นพดล ชี้ปัญหาถ่ายโอนถนนท้องถิ่น ขาดบุคลากร-งบไม่สอดคล้อง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

นพดล แก้วสุพัฒน์ หารือปัญหาการถ่ายโอนภารกิจถนนทางหลวงชนบทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งยังขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะวิศวกร ทำให้ไม่สามารถซ่อมแซมหรือออกแบบถนนตามมาตรฐานได้ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการจัดสรรงบประมาณและเงินอุดหนุนที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจที่ถ่ายโอนจริง รวมถึงขาดกลไกบูรณาการการใช้ทรัพยากรระหว่างหน่วยงานกลางกับท้องถิ่น

นายนพดล แก้วสุพัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนนทบุรี ขออภิปรายรายงานการพิจารณาศึกษาปัญหาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับ องค์กรส่วนปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่าจากการกระจายอำนาจที่ให้มีการถ่ายโอนถนน ให้กับท้องถิ่น เริ่มต้นจากถนนของกรมโยธาธิการ ถนนของพัฒนาชนบทให้กับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว กลับไปตั้งทางหลวงชนบทขึ้นมาใหม่ โดยภารกิจเริ่มต้น กำหนดไว้ว่า ๕ ปีจะยกเลิก ตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๔ จนปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่ อย่างเดิม แถมมีถนนของทางหลวงชนบทมากกว่าทางหลวงที่ถ่ายโอนให้กับท้องถิ่น จำนวนมาก ทำให้งบประมาณแทนที่จะไปอยู่กับท้องถิ่นให้สอดคล้องกับภารกิจถนน ที่ถ่ายโอน กลับไปตั้งอยู่ในงบประมาณของกรมทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นคนละส่วนกับ ทางหลวงของท้องถิ่นที่ถ่ายโอน แล้วงบประมาณที่จัดสรรให้กับท้องถิ่นตามภารกิจถ่ายโอน เรื่องถนนก็เป็นคนละงบกับงบประมาณของทางหลวงชนบท เพราะท้องถิ่นเองจะมีทางหลวง ท้องถิ่น ส่วนทางหลวงชนบทก็เป็นของทางหลวงชนบทเอง ท้องถิ่นเองจะรับภารกิจที่เป็น ถนนถ่ายโอนจากของเดิม ถ้าเป็น ๒ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นไปส่วนใหญ่ก็จะไปขึ้นอยู่ กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด แต่ถ้าเป็นขององค์กรส่วนท้องถิ่นเดี่ยวก็จะเป็นขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น เป็นของ อบต. หรือเป็นของเทศบาลนั้น ๆ ปัญหาในด้าน การบริหารจัดการเพราะว่าภารกิจมีเยอะ แต่งบประมาณไม่สอดคล้องกับงบที่จะมาซ่อม บำรุง ซึ่งอีกส่วนหนึ่งในเรื่องของบุคลากรเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินของ กรมบัญชีกลางว่า การทำแผนในเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างจะต้องใช้วิศวกร ถามว่า อบต. มีวิศวกรกี่คนที่จะออกแบบสร้างซ่อมในภารกิจทางหลวงที่ถ่ายโอน ถ้าไม่มีก็ไม่มีสิทธิ ที่จะไปตั้งงบประมาณหรือออกแบบได้ แต่ความเดือดร้อนของประชาชนที่จะต้องใช้ ในการบริการถนน ก็จำเป็นนะครับ นี่ก็คือเป็นประเด็นหนึ่งที่จะอยากจะตั้งข้อสังเกตไว้

