นิยม เวชกามา สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสรรพสามิต โดยชี้ว่าหากผ่านแล้วจะทำให้ชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะจะไม่ต้องไปทำสุราหรือเหล้าเพื่อขายให้รัฐบาล
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งต้องขอบคุณ คุณเท่าพิภพกับคณะที่เสนอเข้ามา ท่านประธานครับ ทำไมผมสนับสนุน ผมไม่ได้ดู ที่กฎหมายนั้นเป็นของฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ผมดูว่ากฎหมายนี้เข้ามาแล้วเป็นประโยชน์ แก่พี่น้องประชาชนหรือไม่ เมื่อเช้านี้กฎหมายแรงงานก็เป็นกฎหมายรัฐบาล ผมโหวตให้เลย ท่านประธาน เพราะประชาชนได้ประโยชน์ กฎหมายฉบับนี้เหมือนกันท่านประธาน ต้องไปดูว่า ประชาชนได้อะไร ความจริงถ้าดูแต่ชื่อว่าร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต ฟังดูแล้ว น่ากลัวท่านประธาน เพราะว่าเรื่องการเสียภาษีประชาชนทุกวันนี้ก็แบกความเจ็บปวดอยู่แล้ว แต่ที่ผมไปดูในเนื้อหาซึ่งผมไม่อยากให้รัฐบาลใจแคบ รับหน่อย เพราะกฎหมายนี้ เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ท่านรัฐบาลต้องไปดูว่าชาวบ้านได้อะไร ถ้าท่านรับไป ก็ให้กรรมาธิการไปปรับแก้ อันไหนที่มันไม่เหมาะไม่ควร ท่านประธานครับ ต้องเข้าใจอย่างนี้ว่า รัฐบาลอย่าไปคิด รัฐบาลนี้ตั้งแต่ยึดอำนาจเข้ามา ไปทำลายวิถีชีวิตของประชาชนมากมาย มหาศาล รัฐบาลอย่าไปมองครับว่าเป็นเหล้า เป็นสุรา จะมาแย่งการขายกับนายทุนใหญ่ ไม่จริงครับ รัฐบาลนี้ต้องไปมองว่าการทำสุราก็ดี การทำสาโทก็ดี ทำข้าวหมากก็ดี นั่นคือ วิถีชีวิตของชาวบ้าน ทำไมผมพูดอย่างนั้นครับ วันนี้ข้าวสาร ข้าวเปลือกกิโลกรัมละ ๕ บาท ถ้าท่านเปิดใจกว้างให้ประชาชนเข้ามาเรื่องวิสาหกิจชุมชนอย่างกว้าง ๆ เลย ความจริง ในสมัยท่านทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีเปิดให้ประชาชนทำสุราชาวบ้านได้ แต่พอต่อมารัฐบาล ปรับแก้ ตั้งกำแพงภาษีขึ้นมา ขายไม่ได้ครับ ชาวบ้านอยู่ไม่ได้ ภาษีตกขวดหนึ่งเป็นร้อย แต่ถ้าท่านเปิดโอกาส ถ้าพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านนะ ยอมรับ ท่านประธาน จากข้าว กิโลกรัมละ ๕ บาท จะขึ้นมากิโลกรัมละ ๒๐ บาท เพราะปล่อยเขาทำเหล้าสาโทเอย เหล้าชาวบ้านเอย เหล้าอุเอย บ้านท่านไพจิต เหล้าอุเรณูยุคหนึ่ง ท่านประธานคงได้ยิน ดังคับประเทศ ไหหนึ่ง ๒๐ บาท ต้นทุน ๑๐ บาท ต้นทุน ๓ บาทเท่านั้นเอง ข้าวเปลือก กับข้าวแกลบ อันนี้วิถีชีวิตคนมันเปลี่ยนไป ท่านขจิตรก็บอกว่าบ้านเขาก็ทำเหล้าโท คำว่า เหล้าโท นี้ไม่ได้ไปทำให้คนเมาอะไรนักหนา แต่มันจะทำให้ข้าวเปลือกจากกิโลกรัมละ ๑ บาท เป็น ๒๐ บาท ผมบอกแล้ว เพราะเขาจะทำขาย บ้านผมเรื่องสรรพสามิตเมื่อยุค ๕๐ ปีก่อนเหมือนกับเป็นโจรเลย พอรถวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านชาวบ้านตกใจหนีหมด เพราะไปไล่จับกินบี บ้านผมบอก ไม่มีอะไร เป็นเรื่องจริงที่ผมต้องบอก ฉะนั้นรัฐบาล ต้องเปิดกว้างแล้วท่านจะได้ให้ชาวบ้านมีชีวิต ขายข้าวเปลือกได้กิโลกรัมละ ๒๐ บาท ไม่ต้องไปทำอะไรเลย ผมจึงบอกว่าอย่าทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนไป มีงานแต่งงานปลูกข้าวอะไรนี่ เขาไม่ต้องดิ้นรนเอาเงินมาซื้อเหล้าอะไรที่มันเป็นของราคาแพง ๆ ตั้งภาษีให้เขาทำได้ทำไป ท่านประธาน อันที่มีมาแล้วเหล้าขาวชาวบ้านที่ต้มกัน เขาก็เอาเงินในส่วนมาจุนเจือชีวิตเขา ผมจึงบอกว่าจากกิโลกรัมละ ๕ บาท ของข้าวเปลือกมันจะขึ้นมา ๒๐ บาท เพราะปล่อยให้ เขามีวิถีชีวิตของชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ไม่ต้องไปจำกัดชีวิตเขา บ้านผมยุคหนึ่งท่านประธาน ท่านเคยไปสกลนคร บ้านผมเคยมีไวน์ (Wine) หมากเม่า ที่ขึ้นชื่อลือชาพอสมควร ไม่แพ้ไวน์ (Wine) ฝรั่งเศส วันนี้ไปไม่ได้ท่านประธานเจ๊งระเนระนาด เพราะว่ารัฐบาลไปทำลายวิถีชีวิต เขา ไปตั้งกำแพงภาษีบอกถ้าคุณจะทำไวน์ (Wine) ตัวนี้คุณต้องเสียภาษีให้รัฐ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ได้อย่างไรท่านประธาน เผื่อจะเอาชนะไวน์ (Wine) ต่างประเทศ เขาก็เกือบตาย จะมาราคาครึ่ง ๆ ยังไม่ได้ มาตั้งภาษีแบบนี้อยู่ไม่ได้ครับ วันนี้ไวน์ (Wine) หมากเม่าภูพานบ้านผมหายไปหมดแล้ว อันนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าบ้านเมืองรัฐบาลเปิดใจ กว้างรับเสีย รับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วเอาไปแก้ไขผมก็ไม่ว่า แต่ผมก็ไม่มั่นใจหรอกว่าท่านจะทำ เพราะอันไหนรัฐบาลนี้ อันไหนจะทำวิถีชีวิตของชาวบ้านท่านทำเลย ท่านไม่เกรงใจ ของใครเลยครับ ผมจึงบอกว่าอย่าไปผูกขาดจนพืชเศรษฐกิจ ข้าวอะไรของชาวบ้าน ราคาตกต่ำ จนวันนี้ชาวบ้านซื้อข้าวเปลือกเอาไปบดเพื่อไปเลี้ยงหมูแล้วครับท่านประธาน ผมจึงบอกว่าหมดเวลาแล้วที่จะตั้งกำแพงว่าถ้ากฎหมายของฝ่ายค้านไม่รับ แต่ของรัฐบาล รับหมด ขอบคุณท่านประธานครับ