รังสิมันต์ โรม อภิปรายเสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยวิพากษ์วิจารณ์การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ผ่านมา ซึ่งให้อำนาจฝ่ายบริหารมากเกินไป ขาดกลไกถ่วงดุล และละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการควบคุมข่าวสาร การควบคุมตัวโดยไม่ต้องอยู่ในสถานที่สาธารณะ และข้อยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่ พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายใหม่ให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา จำกัดระยะเวลาการประกาศ ยกเลิกข้อกำหนดที่คุกคามสิทธิ และเพิ่มบทบาทของศาลและองค์กรตุลาการในการตรวจสอบการใช้อำนาจ เพื่อให้การบริหารราชการในภาวะฉุกเฉินเป็นไปตามหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญ
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกล วันนี้ขออภิปรายในฐานะ ของผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นร่าง กฎหมายฉบับใหม่ที่ผมและเพื่อน ส.ส. จากพรรคก้าวไกล เราได้ร่วมกันเข้าชื่อเสนอ ต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ เพื่อนำมาแทนที่พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ท่านประธานครับ ตัวร่างฉบับนี้หลักการ และเหตุผลนั้นสั้นนิดเดียวครับ
หลักการ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
เหตุผล โดยที่กฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับ ปัจจุบันได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและออกข้อกำหนด ต่าง ๆ ที่อาจมีผลจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเกินสมควรแก่เหตุ และให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการใช้บังคับข้อกำหนดที่ออกมา โดยได้รับการละเว้น การตรวจสอบถ่วงดุลโดยสภาผู้แทนราษฎรและองค์กรตุลาการเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ในทาง ปฏิบัตินายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสามารถประกาศและขยายระยะเวลาสถานการณ์ ฉุกเฉินออกไปได้โดยไม่มีองค์กรอื่นใดคัดค้านได้ และพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้บังคับข้อกำหนด จนส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างเกินความจำเป็น สมควรต้องกำหนดมาตรการในการ ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลักการแบ่งแยกอำนาจตาม รัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้
ท่านประธานครับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเป็นกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีอาศัยอำนาจ ในการตรากฎหมายขึ้นบังคับใช้ทันที โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่า จะต้องเป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของ ประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือป้องปัดภัย พิบัติสาธารณะ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ต่อมาได้มีการผ่านการอนุมัติจาก สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๘ และผ่านการอนุมัติจากวุฒิสภา เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๘ แต่ถ้าว่าก่อนที่จะได้รับการอนุมัติจากสภานั้นอำนาจตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ได้แก่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มี ความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานีและยะลา ซึ่งยังคงขยายระยะเวลา อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จะมียกเว้นอยู่บ้างก็แค่ในบางอำเภอเท่านั้น แสดงให้เห็น เหตุผลที่รัฐบาลในขณะนั้นเลือกตราเป็น พ.ร.ก. ก็เพื่อเร่งนำมาใช้กับสถานการณ์ในจังหวัด ชายแดนภาคใต้นั่นเอง หลังจากนั้นเป็นต้นมา พ.ร.ก. ฉุกเฉินก็ถูกนำมาใช้อีกหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ โดยเฉพาะกับการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งรวมถึงการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่เกิดการสังหารหมู่ประชาชนจำนวนเกือบ ๑๐๐ คน มาจนถึงกรณีล่าสุดที่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศรับรู้กันเป็นอย่างดี นั่นคือ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๓ และขยายระยะเวลามาจนถึง ปัจจุบัน ด้วยข้ออ้างว่า เพื่อควบคุมการระบาดสถานการณ์โควิด (COVID) ท่านประธานครับ กล่าวอย่างรวบรัด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน คือการรวบอำนาจเอาไว้ที่นายกรัฐมนตรีในการสั่งการและ ออกข้อกำหนดที่มีลักษณะจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินกว่าปกติ ซึ่งผมจะต้องขอลงรายละเอียด สักหน่อยโดยแบ่งออกเป็น ๓ ข้อด้วยกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
