พิสิฐ ลี้อาธรรม ชี้ปัญหาวิกฤติการคลังจากหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 59.58 ของจีดีพี พร้อมตั้งคำถามความไม่สอดคล้องของตัวเลขหนี้และสัดส่วนต่อจีดีพี วิพากษ์การกู้เงินเกินขีดจำกัดในปี 2564 และเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับปัญหา แก้ไขด้วยการเรียกคืนเงินคงคลัง วิเคราะห์ผลกระทบจากค่าเงินบาทที่ลดลงต่อหนี้ต่างประเทศ รวมถึงภาระหนี้จากรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาสภาพคล่อง เช่น ขสมก. และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อจัดการกับหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและลดภาระต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วาระของวันนี้ ๓ วาระที่ได้ผ่านไป รวมถึงวาระนี้จะเป็นวาระที่ ๓ เกี่ยวโยงกันครับ ตั้งแต่เรื่องที่สำนักงบประมาณมาชี้แจงเรื่องการโอนงบประมาณรายจ่าย แล้วก็เรื่องที่กรมบัญชีกลางเมื่อสักครู่ได้ชี้แจงเรื่องของฐานะการเงินของรัฐบาล ของปี ๒๕๖๔ และวาระนี้ก็เป็นเรื่องของหนี้ เรื่องของการกู้เงินในงบประมาณปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านไป ซึ่งอย่างที่ ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่ว่า เราควรต้องยอมรับความจริงครับว่าระบบงบประมาณ ระบบ การคลังเราอยู่ในภาวะวิกฤติ ผมไม่ได้ต้องการจะกล่าวหาท่านใด แต่ว่ามันเป็นปัญหาที่เรา ต้องยอมรับเพื่อจะได้มีการแก้ไขกัน วิกฤติของการคลังด้านหนี้ ก็คือเรื่องของตัวเลข หนี้สาธารณะที่กระโดดขึ้นมา เมื่อปลายปี ๒๕๖๒ หนี้สาธารณะเราอยู่ที่ ๖.๙ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ปีต่อมาปี ๒๕๖๓ กระโดดมาอีก ๑ ล้านล้านบาท เป็น ๗.๘ ล้านล้านบาท เป็น ๔๙ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่งตอนนั้นกระผมเองก็อภิปรายครับว่า หนี้จะต้อง ไปแตะ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ปรากฏว่าสิ้นปี ๒๕๖๔ ก็กระโดดขึ้นไปอีก ๑.๕ ล้านล้านบาท ไปแตะที่ ๕๘.๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) อันนี้ก็คือเมื่อ ๔ เดือนที่แล้ว แต่ว่าตัวเลขล่าสุด ของกระทรวงการคลังที่ได้เผยแพร่ในเว็บไซต์ (Website) อยู่ที่ ๕๙.๕๘ เมื่อตอนเดือน พฤศจิกายนปี ๒๕๖๔ ก็คือ ๙.๖๒ ล้านล้านบาท แล้วท่านนายกก็ได้มีการชิงขึ้นเพดานหนี้ ไปก่อน จาก ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เราก็ไม่ว่ากันเพราะต้องยอมรับว่า สถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลก็ต้องใช้จ่ายเงิน และรายได้ก็ตกต ่า แต่ประเด็นก็คือเราต้อง ยอมรับครับว่ามันเกิดวิกฤติทางการคลัง ๑. รายได้ตกต ่ากว่าที่ประมาณการไว้มาก ๒. การขาดดุลก็เกิดขึ้นมาก เพราะว่ารายได้ตกต ่า เมื่อมีการขาดดุลมากเป็นหลัก ๑ ล้านล้านบาท ปี ๒๕๖๔ ขาดดุลถึง ๑.๕ ล้านล้านบาท จึงทำให้หนี้กระโดดขึ้นไป ๑.๕ ล้านล้านบาท เป็น ๕๙ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) แล้วก็ที่น่าจับตาดูก็คือว่า รัฐบาลจะมีวิธีการใดในการที่ จะหักเหการขยายตัวของหนี้ หรือของการขาดดุล หรือของปัญหาการคลังที่เกิดขึ้นต่อไป คือ ณ เวลานี้เรายังไม่เห็นวี่แววของการดูแลเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นการยอมรับความจริง ในเรื่องนี้จะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมก็อภิปรายหน่วยงานของรัฐบางแห่งที่เป็นองค์กรอิสระ แล้วก็เก็บเงินไว้ เก็บเงินโดยที่ ไม่ได้ไปทำอะไร ไปฝากแบงก์กินดอกเบี้ย ถึงแม้ว่ากฎหมายจะอนุญาตให้เขาทำก็ตามแต่มันก็ ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นกระทรวงการคลังถ้ายอมรับว่ามีวิกฤติก็ต้องรีบไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เงินต่าง ๆ ที่เงินสดที่ไปซุกไว้ตามแบงก์ (Bank) ต่าง ๆ ต้องเรียกคืนมาเพื่อจะได้ช่วยลด ภาระหนี้ ช่วยลดปัญหาเรื่องที่จะต้องไปกู้เงิน อันนี้คือสาระที่ผมอยากจะขออนุญาตพูดเปรย ไว้ในเบื้องต้นเกี่ยวกับรายงานของหนี้ในฉบับนี้ เพราะฉะนั้นตัวเลขหนี้จึงเป็นตัวเลขที่เราต้อง ช่วยกันจับตาดูครับ