ส่วนในเรื่องของเงินอุดหนุน ผมคิดว่าไม่สอดคล้องกับภารกิจถ่ายโอน ในหมวดของเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้กับท้องถิ่นในเรื่องของเงินอุดหนุนตามอำนาจหน้าที่ และภารกิจถ่ายโอน ก็คือภารกิจถ่ายโอนท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ทางหลวงชนบทอย่างเดียว หรือเป็นทางหลวงที่เป็นท้องถิ่นถ่ายโอน ยังมีภารกิจอื่น ๆ อีกร่วม ๓๐๐ กว่าภารกิจที่ถ่าย โอนมาและมีงบให้ท้องถิ่น ภาพรวม ๗,๘๐๐ กว่าแห่ง แค่ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไปแบ่งกันแล้วก็ได้กันคนละไม่กี่สตางค์ กลับกลายมาเป็นงบดำเนินการบริหารจัดการของ ท้องถิ่นไป ไม่ได้เป็นงบบริหารจัดการในภารกิจถ่ายโอนนั้น ๆ นะครับ ซึ่งผมคิดว่าการที่จะตั้ง งบประมาณโดยคิดคำนวณจากรายได้ของท้องถิ่นในเรื่องของเงินอุดหนุน ผมคิดว่า เงินอุดหนุนทั่วไปเป็นเงินอุดหนุนที่ควรจะตั้งไว้ให้ท้องถิ่น แต่เงินอุดหนุนทั่วไปที่กำหนด วัตถุประสงค์ เช่น ไปเป็นเงินของเบี้ยผู้สูงอายุ นมโรงเรียน อสม. ต่าง ๆ พวกนี้ ควรจะตัดออก ไม่มานับรวมเป็นรายได้ของท้องถิ่น เพื่อที่จะทำให้รายได้ท้องถิ่นในการที่จะ จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนที่ไปทำภารกิจของท้องถิ่นจริง ๆ นั่นก็คือประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะ เสนอเพิ่มเติมไว้ในส่วนของเงินอุดหนุน ส่วนเงินเฉพาะกิจนั่นก็อีกครั้งหนึ่งที่คิดว่าเป็นภารกิจ ของรัฐบาลแต่มานับเป็นรายได้ของท้องถิ่น หรือเมื่อสักครู่จากสัดส่วนที่เป็นแนวเสนอว่า ถ้าจะเอาเงินอุดหนุนเฉพาะกิจมาตั้งเป็นงบบำรุงซ่อมแซมภารกิจถ่ายโอน เช่น ถนน ถามว่า จะใช้ซ่อมแซมกี่ปีในวงเงินขณะนั้น เพราะว่าถ้าซ่อมแซมครั้งเดียวครั้งต่อไปก็จะต้องไปทำ ในเรื่องอื่นก็คงจะเป็นประเด็น เพราะผมเห็นว่าเงินอุดหนุนของท้องถิ่นที่กำหนดวัตถุประสงค์ จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ตอนนี้ก็มีการจะถ่ายโอน รพ.สต. ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งประเทศ ถ้าทำได้เรียบร้อยรายได้ที่ถูกนับเป็นรายรับของท้องถิ่นจะนับทั้งบุคลากร ค่าใช้จ่ายของ รพ.สต. ทั้งหมด ๗,๘๐๐ กว่าแห่งตรงนั้น ในจำนวน ๑๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ที่มีอยู่ด้วยจะทำให้เป็นรายจ่ายที่เป็นรายการของรัฐปกติมานับเป็นรายได้ของท้องถิ่นทำให้ เป็นรายการที่เป็นรายจ่ายประจำของท้องถิ่นมากขึ้น แต่ส่วนรายรับนั้นจะน้อยลง เพราะว่า งบบำรุงรักษาหรือพัฒนาจะลดลงจะเป็นรายจ่ายประจำหรือเป็นเงินส่วนของนโยบายรัฐ จะมากขึ้น ผมคิดว่าตรงนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งในเรื่องของเงื่อนไขที่อยากจะตั้งข้อสังเกตในเรื่อง ของการบูรณาการของท้องถิ่น เพราะว่าการถ่ายโอนมาแล้วบุคลากรหรือเครื่องมือต่าง ๆ ที่ถ่ายโอนจะไปตกอยู่กับท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งไม่สามารถจะไปร่วมกันใช้ได้ ตรงนี้น่าจะมี การแก้กฎหมายให้ใช้ระบบบูรณาการร่วมกันเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดในเครื่องมือเครื่องใช้ และงบประมาณที่มีอยู่ก็คงจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะเสนอเพิ่มเติมในข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการซึ่งตั้งใจที่จะพิจารณาแก้ปัญหาการถ่ายโอนทางหลวงชนบทของท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่าท้องถิ่นเองก็ไม่ค่อยมีใครหยิบยกขึ้นมาพูดมากนัก ก็ต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