สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเน้นความจำเป็นในการถ่วงดุลอำนาจรัฐ ยกตัวอย่างการใช้มาตรา 12 ยกระดับสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นร้ายแรงในทางการเมือง วิพากษ์การใช้อำนาจบิดเบือนกฎหมายเพื่อปราบปรามการชุมนุม และเรียกร้องให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอย่างโปร่งใสพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนผ่านกระบวนการตามมาตรา 77
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมมาขอสนับสนุนในร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. .... ที่ ส.ส. รังสิมันต์ โรม กับคณะ นำเสนอครับ สิ่งแรกนี้ครับ ประเด็นในเรื่องของหลักการ แน่นอนครับ หลักการผมนี้ ในหลักการคือกำหนดมาตรฐานการถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาล ชัดเจนครับ เพราะผมจะเข้าสู่มิติของมาตรา ๑๒ ของพระราชกำหนดเลยนะครับ มาตรา ๑๒ พระราชกำหนด คืออะไรครับท่านประธานครับ คือการยกระดับความฉุกเฉินขึ้น เป็นความร้ายแรง เรื่องนี้ผมจะไม่พูดถึงเรื่องสถานการณ์ภาคใต้ ผมจะไม่พูดถึงเรื่องโควิด (COVID) ที่ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ผมจะพูดถึงสถานการณ์หนึ่งครับท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ปี พ.ศ. หนึ่ง ผมทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ผมรู้ว่าสถานการณ์จะมีผู้มาชุมนุมที่ อนุสาวรีย์ใดอนุสาวรีย์หนึ่งในเวลา ๑๒.๐๐-๑๖.๐๐ นาฬิกา ผมเรียกคณะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งหมด เตรียมเอกสาร เตรียมออกพระราชกำหนดโดยใช้มาตรา ๙ เพื่อฉุกเฉิน ออกประกาศครับ ใช้อำนาจ เพื่อจะกำจัดผู้ชุมนุมที่จะมาอนุสาวรีย์ ปรากฏครับ ขณะนั้นการข่าวบอกว่าเด็กหรือ กลุ่มเยาวชนที่จะมาชุมนุมท่านประธาน เคลื่อนออกไป เพราะมีเหตุอันที่จะต้องเปลี่ยนวิธีการ ไปยังหน้าทำเนียบครับท่านประธาน แต่ปรากฏว่าในเวลาถัดมาก็ไปกองอยู่ที่หน้าทำเนียบ ปรากฏครับ มีโพรโทคอล (Protocol) ที่จะต้องใช้ในพื้นที่ดังกล่าว เข้าสถานการณ์ครับ ผมเรียกเจ้าหน้าที่มาเลยครับ ไปร่างคำสั่งใหม่ ยกระดับเลยครับ ตอนนั้น ๑๖.๐๐ นาฬิกา ยกระดับมันเลย จากฉุกเฉินเป็นร้ายแรง เอาตรงนี้ล่ะ แล้วก็ร่างในคอมพิวเตอร์ พิมพ์เสร็จเรียบร้อยครับ รอประกาศอย่างเดียว แล้วก็ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐและ ผู้เกี่ยวข้อง กำหนดแผนการ สั่งหัวหน้าผู้บังคับบัญชาที่ตอนนั้นไปคุมให้เกิดสถานการณ์แบบ นี้ ให้เกิดให้ได้ จนกระทั่งเกิดครับท่านประธาน ผู้หลงเชื่อ ผู้ที่หลงเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม ถูกจับ หมดครับท่านประธาน สะใจครับ ออกเลยครับคำสั่งนั้นที่พิมพ์ไว้แล้ว ออกมาเลย ยกระดับเลย ครับ จากฉุกเฉินเป็นร้ายแรง นี่ครับผมครับ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีมากเลยครับ เล่นงานราษฎร ก่อน นี่คือการใช้อำนาจตามมาตรา ๑๒ ครับท่านประธาน ชัดเจนไหมครับ นี่คือการก่ออาชญากรรมทางการเมืองใช่หรือเปล่าครับท่านประธานคิดเอานะครับ อันนี้จะ ปรากฏในคำให้การในชั้นศาลของผม โดยลงรายละเอียดครับท่านประธาน ติดตามได้ครับ เมื่อวันนั้นศาลนัดสืบพยาน ผมอย่างนี้ครับท่านประธาน สิ่งที่เป็นคำสั่งโดยใช้อำนาจของตัว