ปัญหาข้อที่ ๑ ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แม้ว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินจะให้อำนาจรัฐบาล ออกข้อกำหนดที่จำกัดสิทธิเสรีภาพเกินกว่าปกติได้ เพื่อการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ข้อกำหนดบางอย่างที่ระบุไว้นั้น แม้กระทั่งในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ถือว่าเป็นการละเมิด สิทธิเสรีภาพของประชาชนมากจนเกินไป ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ในมาตรา ๙ (๓) ห้ามการเสนอข่าว จำหน่าย เผยแพร่สื่อที่อาจทำให้ประชาชนหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือน ให้เข้าใจผิดจนกระทบต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา ๙ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฉบับที่ ๒๗ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๔ มีข้อ ๑๑ กำหนดว่า การเสนอข่าวหรือเผยแพร่สื่ออื่นใดที่อาจทำให้ ประชาชนหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนให้เข้าใจผิดจนกระทบต่อความมั่นคง ความสงบ ศีลธรรมอันดี เป็นความผิด การกำหนดเอาไว้เช่นนี้หมายความว่า ต่อให้ข่าวที่ถูกเสนอเป็น ข่าวจริงก็ผิดใช่หรือไม่ หรือในมาตรา ๑๑ (๑) ประกอบมาตรา ๑๒ กรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงสามารถประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัว บุคคลที่สงสัยว่า จะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินได้ โดยมีอำนาจจับกุมและ ควบคุมตัวได้นานถึง ๗ วัน และอาจขยายเวลาไปได้นานสุดถึง ๓๐ วัน โดยให้ควบคุมตัว ในสถานที่ที่กำหนด แต่ต้องไม่ใช่สถานีตำรวจที่คุมขัง ทัณฑสถานหรือเรือนจำ ในทางปฏิบัติจึงทำให้ผู้ที่ถูกควบคุมตัวภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงนั้นอาจถูกควบคุม ตัวไปในสถานที่ที่ญาติ ครอบครัว ทนายความหรือผู้ที่ได้รับความไว้วางใจไม่อาจที่จะเข้าถึง ได้เลยและถูกควบคุมตัวเป็นเวลายาวนาน มีความเสี่ยงที่จะถูกซ้อมทรมาน ถูกบังคับให้ สูญหายหรือละเมิดสิทธิในประการอื่นใด ที่ผ่านมาเรามีกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ คือที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของคุณอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารห่างจากสายตาของญาติแค่เพียง ๒ วัน ก็ตกอยู่ในสภาพโคม่า (Coma) เสียแล้ว ในเวลาต่อมาก็เสียชีวิตลง แล้วลองคิดดูว่ามีอีกกี่คนอีกกี่กรณีที่จะต้อง ประสบชะตากรรมแบบเดียวกัน
ปัญหาข้อที่ ๒ ท่านประธาน มาตรา ๑๖ ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้บัญญัติให้ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งหรือการกระทำตาม พ.ร.ก. นี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วย วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง หมายความว่าเป็นการตัดอำนาจของศาลปกครองที่จะเข้ามาตรวจสอบว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งจะต้องไม่อยู่ในการตรวจสอบของศาลปกครอง ถามว่าการกำหนด เอาไว้แบบนี้มันเกินกว่าเหตุหรือไม่ กระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่ ศาลปกครองไม่สามารถตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ได้ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ข้อกำหนด ศบค. ที่ห้ามการเผยแพร่ข่าวที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัวโดยที่อาจรวมถึงข่าวจริงด้วยนั้น เมื่อออกมาภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินแล้ว ต่อให้เห็นว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพมากจนเกินไป ก็ไม่สามารถร้องศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนได้ ส่วนการที่ พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้ให้อำนาจศาล แพ่งในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ผมก็ต้องเรียนต่อท่านประธานว่า ความเข้าใจของศาลแพ่ง ต่อคดีที่ควรจะอยู่ในศาลปกครองเช่นนี้ ศาลแพ่งบางครั้งไม่เข้าใจต่อประเด็นปัญหาได้ดี เท่ากับศาลปกครองที่เป็นศาลที่คุ้นเคยกับคดีประเภทนี้มาโดยตลอด ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อการ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนต่อไป หรือในมาตรา ๑๗ กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกันตาม พ.