เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อภิปรายร่าง พ.ร.บ.สรรพสามิต โดยเสนอให้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสุราและเบียร์รายย่อยสามารถขออนุญาตได้อย่างเป็นธรรม พร้อมผลักดันให้ยกเลิกข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตเพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อการบริโภคส่วนตัว และสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนผ่านการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร โดยเน้นให้ขออนุญาตเฉพาะการผลิตเพื่อการค้า และเรียกร้องให้กฎหมายเอื้อต่อการเข้าถึงโอกาสของผู้ประกอบการรายเล็กอย่างเท่าเทียม
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ตื่นเต้นที่สุด ที่ผมพูดเลยครับ มากกว่าครั้งไหนเลย เพราะว่าเป็นเวลาที่ผมเฝ้ารอมานาน กว่า ๑,๘๓๘ วัน ตั้งแต่ผมโดนจับเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๐ และผมรอคอยยื่นร่างนี้มา ตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคมปี ๒๕๖๓ เป็นเวลากว่า ๖๗๕ วันจนได้พิจารณา ก็ต้องขอบคุณ โดยผมขอแถลงหลักการของร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อกำหนดให้ผู้ประสงค์ผลิตสุราเฉพาะเพื่อการค้าที่ต้องขออนุญาตผลิต และกำหนดกรอบ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาต ผลิตสุราเพื่อการค้าอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น (แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๑๕๓) เท่านั้น
เหตุผล ที่ผมเสนอมา โดยที่พระราชบัญญัติสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐ กำหนดให้บุคคลผู้ประสงค์จะผลิตสุราหรือมีเครื่องกลั่นสำหรับผลิตสุราไว้ในครอบครอง ต้องขออนุญาตต่ออธิบดีและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามกฎกระทรวง แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่มีการกำหนดกรอบหน้าหาในการออกกฎกระทรวงไว้ให้เหมาะสม ทำให้กฎกระทรวงที่ออกมาตามบทบัญญัตินั้นมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ขออนุญาตและ เงื่อนไขอื่นที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินแก่สมควร ผู้ประสงค์ผลิตสุราเพื่อการค้า รายเล็กหรือรายย่อยไม่สามารถประกอบอาชีพตามกฎหมายได้ จึงเป็นหลักเกณฑ์วิธีการและ เงื่อนไขที่ไม่คุ้มครองบุคคลให้มีเสรีภาพในการประกอบอาชีพอย่างเหมาะสม สมควร ตามมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สมควรต้องปรับปรุงโดยกำหนด กรอบเนื้อหาของกฎกระทรวงให้เป็นธรรม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้นครับ
โดยเหตุผลผมขออภิปรายเพิ่มเติมเพื่อโน้มน้าว แล้วก็แสดงเหตุผลให้สภาแห่งนี้ ได้เห็นชอบ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมเรียนไปครับว่า ๑,๘๓๘ วัน มันก็เป็นเวลา ที่ยาวนานแล้ว ผมเชื่อว่าวันนี้ก็เป็นวันที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตของผม ซึ่งวันนี้ผมก็เชื่อว่า เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้หลาย ๆ ท่านที่อาสาตากแดดตากฝนลงเลือกตั้ง เพื่อจะมาเป็น