พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือการใช้จ่ายงบประมาณปี 2564 ที่ยังดำเนินการตามแนวทางเดิมโดยขาดการปรับตัวต่อวิกฤตโควิด-19 ตั้งข้อสังเกตความคลาดเคลื่อนของตัวเลขรายได้แผ่นดิน และเรียกร้องให้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเพื่อป้องกันวิกฤตการคลัง พร้อมทั้งแสดงความกังวลต่อรายจ่ายด้านบุคลากรที่พุ่งสูงเกินหนึ่งล้านล้านบาท เห็นควรให้มีการวิเคราะห์และวางแผนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อความยั่งยืนทางการเงินในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นท่านประธานครับ ผมขอขอบคุณกรมบัญชีกลางที่ได้จัดทำเอกสารฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังที่ให้มีการจัดทำรายงานเพื่อเสนอรัฐสภา เพื่อทราบ สำหรับงบที่เราดูก็คืองบของปี ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นงบประมาณที่รัฐบาลโดยท่าน นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอต่อสภาเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๓ งบประมาณปี ๒๕๖๔ ก็ได้จบสิ้นลงไปเมื่อตอนเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๔ เพราะฉะนั้นข้อมูลต่าง ๆ จึงได้มีปรากฏ ขึ้นมา ข้อมูลเหล่านี้ผมเคยอภิปรายไปว่างบประมาณแผ่นดินควรจะเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ในการแก้ไขวิกฤติ และเมื่อตอนไตรมาสที่ ๒ ของปี ๒๕๖๓ ก็เป็นช่วงที่วิกฤติของโควิด (COVID) กำลังปะทุขึ้น แต่ว่าประเทศไทยอาจจะยังไม่รุนแรงเท่าที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เราก็ได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนด ๑ ล้านล้านบาท ไปก่อนหน้านี้โดยมีการใช้เงิน เพื่อดูแลเรื่องโควิด (COVID) โดยตรง ก็เลยกลายเป็นว่างบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ซึ่งเข้าสภา แล้วก็มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑ ตุลาคม ปี ๒๕๖๓ ก็ไม่ค่อยได้มีสาระที่จะดูแลในเรื่องของโควิด (COVID) ก็จะเป็นการจัดงบแบบเดิม ๆ เหมือนกับปีก่อน ๆ ผมก็เคยคอมเมนต์ (Comment) ประเด็นนี้ไว้ ซึ่งเมื่อตรวจดูจากเอกสารฉบับนี้แล้วก็เป็นไปตามที่ห่วงตอนนั้นว่า ก็เป็นการใช้ จ่ายแบบเดิม ๆ ซ ้าร้ายไปกว่านั้น ประเด็นที่ผมเป็นห่วงมากก็คือเรื่องของวิกฤติงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลก็ปฏิเสธโดยตลอด วิกฤติงบประมาณได้เกิดขึ้น จริง ๆ ก็เกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ก็คือรัฐบาลนี้มีรายได้ตกต ่ากว่าประมาณการที่ตั้งไว้กว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๔ นี้ สผ ๒๘/๒๕๖๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ประภาลักษณ์ ๙๑/๓ แต่ในส่วนนี้ในเรื่องของรายได้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องมีนโยบาย มีมาตรการในการดูแลต่อไป เพราะว่าหากปล่อยให้รายได้ตกต ่าไปเช่นนี้ทุกปีปีละ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็หมายถึงว่า หนี้ที่เราจะต้องก่อแต่ละปีก็ต้องพอกขึ้นไปเรื่อย ๆ จริง ๆ ตัวเลขที่ท่านเอามารายงาน ในเอกสารฉบับนี้ว่าปี ๒๕๖๔ มีรายได้รับจริงทั้งภาษีอากรและที่ไม่ใช่ภาษีอากร แล้วก็ หักถอนรายได้แผ่นดินก็คือ หักเงินอื่น ๆ ที่จ่ายให้ท้องถิ่นไปแล้ว เหลือที่ ๒.