อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเสนอให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การประกาศใช้ การควบคุมตัว และการรายงานต่อสภา พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับอำนาจเจ้าหน้าที่ในการเรียกตัวบุคคลมารายงานตัวและสถานที่ควบคุมตัวที่ควรกำหนดให้ชัดเจนในกฎหมาย
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัด ยะลา ขออภิปรายต่อร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. .... ที่เสนอโดยท่านรังสิมันต์ โรม กับคณะ ท่านประธานครับ พระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ หรือที่เขาเรียกว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นกฎหมายที่ออกโดย ฝ่ายบริหารในขณะนั้น คือรัฐบาลของท่าน พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ภายหลังเกิด เหตุการณ์ที่คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกโดยทั่วกันว่าเป็นเหตุปิดเมืองยะลา เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๘ หลังจากนั้นรัฐบาลจึงได้ออก พ.ร.ก. ฉุกเฉินในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ และเริ่มประกาศใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยจังหวัด ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลา คืออำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอนาทวี อำเภอเทพา ต่อมามีการประกาศยกเลิกการบังคับใช้ในพื้นที่บางอำเภอ โดยรวมแล้วกฎหมายฉบับนี้ก็ยังมีใช้อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้นี้ก็บังคับใช้ให้เป็นพื้นที่ที่สถานการณ์ร้ายแรง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘ จนถึงปัจจุบันนี้ ตัว พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่บังคับใช้มาโดยตลอดนั้นเป็นกฎหมายที่มีเนื้อหา ลักษณะพิเศษ มีเจตนานำมาใช้ชั่วขณะ ชั่วครั้งใช้เฉพาะกิจ เฉพาะกรณีเป็นครั้งเป็นคราว เพราะกฎหมายที่เขียนไว้เป็นกฎหมายที่รวบอำนาจของส่วนราชการทั้งหมดไปอยู่ที่ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร สำหรับร่างฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ มีประเด็น สำคัญที่แก้ไขกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันหลายประการ ขออนุญาตอภิปรายในส่วนที่ สำคัญ ๆ และถือว่าเป็นประโยชน์ในการพิจารณาของสมาชิก ณ สภาแห่งนี้ อาทิเช่น ระยะเวลาที่ให้นายกรัฐมนตรีประกาศใช้จากเดิม ประกาศได้ครั้งละไม่เกิน ๓ เดือน แต่ใน กฎหมายในร่างฉบับนี้ให้เหลือเพียง ๓๐ วัน การขอขยายระยะเวลาในการประกาศใช้ได้คราว ละไม่เกิน ๓๐ วันเช่นเดียวกัน หรือกรณีที่เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการ ประกาศใช้ของนายกรัฐมนตรีแล้ว ต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๗ วันนับแต่วัน ประกาศใช้กฎหมายฉบับนั้น ในการนำเสนอต่อสภาในร่างที่คณะผู้เสนอได้เสนอนั้น มีเขียนรายละเอียดไว้ด้วยว่าต้องเสนอ อะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นแผนการแก้ไขสถานการณ์ มาตรการและข้อกำหนดเพื่อแก้ไข สถานการณ์ กระบวนการนำไปสู่การยุติของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีกระบวนการ อย่างไรที่นำไปสู่การยกเลิกการยุติการประกาศใช้ และเมื่อสิ้นสุดการใช้อำนาจตาม สถานการณ์ฉุกเฉินแล้วระบุไว้ด้วยว่า นายกรัฐมนตรีต้องเสนอรายงานผลการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๓๐ วันนับแต่วันสิ้นสุดการประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนั้นแล้วในร่างฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่นี้มีการระบุไว้ด้วยว่า การควบคุมตัวบุคคลในฐานะผู้ต้องสงสัย มีการแก้ไขจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ ซึ่งปัจจุบันที่บังคับใช้อยู่นั้นมีบัญญัติไว้ว่า ควบคุมตัวได้ครั้งละไม่เกิน ๗ วัน แต่ร่างที่เสนอมา วันนี้ให้มีการควบคุมได้ครั้งละไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมงเท่านั้น ไม่สามารถจะขอขยายระยะเวลาการ ควบคุมตัวต่อได้อีกต่อไป หากที่จะมีการควบคุมตัวต่อทำได้ในกฎหมายในร่างฉบับนี้บอกว่า