สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

รังสรรค์ มณีรัตน์ หารือเรื่องนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเรียกร้องการดำเนินการตามนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้

นายรังสรรค์ มณีรัตน์ ลำพูน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้อง กราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านรัฐมนตรีที่ได้มาตอบกระทู้ถามของผม เพราะว่า เป็นกระทู้ที่เวลาที่ผมออกพื้นที่ไปพบปะพี่น้องประชาชนผู้สูงอายุ ทางพี่น้องประชาชนทุกคน ถามเหมือนกันหมดว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ก่อนวันที่ ๒๔ มีนาคม มีการรณรงค์หาเสียง เลือกตั้งกัน ซึ่งทางพรรคฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคที่เป็นแกนนำ ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็เป็น สมาชิกพรรคนี้อยู่ เช่น นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอเบี้ยผู้สูงอายุทุกคนเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท เอกสารที่ ๒ เป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เหมือนกัน ก็สนับสนุนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ๑,๐๐๐ บาท ทุกช่วงอายุคน และเอกสารหมายเลขที่ ๓ ก็เหมือนกัน อันนี้รวมทุกพรรคการเมืองที่หาเสียง โดยเฉพาะฝั่งรัฐบาล อันดับ ๑ อันดับ ๒ เป็นฝั่งรัฐบาล แต่อันดับ ๓ อันดับ ๔ อันดับ ๕ อันดับ ๖ เป็นฝั่งฝ่ายค้านซึ่งไม่สามารถที่จะ เสนอนโยบายให้ดำเนินการทำได้จริง ซึ่งหลังจากมีการหาเสียงเลือกตั้ง มีการสัญญา ซึ่งพี่น้องประชาชนผู้สูงอายุหลาย ๆ คนมีความหวังว่าเมื่อเลือกตั้งไปแล้วได้รัฐบาลใหม่แล้ว หลังจากปฏิวัติเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เอกสาร หมายเลข ๔ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งตอนนั้น เราประชุมกันอยู่ที่ทีโอที (TOT) โดยหน้าสารบัญ เอกสารหมายเลข ๕ นโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง เรื่องที่ ๒ การปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และหน้า ๓๐ นโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง ข้อที่ ๒ ปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชน เอกสารหมายเลข ๖ โดยปรับปรุงระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเบี้ยยังชีพ ของประชาชน อาทิ ผู้สูงอายุและคนพิการ ซึ่งเป็นการแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นสัญญา ประชาคมที่ทางรัฐบาลรับปากว่าจะทำให้พี่น้องประชาชนผู้สูงอายุ ซึ่งผมเข้าใจแน่นอนว่า ฝ่ายภาคการเมืองไม่ว่าพรรคใดจะต้องมีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ต้องมีฝ่ายวิเคราะห์ ว่าการที่จะ จัดทำนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อมานำเสนอกับพี่น้องประชาชนเพื่อหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลต้องเป็นนโยบายที่ทำได้จริงและปฏิบัติได้จริง แต่ปรากฏว่าเอกสาร หมายเลข ๗ ผ่านมาเกือบ ๓ ปีผมได้ตั้งข้อหารือกับท่านประธานเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ผ่านมาเกือบ ๓ ปีท่านประธาน ว่าในส่วนเรื่องเอกสารหมายเลข ๘ กรณี ผู้สูงอายุจังหวัดลำพูนสอบถามถึงนโยบายปรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามที่ได้หาเสียงกัน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ถามว่ารัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบจะดำเนินการปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้คนเฒ่าคนแก่บ้านผม ได้เมื่อไร เพราะว่าตอนนี้โควิด (COVID) เข้ามาหวังพึ่งเงินลูก หวังพึ่งเงินหลานก็ไม่ได้ ลูกหลานตกงาน กลับไปอยู่บ้าน ไปทำเกษตร ไปทำลำไย ทำมะม่วงราคาก็ตกต ่า ไม่มีเงิน มีเพียงสิ่งเดียวที่คนเฒ่าคนแก่พอที่จะหาได้ก็คือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่อก่อนท่านยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรีประกาศ ๖๐๐ ๗๐๐ ๘๐๐ ๑,๐๐๐ คนเฒ่าคนแก่บ้านผมบอกว่า ป้ายหาเสียงยังใหม่อยู่เลย ดำเนินการได้ทันทีได้เงินเข้ากระเป๋าทันที แต่นี่รอมา ๓ ปีเมื่อไร จะได้รับ ผมถามไปเสร็จมีหนังสือตอบผมมาจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๔ เอกสารหมายเลข ๙ ตอบผมมาว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ แล้วก็มาย่อหน้า เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบในเชิง เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงภาระงบประมาณของประเทศและประโยชน์สูงสุดที่ผู้สูงอายุจะได้รับ หากมีการปรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยผลการประชุมพบว่า หากรัฐบาลปรับเพิ่มอัตรา การจ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุจำเป็นต้องคำนึงถึงงบประมาณและการดำเนินการตามขั้นตอน อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลไม่สามารถที่จะหาเงินมาจ่ายตามที่หาเสียงกันได้ ซึ่งพี่น้อง ชาวบ้านผู้สูงอายุผม ทุกวันเขาอ่านข่าวติดตามเขาถามว่า เมื่อไม่มีเงินจ่ายนโยบายที่เอามา หาเสียงคราวที่แล้วหลอกลวงเอาคะแนนเขาหรือเปล่า จูงใจให้เขาเข้าใจผิดในนโยบายของ พรรครัฐบาลที่หาเสียงหรือไม่ ดังนั้นผมจึงมีคำถามถามถึงท่านรัฐมนตรี ว่านโยบายจ่าย เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทุกคนเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ตามที่พรรครัฐบาลได้หาเสียงกันไว้ จะสามารถดำเนินการจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชนผู้สูงอายุได้เมื่อไร กราบขอบคุณครับ