ร.ก. นี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญาหรือทาง วินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำความผิดทางกฎหมาย ซึ่งในทางปฏิบัติเราก็เห็นกันหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต เกินขอบแห่ง กฎหมายที่ได้ให้เอาไว้ โดยเฉพาะกรณีการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองที่มีการใช้ กำลังสลายการชุมนุม ทำร้ายผู้ที่ถูกควบคุมตัว ตั้งข้อหาดำเนินคดีอย่างเกินจริง เกินขอบเขต เจ้าหน้าที่ที่กระทำการเช่นนี้กลับมีเกราะคุ้มกันให้รอดพ้นจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ จริงอยู่ที่มาตรา ๑๗ กำหนดไว้ด้วยว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่จะต้องเป็นไปโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีจำเป็น แต่นั่นก็เท่ากับเป็นการโยน ภาระการพิสูจน์ให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบว่าจะต้องพิสูจน์เหล่านี้ด้วยตัวเอง เดือดร้อน จากการใช้กฎหมายไม่พอ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ต้องมาพิสูจน์ด้วยตัวเองอีก ถามว่า ประชาชนทั่ว ๆ ไปเขาจะได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร
ปัญหาข้อที่ ๓ ท่านประธาน ข้อนี้สำคัญและซ้ำเติมปัญหาใน ๒ ข้อที่ผมได้พูด มาแล้ว กระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่การเริ่มประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน การขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปจนถึงการยกเลิก การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นการใช้อำนาจกันอยู่เฉพาะในฝ่ายบริหาร เท่านั้น คำถามก็คือ สภาของเราไม่มีอำนาจในการตรวจสอบอะไรเลยหรือครับ นายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีเท่านั้นที่มีอำนาจ นั่นทำให้รัฐบาลสามารถที่จะประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาโดยอ้างเหตุอะไรบางอย่างที่จริง ๆ แล้วก็อาจจะไม่ได้สมเหตุสมผลก็ ได้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถแย้งได้ ไม่มีองค์กรใดมีอำนาจที่จะมาบอกกับรัฐบาลได้ว่าสิ่งที่พวก คุณอ้างมานานมันฟังไม่ขึ้น และประกาศสถานการณ์ของพวกคุณควรจะถูกยกเลิก ผลก็คือ รัฐบาลก็ประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉินเอง ต่ออายุสถานการณ์ฉุกเฉินเอง ซึ่งปัจจุบันก็ต่อมาแล้ว ถึง ๑๖ ครั้ง ลากยาวมา จนถึงเดือนมีนาคมข้างหน้า และถ้าจะต่ออายุออกไปรัฐบาลก็ได้ทำเองฝ่ายเดียวไม่ต้องถาม ใคร ไม่ต้องถามสภา ไม่ต้องถามตัวแทนประชาชนไม่ต้องถามผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ตัวจริงของประเทศนี้แม้แต่น้อย นี่คือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน แล้วใช้ความ ทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน ใช้การล้มตายของพี่น้องประชาชนเพื่อปิดปากประชาชน และปกป้องตัวเอง ท่านประธานครับ ตอนที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๓ ในเวลานั้นพรรคก้าวไกลมี ความเห็นว่าอันที่จริงแล้วหัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมายอ่อนแอ หรือรัฐบาลมีอำนาจ น้อยจนเกินไป แต่เกิดการรัฐบาลขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ไร้ประสิทธิภาพในการบริหาร จัดการ วางแผนไม่รอบคอบ ขาดการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น ขาดการเตรียมความพร้อม ในการรับมือล้มเหลวในการเปิดเผยข้อเท็จจริง และการสื่อสารกับประชาชนมากกว่า ซึ่งไม่ใช่ เรื่องที่ต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินก็ได้ แต่เมื่อใช้แล้วก็เตือนว่าให้ใช้อย่างจำกัดและระมัดระวัง ใช้เพื่อควบคุมโรคเท่านั้นไม่ใช่ใช้เพื่อครอบงำประชาชน ไม่ใช่ใช้เพื่อปิดสื่อ ไม่ใช่ใช้เพื่อให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐ มาทำอะไรก็ได้ต่อพี่น้องประชาชน แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ สิ่งที่เกิดขึ้น คือ เราเห็นว่ามาตรการการควบคุมโรคต่าง ๆ ที่ออกมาที่สำคัญ ๆ ท่านก็อาศัยจาก พ.ร.