สงวน พงษ์มณี ระบุว่า รัฐบาลไม่เห็นชอบกฎหมายฉบับนี้ และมองว่ากระบวนการในสภาเป็นกระบวนการตรวจสอบที่หลายคนไม่เข้าใจ และว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่ผ่าน เพราะรัฐบาลไม่รับ และต้องการให้ฝ่ายรัฐบาลช่วยเสนอร่วมกับฝ่ายค้านในการแก้ไขกฎหมาย
กราบเรียนท่านประธาน ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูนที่ผมต้องการลุกขึ้นมาแสดงความคิดเห็นในกฎหมายฉบับนี้ เพราะว่าทางสังคมมันมีวิวาทะว่า เมื่อรัฐบาลรับไปพิจารณาความหมายมันคืออะไร อันนี้ วันนี้เราก็เห็นแล้วว่าการรับไปพิจารณามันเกิดจากหลายเรื่องก็แสดงว่ากฎหมายฉบับนี้ โดยเจตนาของผู้ร่างมีเจตนาชัดเจนที่จะช่วยผู้คนในสังคมว่าเราควรมีสิทธิ มีสิทธิของพลเมือง ที่จะประกันตัวเองได้ โดยเหตุผลต่าง ๆ ที่เขียนไว้ ทีนี้เราเห็นกระบวนการของ การรับไปพิจารณา เมื่อไรที่กระแสสังคมเห็นด้วย ก็จะมีกระบวนการแจ้งว่ามันควร จะต้องร่าง มันควรจะต้องรับด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่หน่วยงาน ไม่ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกฤษฎีกา หรือสำนักงานไหนก็ตามที่รัฐบาลร้องขอให้มาดูแล ผมจึงไม่ค่อยอ่านในส่วนนี้ มากนัก เมื่ออ่านดูแล้วก็คือว่าทางรัฐบาลไม่เห็นชอบที่จะให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านสภา ถ้าเป็น อย่างนี้สภาควรจะทำอะไร พี่น้องประชาชนควรจะทำความเข้าใจอย่างไร ท่านประธานครับ สิ่งสำคัญอันหนึ่งประเทศเราปกครองโดยระบบเสียงข้างมาก ในสภาเสียงข้างมากคือ ฝ่ายรัฐบาล การทำหน้าที่ของเราคือเข้ามาในสภาแล้วต้องลงชื่อ เราทำหน้าที่เราแล้ว แต่ตรงนี้ต้องเป็นความรับผิดชอบของเสียงข้างมาก ท่านมีเสียงข้างมากท่านถึงได้ไปบริหาร บ้านเมืองได้ ท่านมีเสียงข้างมากท่านจึงสามารถออกกฎหมายในสภานี้ได้ เพราะฉะนั้น กระบวนการในสภาจึงมีกระบวนการตรวจสอบที่หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ทำไมต้องทำอย่างนี้ ผมยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้อ่านดูแล้วคงไม่ผ่าน เพราะรัฐบาลไม่รับ และ ผมคิดอะไรครับ ผมดูต่อว่าเจตนาของผู้ร่างผมไม่ได้มองเป็นอื่น เพราะท่านอยู่ในกระบวนการ ยุติธรรมมาตลอด เรารู้จักมักคุ้นกัน แล้วก็เคารพในสิทธิความคิดความเห็นของท่านอยู่ ถ้าผม จะไม่เห็นด้วย ผมกลับมองในเรื่องของเทคนิคในการเสนอกฎหมาย ท่านเสนอกฎหมาย ๒ ฉบับในการแก้ไขกฎหมายทั้ง ๒ เรื่อง แต่ท่านเขียนหลักการกว้างเหมือนเสนอกฎหมายใหม่ เลย ถ้าเขียนหลักการอย่างนี้ถ้าผมจะกังวลนะ ก็กังวลว่าเดี๋ยวเข้าไปกว้างอย่างนี้ก็เขียนแก้ได้หมด ทุกเรื่อง เพราะท่านไม่ได้กำหนด ท่านไปอ่านฉบับที่ ๒ เลยครับ ท่านบอกเลยว่าท่านจะแก้ กฎหมายฉบับนี้ เรื่องนี้ในมาตราไหนบ้าง แก้อย่างไร นี่คือหลักการเขียนกฎหมายที่ผมเจอมา ตลอดชีวิตการเป็นผู้แทนที่นี่ในการแก้ไขกฎหมาย ยกตัวอย่างกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งยังอยู่ใน สภาอยู่ แต่มันผ่านสภาเราในชั้นรับหลักการที่ ๑ ไปแล้ว คือกฎหมายว่าด้วยการศึกษา มัน เริ่มต้นจากคณะกรรมาธิการสามัญศึกษา ซึ่งระดมครูทั่วประเทศเราต้องช่วยกันเขียน เสร็จ แล้วเห็นว่ามันเป็นปัญหาอย่างยิ่งในการบริหาร ซึ่งตามคำสั่งที่ ๔๔ ของรัฐบาลมันไปไม่ไหว จริง ๆ ในการบริหารประเทศ ในการบริหารการศึกษาในจังหวัดต่าง ๆ ก็แก้ไขคำสั่งที่ ๑๙ จำ ได้ไหมครับ เริ่มต้นจากตรงนี้ท่านประธาน กับกรรมาธิการทั้งหมดรู้ปั๊บ เอาล่ะเห็นด้วยแล้ว จะทำแล้ว แล้วทางเทคนิคคิดจบแล้วว่าจำเป็นต้องแก้ เหมือนที่ท่านเสนอกฎหมาย นี่คือทาง เทคนิคต้องแก้แล้ว แต่ทางกลยุทธ์จะให้กฎหมายผ่าน ต้องเอาเรื่องนี้ไปคุยกับครูด้วยกันที่ เป็น ส.ส. ในฝ่ายรัฐบาลให้เขาเห็นด้วยกับเราแล้วเขารับกฎหมายนี้ไป เมื่อกฎหมายนี้เป็น ของรัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมากแล้วเราเติมเข้าไป มันก็ผ่านสภาอยู่ดี เพราะเราปกครอง โดยเสียงข้างมาก ถ้าเป็นอย่างนี้ผมกำลังจะบอกสมาชิกพวกเราว่า ต่อไปถ้าเราเห็นด้วย อย่างไรฝ่ายค้านต้องร่วมกันคิดทางเทคนิคว่าแก้อย่างนี้ ๆ เสร็จแล้วตอนเสนออาจจะไปขอ ฝ่ายรัฐบาลช่วยเสนอร่วมกับเราได้ เห็นไหมครับท่าน การอยากยุติกฎหมายมี ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งให้ช้าลงหรือว่าให้ดูแลก่อน เรื่องหนึ่งคือรับไปพิจารณาก่อน ขอรับไปพิจารณา ก็พิจารณาออกไปอย่างนี้ถ้าเห็นด้วย มีกระแสข้างนอกเห็นด้วยมากก็จะเอา ไม่เห็นด้วย เป็นอย่างนี้ ผมคิดว่าคงเป็นกังวลหลายเรื่อง ผมก็แสดงเจตนาชัดเจนว่าผมกังวลที่เขียน หลักการที่ต่างกัน ของท่านเองผมไม่ได้เปรียบเทียบกับคนอื่น ผมเปรียบเทียบกับผู้เสนอเอง ทั้ง ๒ ฉบับนี้ท่านเขียนต่างกัน ผมว่าจุดนี้เป็นจุดอ่อนจุดหนึ่งที่ผมมองเห็น ท่านครับ หลายอันเป็นไปได้ไหมที่เราจะร่วมกันแก้ไขใหม่ และวันนี้ผมยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้รัฐบาล ไม่รับแน่ ผมก็มองว่ากลยุทธ์ในการเสนอกฎหมายต้องเริ่มคุยกันให้หนักกว่านี้แล้วครับ เพราะว่าช่องทางในการเบรก (Break) กฎหมายมีตั้ง ๒-๓ อย่าง ขอบคุณครับท่านประธานครับ แสดงความคิดเห็นเท่านี้ครับ