จะต้องไปใช้กระบวนการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ลักษณะบทตรงนี้ คล้ายกับในพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกซึ่งมีเขียนไว้ว่า ในการกักตัวบุคคลนั้นกักตัวได้ไม่เกิน ๗ วันและไม่สามารถจะควบคุมตัวต่อได้เช่นกัน แต่ส่วนตัวแล้วในส่วนร่างที่นำเสนอนี้ยังมี บางประเด็นที่ยังมีเห็นต่างและอาจจะต้องมีการนำเสนอเพื่อขอแปรญัตติ หากร่างฉบับนี้ได้ การพิจารณาในวาระหนึ่งและมีการตั้งกรรมาธิการพิจารณา อาทิเช่น ในส่วนของ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ (๒) ซึ่งเป็นเนื้อความเหมือนกับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่ให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ในการเชิญตัวให้บุคคลมารายงานตัว เพราะสภาพปัญหาในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เฉพาะการควบคุมตัวและเชิญซักถามตามมาตรา ๑๑ (๑) เท่านั้น แต่มาตรา ๑๑ (๒) ในการเรียกตัวให้บุคคลมารายงานตัวก็เป็นปัญหา เพราะไม่มีการ กำหนดว่าให้มารายงานตัวกี่ครั้ง เมื่อไร อย่างไร จึงให้เป็นปัญหาที่จะต้องถูกเจ้าหน้าที่เข้าไป พบ เข้าไปหาที่บ้านโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา เหล่านี้คือสภาพปัญหาที่หากมีการพิจารณา ในชั้นกรรมาธิการ ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คงจะต้องมีการ ขอแปรญัตติ นอกจากนั้นแล้วในส่วนของมาตรา ๑๒ ที่ไม่ได้ระบุถึงสถานที่ที่ผู้ถูกควบคุมตัว ไปควบคุมไว้ ซึ่งผมเห็นต่างจากผู้นำเสนอกฎหมายได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่นี้ว่า จำเป็นที่จะต้อง บัญญัติไว้ชัด ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเวลาเพิ่มเติมอีกสักนิดหนึ่งครับ มีสาระสำคัญที่อยากจะนำเสนอ เนื่องจากว่าในการควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวนั้น เรายืนยันว่า เขาไม่ได้เป็นผู้ต้องหา ฉะนั้นถ้าเราไม่ระบุไว้ว่าห้ามไม่ควบคุมตัวที่สถานที่ที่เป็นสถานีตำรวจ หรือทัณฑ์สถาน หรือที่กักขังนั้นก็จะเกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย เหล่านี้เป็น สิ่งที่จะต้องมีการระบุไว้ว่า จำเป็นว่าจะต้องมีการระบุว่าต้องไม่ใช่ในการควบคุมที่สถานี ตำรวจหรือสถานที่เช่นเดียวกัน โดยสรุปแล้วก็คือควรที่จะมีการบัญญัติเช่นเดียวกับกฎหมาย ที่มีบังคับใช้ในปัจจุบัน นอกจากนั้นแล้วในร่างฉบับนี้ควรจะกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครอง บุคคลที่ถูกเชิญตัว เพื่อควบคุมตัวและซักถามหรือเชิญตัวมารายงานตัว คือต้องกำหนดให้ ตลอดระยะเวลานับแต่การควบคุมตัว หรือมารายงานตัวต้องบันทึกภาพเคลื่อนไหว และบันทึกเสียงตลอดระยะเวลาจนกว่าจะสิ้นสุดการควบคุมตัวหรือรายงานตัว เรื่องนี้เป็น เรื่องสำคัญครับ เพราะหลายครั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีข้อร้องเรียนมาตลอดว่า ตลอดระยะเวลาการควบคุมตัวหรือซักถาม มีการซ้อม มีการทรมาน มีการสอบปากคำให้ไว้ในฐานะพยาน หรือไว้ในฐานะของผู้ให้ ถ้อยคำ และผู้ถูกควบคุมตัวดังกล่าวนั้นให้ถ้อยคำรับสารภาพ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็น ผู้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และที่ซ้ำร้ายมีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๓๒๑๔/๒๕๖๐ สรุปความสาระสำคัญได้ว่า ข้อมูลบันทึกที่ได้จากการดำเนินกรรมวิธีหรือบันทึกซักถามของ ผู้ต้องสงสัยในฐานะพยานไม่ใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ เพราะ ขณะนั้นยังไม่ได้ถูกจับ คำสารภาพและถ้อยคำจึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามกฎหมาย นี่คือสิ่งที่เรา ควรจะต้องพิจารณา ยังมีอีกหลายประเด็นที่จะต้องปรึกษาหารือกันในชั้นกรรมาธิการ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ใช้มาแล้ว ๑๖ ปี และพบปัญหาอุปสรรคควรจะต้องได้รับการ ปรับปรุงแก้ไข ส่วนไหนที่มีความล้าสมัยหรือไม่เหมาะสม ไม่ทันต่อสถานการณ์จึงต้องได้รับ การแก้ไข จึงขอสนับสนุนรับหลักการในวาระที่ ๑ ร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อพิจารณาในชั้น กรรมาธิการ และวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