บ. โรคติดต่อ ซึ่งเป็นกฎหมายปกติ ใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉิน ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าท่านก็สามารถควบคุมโรค ได้พอสมควร ควบคุมการแพร่ระบาดได้ ไม่มีการพบผู้ป่วยใหม่เพิ่ม แต่ในขณะเดียวกันเรา กลับเริ่มพบว่า การใช้ชีวิต การประกอบอาชีพของประชาชนเริ่มได้รับผลกระทบจากการ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ มากไปกว่านั้นเราก็เริ่มเห็นว่าเป้าหมายหลักของการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ของรัฐบาลโดยเฉพาะในการเอาผิดดำเนินคดีต่อกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการระบาด ซึ่งเกิดขึ้นอย่างจำนวนมากและแพร่หลายต่อคนที่ออกมาเรียกร้องเพื่อต่อต้านรัฐบาล ออกมา เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) อย่างมีส่วนร่วม หรือออกมาเรียกร้อง ในประเด็นสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ เรากลับพบว่ารัฐบาลนี้มีการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งอ้างว่า ออกมาเพราะสถานการณ์โควิด (COVID) กลับมาเล่นงานประชาชน ปิดปากประชาชนอย่าง กว้างขวาง ข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รวบรวมจนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๕ มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จากสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองและ การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไปแล้ว ไม่น้อยไปกว่า ๑,๔๒๘ ราย ใน ๖๑๗ คดี นอกจากนี้ถ้าเราไปดูมีน้อยมากที่ปรากฏว่าการชุมนุมทางการเมืองได้สร้างคลัสเตอร์ (Cluster) การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งส่วนหนึ่งเราก็ต้องชื่นชมต่อ ผู้ชุมนุมที่เขามีมาตรการในการป้องกันตัวเอง เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ แต่แม้จะปรากฏ อย่างชัดเจนว่า การชุมนุมทางการเมืองไม่ใช่สาเหตุของการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) กลับปรากฏว่ารัฐบาลได้มีการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเล่นงานประชาชนที่ออกมาชุมนุมทาง การเมืองอย่างเข้มข้นอย่างถึงลูกถึงคน สรุปว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ท่านใช้ ใช้เพื่ออะไรครับ เพื่อปกป้องตัวเองใช่ไหม หรือเพื่อปกป้องประชาชนที่อ้างว่า โควิด-๑๙ (COVID-19) ทำให้ ประชาชนล้มตาย ท่านอ้างแบบนั้นไม่ใช่เพราะว่าท่านเห็นใจพี่น้องประชาชนหรอกใช่ไหม แต่ท่านอ้างแบบนั้นเพราะท่านต้องการที่จะปกป้องอำนาจในมือของท่านใช่หรือไม่ใช่ ท่านประธานครับ ผมพยายามเตือนแล้ว พยายามเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนว่าสถานการณ์ ขณะนั้นไม่ควรจะต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินต่อ แต่รัฐบาลก็ไม่รับฟัง พวกท่านไม่ฟัง เพราะถือว่ามีแต่พวกท่านเองที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ว่าจะต่ออายุสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปหรือไม่อยู่แค่เพียงผู้เดียว พวกเราในสภาก็พูดไป พวกท่านก็ไม่เห็นจะต้องใส่ใจ ไม่ต้องมาสนใจไม่ต้องมาชี้แจง สุดท้ายพวกท่านก็เลือกที่จะต่อ อายุออกไปโดยไม่ต้องมาอธิบายชี้แจงอะไรอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ในเมื่อรัฐบาลจะต่ออายุ สถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ออกไปเรื่อย ๆ ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ฟังใคร ผมและพรรคก้าวไกลในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติก็ต้องทำในสิ่งที่พวกผมทำได้เพื่อรักษา ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน นั่นคือการร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ที่ดีกว่า มีมาตรการ ตรวจสอบรัฐบาลมากกว่า เพื่อมาใช้แทน พ.ร.ก. ฉุกเฉินฉบับปัจจุบัน ซึ่งในการนี้ก็ได้มีการ ขอคำปรึกษาจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติ ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์ทวิดา กมลเวชช ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหาย ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ขอขอบคุณอาจารย์มา ณ โอกาส นี้ ผมจึงได้ยื่นเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉุกเฉินฉบับใหม่ดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่เมื่อ วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ ซึ่งผมจะชี้แจงรายละเอียดสาระสำคัญดังนี้ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้
