์สินของรัฐ หรือบุคคล หรือจำเป็นต้องเร่งแก้ไข ปัญหายุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ก็ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง จะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเจตนารมณ์เป็นเช่นนี้เราก็ ต้องมาดูว่าในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยความเป็นจริงนั้น การที่นายกรัฐมนตรีหรือ ครม. จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือฉุกเฉินร้ายแรงนั้นจะต้องเป็นเงื่อนไขตามที่กฎหมาย กำหนด เพราะเมื่อมีการประกาศสถานการณ์ทุกครั้งก็จะมีกระบวนการตรวจสอบ เช่น มีประชาชนนำไปฟ้องศาลหรือศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจะเกิดขึ้นทุกครั้ง เพราะฉะนั้นนี่เป็น ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจ กับประเด็นที่ ๒ ก็คือการบังคับใช้กฎหมายเมื่อมีการ ประกาศสถานการณ์แล้ว ซึ่งโดยตัวกฎหมายเดิมที่บัญญัติเอาไว้ในปัจจุบันนี้จะกำหนด เงื่อนไขไว้เยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขว่าถ้าสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว แม้ว่าจะคุ้มครอง เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ก็ตาม แต่ในมาตรา ๑๗ ของตัวพระราชกำหนดฉบับนี้ก็ยังเขียนไว้ด้วยว่า ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมายหากเป็นการ กระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติและไม่เกินสมควรแก่เหตุ หรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับ ความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทาง ละเมิดของเจ้าหน้าที่ นี่เป็นเงื่อนไขที่กฎหมายฉบับนี้สร้างขึ้น แต่ผมเห็นด้วยว่าเมื่อใช้มาถึง เวลาหนึ่ง เราพบเห็นการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ที่มีปัญหาอาจจะต้องมีการทบทวน ผมยกตัวอย่างเช่น ที่เพื่อนสมาชิกเสนอให้มีการแก้ไขว่าในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน นั้นเมื่อครบ ๓๐ วันแล้วต้องมาที่สภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยถือว่า ให้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นประเด็นที่น่าขบคิด แต่มันก็มีประเด็น ข้อเท็จจริงที่ควรจะต้องนำมาขบคิดด้วยเช่นเดียวกัน ก็คือว่าในบางกรณีสถานการณ์อาจจะมี การปิดล้อมสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และทำให้ สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถประชุมได้ ถ้าเกิดกรณีเช่นที่ว่านั้นจริงแล้วสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เขียนไว้ตามกฎหมายครบ ๓๐ วันจะต้องถูกยกเลิกไปนั้น จะทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ นั้น ดีขึ้นหรือไม่ ก็เป็นประเด็นที่ควรขบคิดครับ เพราะฉะนั้นตัวกฎหมายฉบับนี้เสนอมาแล้ว รัฐบาลอาจจะรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการก็ดี หรือจะรับหลักการไปเลยและพิจารณา ในชั้นของกรรมาธิการก็แล้วแต่ แต่ประเด็นนี้ต้องนำไปสู่การขบคิดครับ ส่วนการบังคับใช้ กฎหมายท่านประธานครับ อันนี้เป็นประเด็นใหญ่ คือเราเห็นการใช้ พ.ร.ก. ใน ๓ แบบ

แบบที่ ๑ คือควบคุมปัญหาจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง เช่น ในยุคการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในยุคการชุมนุมของคนที่เรียกว่า กลุ่มคนเสื้อแดง นปช. หรือในยุคการชุมนุมของ กปปส. ในขณะนั้น แต่ผมยกตัวอย่างว่าใน การบังคับใช้กฎหมายนั้นขึ้นกับรัฐบาลจะต้องมีเจตนาที่ชัด ยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศ ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเป็นสถานการณ์ร้ายแรงครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๕๑ ตอนที่มีการล้มการ ประชุมอาเซียน (ASEAN) ที่พัทยาครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นคดี แล้วก็มีผู้ได้รับความผิดรับโทษกันไป ปีถัดมาก็มีการประกาศ แต่การประกาศนั้นก็เป็นการประกาศโดยที่มีการปิดล้อมหรือปิด เส้นทางคมนาคมทางแยกต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ส่วนปี ๒๕๕๓ ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือมีกองกำลัง ไม่ทราบฝ่ายเกิดขึ้นมาทำร้ายเจ้าหน้าที่แล้วก็เกิดการปะทะกัน เพราะฉะนั้นในข้อเท็จจริง ที่บอกว่าประกาศไปแล้วมีการสังหารหมู่นั้นไม่ใช่เป็นข้อเท็จจริง และเรื่องนี้ก็มีการฟ้องร้อง ในศาล ฟ้องนายกรัฐมนตรี ฟ้องรองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นและศาลได้ยกฟ้องไปเป็นที่ เรียบร้อย รวมทั้ง ป.ป.ช. ก็มีการฟ้องร้องไปด้วย จะเห็นว่ามันมีกระบวนการตรวจสอบ แต่ส่วนการบังคับใช้กฎหมายในสถานการณ์อื่น เช่น กรณี ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมนี่ กลับเห็นว่ากรณีนี้เป็นกรณีที่มีความผิดปกติครับ แล้วผมเห็นว่าควรจะมีการทบทวนการ ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในสถานการณ์ที่เป็นพื้นที่เฉพาะอย่างกรณี ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยยกเลิกพื้นที่ในการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินมาแล้ว ๑ ที่ ผมเข้าใจว่าเป็นอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี และมีพื้นที่นำร่องยกเลิก แต่เนื่องจากว่ามีการ ยุบสภาไปเสียก่อนก็เลยไม่ได้มีการขยายผลต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นส่วนนี้ก็ต้องดูที่การบังคับใช้ กฎหมายและการที่รัฐบาลประกาศซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะ ส่วนกรณีโควิด (COVID) เป็นเรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันจริงว่ากรณีโควิด (COVID) นั้นเหมาะสมไหมที่จะมีการ ประกาศใช้ตัวพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วผลกระทบ เป็นอย่างไร แต่ตัวหลักก็คือการควบคุมสถานการณ์ที่มีการชุมนุมที่มีความร้ายแรงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องจำเป็น เมื่อท่านพิจารณากลับมาแล้ว สภาก็จะมีอำนาจในการที่จะพิจารณา อีกครั้งหนึ่งว่า จะรับหลักการไปพิจารณาหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็ดีกฎหมายฉบับนี้ก็อาจจะถึง เวลาครับที่ต้องมีการทบทวนเรื่องของการปฏิบัติในแนวทางต่าง ๆ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ ที่จะต้องรักษาความสงบเรียบร้อยและอำนาจของฝ่ายบริหารและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