มีข้อมูลอีกอันหนึ่งครับที่ผมอยากจะให้ทางผู้เกี่ยวข้องได้ช่วยชี้แจงครับ ตัวเลขหนี้ของปี ๒๕๖๔ เดือนพฤศจิกายนที่รายงานอยู่ที่ ๙.๖๒ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๕๙.๕๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) แต่ครั้นเมื่อถึงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๔ หนี้เพิ่มไปอีก ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๙.๖๔๔ ล้านล้านบาท กลายเป็นว่าท่านคำนวณออกมาว่าต่อจีดีพี (GDP) เหลือ ๕๙.๕๗ ผมก็แปลกใจครับว่า ในเมื่อหนี้พอกขึ้นอีก ๒๕,๐๐๐ ใน ๑ เดือน ทำไม ต่อจีดีพี (GDP) มันจึงลดลงไป อันนี้ช่วยชี้แจงด้วยนะครับ
อีกประการหนึ่งที่ขออภิปรายเพื่อเป็นเร็กคอร์ด (Record) ไว้ ก็คือว่า ในงบประมาณปี ๒๕๖๔ มีการกู้เงินถึง ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เงินที่มาจาก การที่งบประมาณแผ่นดินตั้งวงเงินไว้ แต่ว่าเมื่อมีรายได้ที่จัดเก็บได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายท่านก็ไปกู้เพิ่มอีกแสนกว่าล้าน ผมลอง คำนวณดูว่าหากยึดตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณฉบับเก่ามีมาตรา ๙ ทวิ ที่กำหนดว่า รัฐบาลพึงหรือห้ามกู้เงินเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินรายจ่ายบวก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของเงินต้น ผมคำนวณแล้วปรากฏว่าตัวเลขหนี้ที่ท่านก่อขึ้นมาในช่วงปี ๒๕๖๔ มันจะเกิน ดัชนีตัวนี้ แน่นอนครับท่านก็จะอ้างว่าตอนนี้ดัชนีตัวนี้อาจจะไม่เป็นผลแล้ว เพราะว่า เราหันมาใช้ พ.ร.บ. วินัยการคลัง แล้วก็มี พ.ร.บ. หนี้สาธารณะฉบับใหม่ แต่สาระมันก็คือว่า หนี้ที่ท่านก่อ ๗๓๔,๐๐๐ ล้านมันเกินกว่าวงเงินที่เราเคยดำเนินการกันมาตลอดช่วง ๖๐ ปี เศษที่มีการใช้ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ โดยเฉพาะมาตรา ๙ ทวิ ที่ได้ยกเลิกไปจากการที่มี การตรา พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณฉบับใหม่ อันนี้ก็เป็นสาระที่อยากจะเน้นว่าปัญหาหนี้ ต้องอย่าดูดาย เพราะว่าการที่ท่านกู้เงินมากขึ้น มากขึ้น มันหมายถึงภาระดอกเบี้ย มันหมายถึงความลำบากที่จะเกิดขึ้นกับชนรุ่นต่อไปที่จะต้องชำระหนี้ในส่วนนี้ และส่วนงาน ต่าง ๆ ก็ไม่มีรายได้ ไม่มีรายจ่ายที่จะมาทำงาน เพราะว่าเอาไปใช้หนี้หมด
อีกประการหนึ่งที่อยากจะขอกล่าวไว้เป็นรายงาน ก็คือนอกเหนือจากที่มีหนี้ ที่มีปรากฏอยู่ในนี้แล้ว จริง ๆ ยังมีหนี้อีกตัวหนึ่งที่มาจากมาตรา ๒๘ ใน พ.ร.บ. วินัยการคลัง คือรัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ เช่น ให้ประกันสังคม ให้ ธ.ก.ส. หรือโรงพยาบาล ต่าง ๆ ไปทำงาน แล้วก็ไม่ตั้งงบประมาณชดใช้ให้ อันนี้เป็นหนี้ที่เราต้องคำนึงถึงด้วย
สุดท้ายครับท่านประธานที่ผมอยากจะขอให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงก็คือ หนี้ต่างประเทศ ปีที่ผ่านมาเงินบาทมีการลดค่าลง ท่านช่วยชี้แจงครับว่าการที่ทำเอจจิง (Aging) หนี้เราได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างไรจากการที่เงินบาทลดค่าจาก ๓๑ บาท เศษ ๆ มาเป็น ๓๘ บาท ในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ที่ผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านไป กู้เงินเอดีบี (ADB) ถึง ๑.๕ พันล้านเหรียญสหรัฐ
แล้วอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ท่านทำการวิเคราะห์โครงการต่าง ๆ ที่มี การกู้เงิน ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าถ้ารายงานฉบับนี้ท่านทำการวิเคราะห์ รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาเรื่องของความไม่สามารถในการชำระหนี้ แต่มาบีบให้กระทรวงการคลัง ต้องกู้เงินให้ โดยอ้างว่าขาดสภาพคล่อง อย่างเช่น ขสมก. หรือการรถไฟแห่งประเทศไทย แล้วก็หน่วยงานอีกหลายหน่วยงาน ท่านควรจะวิเคราะห์หน่วยงานเหล่านั้นมากกว่า วิเคราะห์โครงการ เราจะได้เห็นครับว่าปัญหาหนี้มันเป็นดินพอกหางหมู แล้วก็จำเป็น ที่รัฐบาลต้องหาทางแก้ไขโดยด่วน เพราะว่าหนี้อย่าง ขสมก. ก็เกินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปแล้ว ก็ขอขอบพระคุณมากครับ