ข้อแรก ระบุเอาไว้ในมาตรา ๕ คือการแก้ไขจากสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยนายกรัฐมนตรี จากเดิมประกาศได้คราวละสูงสุด ๓ เดือน แก้เป็นคราวละไม่เกิน ๓๐ วัน เท่านั้น โดยที่เมื่อประกาศแล้วจะต้องได้รับความเห็นชอบภายใน ๗ วันหลังประกาศ จะต้อง ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร โดยต้องนำเสนอเหตุผลในการประกาศ นำเสนอ มาตรการและข้อกำหนดที่จะนำมาใช้ และนำเสนอกระบวนการที่จะนำไปสู่การยุติ สถานการณ์ฉุกเฉินและกลับสู่สถานการณ์ปกติต่อสภาด้วย หากสภาไม่เห็นชอบก็ให้การ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นสิ้นสุดลงทันที นอกจากนี้การขยายระยะเวลาประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินจากขยายได้คราวละ ๓ เดือน สูงสุด ๓ เดือน ก็เหลือเป็นขยายได้คราวละ ไม่เกิน ๓๐ วัน และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาด้วยเช่นกัน ในประเด็นนี้บางท่าน อาจคิดว่า การต้องให้สภามาให้ความเห็นชอบด้วยนั้นจะก่อให้เกิดความล่าช้าในการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งผมไม่คิดเช่นนั้น เพราะการเริ่มประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเราก็ให้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เริ่มประกาศได้เอง ให้ ครม. เป็นผู้เห็นชอบในเบื้องต้นได้เอง ถ้ารัฐบาล เห็นว่าการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนจริง ๆ ประชาชนก็ควรได้มีสิทธิในการตรวจสอบการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การต่ออายุ สถานการณ์ฉุกเฉินและการใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ผ่านผู้แทนของพวกเขา นั่นก็คือสภาผู้แทนราษฎร ทีนี้ในกรณีที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะที่ไม่มีสภา ผู้แทนราษฎร เราก็ได้อุดช่องว่างตรงนี้เอาไว้ว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงเวลา ดังกล่าว จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี โดยที่ระยะเวลาที่ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินจะต้องไม่เกิน ๓๐ วันนับแต่วันที่ประกาศ และในกรณีที่ประกาศไม่ถึง ๓๐ วัน หากจะขยายระยะเวลาก็สามารถขยายได้เท่าที่ไม่เกิน ๓๐ วันนับแต่วันที่ประกาศ เท่านั้น และหากในภายหลังจากที่มีการประกาศมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เข้ามาในระหว่าง ที่ประกาศนั้นยังไม่สิ้นสุดลง ก็ให้ขอความเห็นชอบจากสภาโดยทันที นอกจากนี้เรายัง กำหนดให้เมื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงก็กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องนำเสนอ รายงานผลการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๓๐ วัน หรือในกรณีที่ ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในขณะนั้นก็ให้รอรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ต่อไป ส่วนใน วรรคท้ายที่กำหนดว่าจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอีกครั้ง ภายหลังสิ้นสุดสถานการณ์ ฉุกเฉินเดิมน้อยกว่า ๓ วันจะกระทำมิได้ ก็เพื่ออุดช่องว่างหากมีนายกรัฐมนตรีคนไหน หัวหมอ ถึงขนาดจะค่อย ๆ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปทีละ ๓ วันเกิดขึ้นจริง ๆ ผมก็ได้มีการอุดช่องว่างตรงนี้เอาไว้แล้ว สาระสำคัญต่อมาครับท่านประธานในมาตรา ๙ เรื่องการออกข้อกำหนดของนายกรัฐมนตรีภายหลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ตัดอำนาจการออกข้อกำหนดห้ามการเสนอข่าวที่อาจทำให้ประชาชนหวาดกลัวหรือ เข้าใจผิดจนกระทบความมั่นคง ความสงบสุขที่เคยมีอยู่ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ ออกไป เพราะผมเห็นว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นข่าวสารที่ประชาชนควรจะได้รับมากที่สุด ไม่ใช่ ข่าวสารด้านเดียวที่รัฐควบคุมว่าต้องให้ประชาชนรู้อะไร ไม่รู้อะไรเท่านั้น แต่ต้องเป็นข้อมูล ข่าวสารที่รอบด้าน มาจากหลายภาคส่วนที่เห็นในหลายแง่มุม ให้ประชาชนได้รับรู้อย่างทั่วถึง ที่สุด เพื่อทำให้ประชาชนเท่าทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและสามารถตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาลได้