นายกรัฐมนตรีเองนั้นใช้บิดเบี้ยวแล้วทับซ้อนกับกฎหมายมามาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ กฎหมายการชุมนุม กฎหมายโรคระบาด กฎหมายพื้นฐาน นี่คือเหตุที่สภาแห่งนี้ที่ต้อง ยกระดับ โดยเอามาตรการถ่วงดุลไว้ที่สภานี้ครับ รัฐต้องเลิกอำนาจนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมมีกระทู้ถามไปยังกฤษฎีกาครับท่านประธาน นี่กระทู้ผมและตอบไปแล้ว ลงราชกิจจานุเบกษา เป็นกระทู้ถาม เรื่อง ขอทราบผลดำเนินการของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและประเมินผลสัมฤทธิ์ตามกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ ใน ๑ คำถามของผมครับ ถามเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายที่เรียกว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เมื่อไรจะประเมินผลสัมฤทธิ์ คำตอบครับท่านประธาน อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๓๘ ตอนพิเศษ ๓๐๖ ง ลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๔ ตอบว่าสำนักงานสภา ความมั่นคงแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของ พระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้กำหนดให้ ดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์นี้ให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๖๗ ครับท่านประธาน ซึ่งเป็นการ กำหนดที่อยู่ในกรอบระยะเวลาของมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์ ประกอบ ข้อ ๑ แห่งกฎกระทรวงที่กำหนดการประเมินระยะเวลา และกำหนดว่าการประเมินผล สัมฤทธิ์นี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ โดยจะครบกำหนด ๕ ปี คือ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๓ นับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๓ ผมจะคอยครับ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ ผมคิดว่าผมจะเข้าสภาแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง และจะถามกฤษฎีกา แล้วจะถาม สำนักความมั่นคงว่ากฎหมายพระราชกำหนดที่ใช้อำนาจของรัฐบาลประเมินผลแล้วชาวบ้าน เขาด่า เขาต่อว่าไหม เชิญชวนครับท่านประธานครับ ฝากท่านประธานไปถึงประชาชนทุกคน กฎหมายฉบับนี้ต้องออกรับฟังมาตรา ๗๗ แล้วก็อยู่ในเว็บไซต์ (Website) ของกฤษฎีกา เชิญชวนเลยครับว่าให้ประชาชนเขาไปคอมเมนต์ (Comment) เลยครับ เพื่อรับฟังย่อย ๆ ว่ากฤษฎีกาจะฟังเป็นอย่างไร เอาให้ถล่มครับ ให้คอขวดในกฤษฎีกานี่พังไปเลยครับว่า กฎหมายฉบับนี้มันเฮงซวย อำนาจที่รัฐบาลใช้นั้นบิดเบี้ยวมาตลอดระยะเวลาของการใช้ กฎหมาย และยังก่ออาชญากรรมทางการเมืองแบบแยบยลครับท่านประธาน นี่คือเหตุผลที่ ผมเห็นควรสนับสนุนว่ากฎหมายต้องเข้าสภาครับ และกฎหมายที่ท่าน ส.ส. รังสิมันต์ โรม ถือเข้ามาเพื่อยื่นมันเปิดทางให้รัฐสภาแห่งนี้ใช้การถ่วงดุลของรัฐบาลที่ใช้อำนาจมาตลอด ๑๖ ปี ในภาคใต้ ๓ ปี ในโควิด (COVID) ประชาชนเดือดร้อนมากครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะทำให้ เห็นว่าประชาชน เด็ก เยาวชน ผู้คิดใหม่คิดต่างจะได้ลืมตาอ้าปาก แล้วพระราชบัญญัติของ รังสิมันต์ โรม ถือว่าทันสมัยที่สุดครับ สภาจะเป็นคำตอบที่สุด สุดท้ายแล้วตรวจสอบอำนาจ ของรัฐบาลได้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