เพชรดาว โต๊ะมีนา หารือร่าง พ.ร.บ. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยตั้งคำถามถึงผลกระทบของกฎหมายพิเศษต่อชีวิตเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ต่อเนื่องยาวนาน 17 ปี ซึ่งกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและวิถีชีวิตประชาชน และเสนอให้เปลี่ยนเป็น พ.ร.บ. ที่รองรับการมีส่วนร่วมของชุมชน ควบคู่กับการนำเสนอผลวิจัยเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน โดยเน้นความจำเป็นในการตรวจสอบถ่วงดุลจากรัฐสภาและศาล.
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทยค่ะ ดิฉันต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉันได้อภิปราย ร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. .... ของท่านรังสิมันต์ โรม และคณะ เป็นผู้เสนอ พูดถึงการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ดิฉันขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
แวบแรกดิฉันนึกถึงพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ค่ะ และสิ่งที่ดิฉันนึกต่อไป นั่นก็คือเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ถ้าเด็กคนนั้นวันนี้อายุ ๑๗ หรือ ๑๘ ปี เด็กคนนั้นเขาเกิดมาแล้วใช้ชีวิตอยู่ ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เขาเห็นภาพปิดล้อม ตรวจค้น เห็นภาพรถถัง เห็นภาพทหาร เห็นภาพ ด่านตรวจที่มากมาย และบางคนยังอยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรงมาตั้งแต่เกิดจนเขาเป็นหนุ่ม เป็นสาว ยังคงมีกฎหมายพิเศษอื่น ๆ อีกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น กฎอัยการศึก พ.ร.บ. รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
ท่านประธานที่เคารพคะ สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ปฐมฤกษ์อีกครั้งเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ จากเหตุการณ์ที่ทวีความรุนแรง มากขึ้น รัฐบาลจึงประกาศใช้กฎหมายเพื่อการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ได้มีการต่ออายุในทุก ๓ เดือน เป็นเวลานานถึง ๑๗ ปี ย้ำค่ะ ๑๗ ปี ดิฉันนับจำนวนครั้งไม่ถ้วนว่ากี่ครั้งที่เป็นการต่ออายุ คำว่า ฉุกเฉิน ต้อง ชั่วคราวค่ะ ไม่ใช่ตลอดกาล เหมือนอย่างทำทุกวันนี้ ในภาพนะคะ เป็นภาพที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะ เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือว่าฝ่ายค้าน เรารวมตัวกันว่าขอให้มีการทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษใน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒ ประมาณ ๒ เดือน หลังจากที่เรา อยู่ในรัฐสภาชุดนี้ แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการทบทวนค่ะ พระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือในการเพิ่มอำนาจให้แก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน แต่เป็นการลิดรอน สิทธิเสรีภาพของประชาชน ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้มากน้อยแค่ไหน ดิฉันขออนุญาตเท่าที่เวลาอำนวย ดิฉันมี ๒ งานวิจัยที่ดิฉันคิดว่า สำคัญมาก ควรที่นำไปพิจารณาว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่มีอยู่จะเปลี่ยนเป็น พ.ร.บ. อย่างไรบ้าง นะคะ
ชิ้นแรก เรา ส.ส. ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราถูกถามมาตลอดค่ะ เพราะเรารู้ว่าประชาชนส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะมีผลกระทบไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและจิตวิทยาต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์จำนวนมากที่ถูกควบคุมตัว นำไปสู่การซ้อมทรมานและ การอุ้มหายในที่สุด งานวิจัยในปี ๒๕๕๖ เรื่องของการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีต่อการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ๒๕๔๘ ในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ โดยอาจารย์สุทธิพรและคณะ วัตถุประสงค์นั้นคือศึกษาความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้อง กับการใช้กฎหมายและศึกษาผลกระทบของการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่มีต่อประชาชน
สรุปอย่างนี้สั้น ๆ ค่ะ มี ๒ กรณี ถ้ากรณีขอขยายระยะเวลา พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในแต่ละครั้งเป็นไปได้ไหมคะ ที่จะมีกลไกการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินผ่านบทบาทศูนย์ยุติธรรมชุมชนในพื้นที่
๒. ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ให้แก่ประชาชน อย่างถูกต้อง รวมทั้งตัวบทกฎหมายและแนวทางในการดำเนินการใช้กฎหมายต่อผู้ก่อเหตุ รุนแรง หรือผู้ต้องสงสัยของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้าที่เป็นหน่วยงานพิเศษ ซึ่งปฏิบัติ หน้าที่ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินค่ะ แต่ในกรณีที่จะประกาศยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินในพื้นที่ใดพื้นที่ หนึ่ง ซึ่งล่าสุดได้ประกาศของอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส รัฐไม่ควรประกาศเป็นฝ่ายเดียวค่ะ ควรมีชุมชนส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย เมื่อประกาศยกเลิกแล้วก็ควรมีกฎหมายอื่นมา ทดแทน โดยมีกลไกกระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายใหม่ที่จะมา ทดแทนด้วยค่ะ
งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง ดิฉันเข้าร่วมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมายและ ยุติธรรม สภาผู้แทนราษฎร เป็นเรื่องของกฎหมายความมั่นคงและการบังคับใช้ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ ๔ อำเภอจังหวัดสงขลา โดยอาจารย์ ดอกเตอร์กัลยา แซ่อั้ง และคณะ ค่ะ มีข้อเสนอแนะ ๓ ข้อซึ่งน่าสนใจนะคะ ข้อเสนอแนะต่อนโยบายการบังคับใช้กฎหมาย ความมั่นคง ให้ยกเลิกกฎอัยการศึกที่ใช้บังคับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้พื้นที่ เป้าหมายอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใดฉบับหนึ่งเพียงฉบับเดียว และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความฉุกเฉินร้ายแรงของสถานการณ์ แล้วก็ให้บังคับใช้ กฎหมายตามกรอบพันธกรณีระหว่างประเทศ และให้มีการปรับทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ ให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งแนวทางการปรับปรุงระบบ กฎหมายความมั่นคง เสนอให้บัญญัติหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้าง ความมั่นคงทางกฎหมายในระดับสูงสุด และสุดท้าย ให้มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล เชิงกระบวนการอย่างเป็นระบบ โดยให้องค์กรนิติบัญญัติของเรานี้ค่ะ มีอำนาจตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้ดุลยพินิจตัดสินสถานการณ์ฉุกเฉินของฝ่ายบริหาร การขยายระยะเวลา สถานการณ์ฉุกเฉินให้เป็นไปตามอำนาจขององค์กรนิติบัญญัติ ระหว่างที่มีการใช้อำนาจ พิเศษตามกฎหมายความมั่นคง ให้ศาลมีอำนาจควบคุมและตรวจสอบ สุดท้ายค่ะ ให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อความรับผิดทางอาญา แพ่ง และทางปกครอง อันนี้คืองานวิจัย ที่มีการทำโดยสถาบันการศึกษาที่ได้รับการยอมรับ ฉะนั้น พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่เราใช้อยู่ ดิฉันมี เวลาพูดเฉพาะเรื่องของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมี พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ใช้ในสถานการณ์ ควบคุมโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) รวมทั้งการชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนที่เราได้พูดคุยในสภาแห่งนี้ เรื่องของจะนะก็เช่นเดียวกันค่ะ ดิฉันคิดว่าเนื้อหาสาระของ สมาชิกแต่ละท่านมีประโยชน์มาก ก็ขอให้ใช้ประโยชน์ในทุกเรื่องราว ขอบคุณค่ะ