สาระสำคัญประการที่ ๓ ครับท่านประธาน คือการตัดข้อยกเว้นที่ให้ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งหรือการกระทำใดภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ไม่ให้อยู่ อำนาจของศาลปกครองและข้อยกเว้นให้พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับ พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก. นี้ไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญาหรือทางวินัย เนื่องจาก การปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำความผิดกฎหมายที่เคยมีอยู่ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ ตามลำดับออกไป เพื่อยืนยันว่าการใช้ อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าในสถานการณ์ใดจะต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบขององค์กร ตุลาการได้อย่างเต็มที่เสมอ ไม่ใช่จะอ้างสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วมาออกข้อกำหนดอะไรก็ได้ ใช้งานเจ้าหน้าที่ไปกระทำการใด ๆ ที่เกินเลยจากการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างไรก็ได้ แล้วไม่ต้องมากังวลว่าจะถูกยกเว้นไม่ให้ตรวจสอบต่อไป เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป สำหรับตัวร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้
สาระสำคัญประการสุดท้ายตามมาตรา ๑๒ กรณีการประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ที่ให้อำนาจประกาศให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลได้ จากเดิมใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่สามารถควบคุมตัวได้นานสูงสุดถึง ๗ วัน ขยายเวลาได้นานสุดถึง ๓๐ วัน และไม่ให้ควบคุมตัวไว้ในสถานีตำรวจที่คุมขังทัณฑสถาน หรือเรือนจำนั้น ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่กระบวนการที่ดีที่สุดที่จะเป็นหลักประกันสิทธิ ให้กับประชาชนได้ดีที่สุดในสถานการณ์ฉุกเฉินครับท่านประธาน ก็คือจะต้องดำเนินการ ด้วยกระบวนการเช่นเดียวกันกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยการควบคุม ให้ควบคุมตัวได้ไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง ต้องควบคุมตัวภายในสถานีตำรวจที่ญาติและทนายความ เข้าถึงได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะถูกทรมานหรืออุ้มหายได้ และเมื่อครบกำหนดแล้ว หากจะต้องควบคุมตัวต่อไปก็ให้ดำเนินการต่อไปตามกระบวนการในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น และการจับกุมควบคุมตัวทั้งหมดนี้จะต้องไม่กระทบกระเทือน ต่อสิทธิของญาติและครอบครัวที่จะได้เข้าเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัวตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาด้วย ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. การบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน ความจริงแล้วไม่ใช่ร่างกฎหมายที่มันใหม่หรือมีความซับซ้อนอะไรเลยครับ ท่านประธาน การเข้าใจกฎหมายนี้ง่ายมากครับ เพราะร่างกฎหมายนี้ท่านประธาน มันคือ การเพิ่มอำนาจให้กับสภา ให้อำนาจของผู้แทนของประชาชนสามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ มันคือการเพิ่มอำนาจให้กับศาลปกครองที่จะเข้ามาดูว่ามันมีการใช้สิทธิ ใช้อำนาจในการ ละเมิดสิทธิของประชาชนหรือไม่ ซึ่งสถานการณ์จะพิเศษ จะปกติ กระบวนการเหล่านี้ หลักการเหล่านี้จะต้องมีอยู่ตลอดไป นี่คือสาระสำคัญ นี่คือหัวใจของกฎหมายฉบับนี้ ตลอดเวลาที่ผมอยู่ในสภาแห่งนี้มาเกือบ ๓ ปี ผมได้เห็น ส.ส. ทั้งที่เป็นรัฐมนตรี ที่เคยเป็น รัฐมนตรีและที่ไม่เป็นรัฐมนตรี ต่างภาคภูมิใจในการเป็น ส.ส. เพราะนี่คือการทำหน้าที่ อันมีเกียรติในฐานะของการเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการเอาความทุกข์ร้อนเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ วันนี้ผมกำลัง เสนอกฎหมายที่เพิ่มอำนาจให้กับพวกท่าน เพิ่มอำนาจให้กับศาลปกครอง ให้มีอำนาจในการตรวจสอบรัฐบาลเพื่อไม่ให้รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลทรราชย์ ใช้อำนาจ ในการละเมิดประชาชนอย่างไม่ต้องรับผิดชอบ เราอยู่กับวงจรอุบาทว์แบบนี้มาเป็นเวลานาน แล้วท่านประธาน ถึงเวลาคืนอำนาจการตรวจสอบรัฐบาลที่เราถูกขโมยไปให้กับสภา ผู้แทนราษฎร ด้วยร่างกฎหมายฉบับนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ผมหวังว่า สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จะช่วยกันทำหน้าที่อย่างมีกระดูกสันหลัง จะช่วยกันยืนยัน ในสิ่งที่ผมกำลังยืนยันอยู่ ขอให้พวกเราได้ทำหน้าที่อย่างมีศักดิ์ศรี อย่างมีความรับผิดชอบ อย่างซื่อตรงกับประชาชน ขอบคุณครับท่านประธาน