๔๓๗ ล้านล้านบาท ก็ไม่ค่อยตรงกับตัวเลขที่ทางกระทรวงการคลังได้เคยทำเป็นข่าวเสนอไว้ว่าอยู่ที่ ๒.๓๖๙ ล้านล้านบาท แต่ก็ดีครับ คือตัวเลขสูงขึ้น ผมก็อยากจะให้ท่านลองไปตรวจสอบดูว่า เหตุใดตัวเลขที่กระทรวงการคลังประกาศว่ารายได้ของปี ๒๕๖๔ จึงต่างจากที่ท่านนำเสนอ ในเอกสารฉบับนี้ อันนี้ก็คงจะเป็นเรื่องของการที่มีการรายงานให้สมบูรณ์มากขึ้น ผมก็เชื่อว่า ตัวเลขครั้งหน้าก็น่าจะถูกต้อง แต่ว่าเพื่อความรอบคอบช่วยตรวจสอบด้วยนะครับ
ประเด็นที่กระผมจะกล่าวต่อไปก็คือเรื่องของรายจ่าย เมื่อก่อนหน้านี้เราได้ อภิปรายการโอนงบประมาณของสำนักงบประมาณไปแล้ว ผมก็ได้ชี้ประเด็นในเรื่องของ งบกลางกับงบบุคลากรว่างบทั้ง ๒ นี้จริง ๆ มันควรจะอยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะงบกลาง ในส่วนของรายจ่ายบุคลากร เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง หรือค่าบำเหน็จ บำนาญก็ตาม ตัวเลขของท่านในที่นี้ก็ยืนยันสิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือเรื่องของ รายจ่ายเกี่ยวกับบุคลากร ณ เวลานี้มันมีการเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งมันจะต้องมีการบริหาร จัดการ รายจ่ายที่ท่านแสดงอยู่ในนี้มีอยู่แค่ประมาณ ๖๓๐,๐๐๐ ล้านบาทก็จริง แต่ว่า ในงบกลางยังมีงบอีกถึง ๔๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ตั้งไว้ก็ยังไม่พอครับ ยังต้องมีการโอนงบเพิ่ม ไปอีก ๒๐,๐๐๐ ล้าน ตามที่สำนักงบประมาณได้รายงานมาเมื่อก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้น เบ็ดเสร็จแล้วงบเกี่ยวกับบุคลากรของรัฐจะมีเกินกว่า ๑.๑ ล้านล้านบาท แล้วก็ สำนักงบประมาณที่มาชี้แจงเองก็ยังบอกย ้าเสียด้วยซ ้าว่า รายจ่ายอย่างเช่น ค่ารักษาพยาบาลประมาณการไม่ได้ ผมก็เป็นห่วงว่าเราจะมีแต่ตัวเลขแล้วก็ไม่มีการบริหาร จัดการ ไม่มีการวางแผน ไม่มีการจัดระบบให้เงินเหล่านี้ได้มีการดูแลบริหารให้เกิดประโยชน์ อย่างเต็มที่ ปล่อยให้การเบิกจ่ายเป็นไปโดยพูดง่าย ๆ ก็คือมีปัญหา ทำให้งบอื่น ๆ ไม่สามารถตั้งได้ ณ เวลานี้กว่า ๑ ใน ๓ ของงบประมาณรายจ่ายเป็นงบเกี่ยวกับบุคลากรแล้ว เพราะฉะนั้นจริง ๆ การรายงานฉบับนี้ผมอยากเห็นท่านวิเคราะห์ในเรื่องนี้ครับ อย่าทำแต่ ตัวเลขเยอะแยะไปหมด ตัวเลขในเอกสารท่านมีในที่นี้เป็นจำนวนมากด้วยกัน แต่การวิเคราะห์ ไม่มีเลยครับ แล้วก็ตัวเลขหลายตัวก็ไม่เอื้อต่อการวิเคราะห์ อย่างที่ผมเรียนว่างบประมาณ มีวิกฤติ ถ้าดูลำพังแค่ตัวเลขเผิน ๆ ก็จะไม่เห็นวิกฤติ แต่อย่างน้อยที่ผมชี้ ๑. รายได้ตกต ่าไป ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒. คือเรื่องของหนี้ที่พอกขึ้น ในปีที่ผ่านมาหนี้มีการพอกขึ้นไปอีก ๑.๕ ล้านล้านบาท เป็นการพอกที่เดี๋ยวผมจะพูดต่อ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่างบประมาณ รายจ่ายของท่านจะถูกบีบให้ลดลง หลาย ๆ หน่วยงานจะเจอปัญหา และเชื่อว่างบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ที่จะเข้าสภาต่อไปจะเจอปัญหาหนัก ทุกหน่วยงานจะต้องโดนสำนักงบประมาณ บีบรัดในเรื่องของการตั้งวงเงินงบประมาณรายจ่าย เพราะฉะนั้นรายงานของท่าน ผมอยากเห็นท่านวิเคราะห์วิกฤติงบประมาณที่จะเกิดขึ้นต่อไปครับ ขอบพระคุณมากครับ