ตัวแทนก็เพื่อจะมาทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่กว่าตัวเองเพื่อส่วนรวม แล้ววันนี้ก็เป็นโอกาสที่ดี ในวันที่สำคัญที่สุดของชีวิตผมได้เริ่มต้นในวันนี้ได้มาถึง ท่านประธานครับ กฎหมายเดิม ก็อย่างที่ท่านทราบว่า การทำเบียร์ (Beer) ก็ต้องมีการกำหนดไว้ว่า ๑๐ ล้านลิตรต่อปี เป็นกฎกระทรวง โดยมีข้อจำกัดมากมาย จะทำสุราพื้นบ้านก็ต้องมีกำลังการผลิตไม่เกิน ๕ แรงม้า ๗ แรงคน ซึ่งก็ทำให้สุราพื้นบ้านที่เหมือนจะปลดล็อกก็ทำไม่ได้ดีเท่าที่ควร เป็นการไม่ส่งเสริมธุรกิจ โดยถ้าจะทำให้มันดีเลยคุณต้องทำเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน ซึ่งแย่กว่าเบียร์ (Beer) อีกด้วยซ้ำ ซึ่งผมเองก็เล็งเห็นตรงนี้ แล้วระหว่างที่ร่าง พ.รบ. นี้ ตั้งแต่ตอนยังเป็นพรรคอนาคตใหม่ก็ได้เดินทางไปทั่วประเทศไทย ได้ไปเจอคนอย่างอาจารย์ ศุภฤกษ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหาย ที่ทำสุราชุมชนต่อสู้มาตั้งแต่ยุคสมัยท่านนายก ทักษิณ ชินวัตร ไปต้มเหล้าหน้าจวนผู้ว่า หน้าศาลากลางจังหวัดมาแล้ว เพื่อเรียกร้องว่า อยากให้วิถีชีวิตที่เขาทำสุราขาว สุรากลั่นจากข้าวที่น่านสืบทอดมา ๓-๔ รุ่นได้ทำอยู่ต่อไป ท่านประธานเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเกิดมาในชีวิตนี้เราเคยกินเบียร์ (Beer) อยู่ไม่กี่ยี่ห้อ แล้วเบียร์ (Beer) ที่เรากินอยู่นี้ มันดีที่สุดแล้วหรือเปล่า มีวันหนึ่งครับท่านประธานวันที่ผม ได้ตรัสรู้ทางการดื่มสุราหรือเบียร์ (Beer) ของผม ผมก็ได้มีโอกาสหยิบเบียร์ (Beer) ขวดเล็ก ๆ แปลก ๆ ขึ้นมากิน แล้วผมก็รู้สึกว่านี่มันไม่ใช่เบียร์ (Beer) หรือเปล่า เบียร์ (Beer) มันรสชาติ อย่างนี้ได้ด้วยหรือ นับตั้งแต่วันนั้นจนวันที่ผมโดนจับผมก็หลงใหลในเบียร์ (Beer) อย่างมาก จนผมผลิตแล้วผมพยายามทำความฝันเล็ก ๆ ของผมให้เป็นจริงให้ได้ แต่ความฝันของผม แค่จะต้มเบียร์ในประเทศนี้มันยากเหลือเกิน ๑,๘๓๘ วันก่อน ผมรู้เลยครับว่าวันที่ผมโดนจับ ผมต้องทำอย่างไรให้กฎหมายนี้มันผ่าน ผมอยากต้มเบียร์ (Beer) ผมต้องเป็นผู้ออกกฎหมาย ครับ แล้วในประเทศนี้ก็คือต้องมาเป็น ส.ส. ผมก็เลยรู้สึกว่าตั้งแต่วันนั้นผมจะได้แก้กฎหมาย ให้ได้โดยที่ผมจะเป็น ส.ส. แล้ววันนี้ผมก็เข้าใกล้ที่สุดไปทุกวัน ทุกก้าว ตัวกฎหมายไม่มีอะไร มากมายเลยครับท่านประธาน ผมแค่เปลี่ยนว่าผู้ใดที่จะผลิตสุราเพื่อการค้าต้องไปขออนุญาต ก็คือใครจะทำสุราแล้วขายก็ไปขออนุญาต ซึ่งตรงนี้ก็เป็นปกติดั้งเดิมอยู่แล้วครับ ที่เราต้องไปขออนุญาตถ้าเราจะขายสุรา แต่ผมใส่คำว่า การค้า ไปด้วยก็เพื่อยืนยันสิทธิ ของประชาชนไว้ว่า ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ประชาชน เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่บอกว่าถ้าคุณทำสุราหรือต้มเบียร์ (Beer) กินที่บ้าน โดยคุณไม่ขายคุณก็รับความเสี่ยงของคุณไปเอง คุณก็มีสิทธิเสรีภาพที่จะทำได้ แต่เมื่อไร ที่คุณขายเท่านั้นละ คุณต้องไปขึ้นทะเบียนขออนุญาตและเสียภาษีให้ถูกต้อง แล้วผมได้กำหนดในวรรคที่สองว่า ห้ามกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับจำนวนกำลังการผลิต จำนวนคน จำนวนแรงม้าต่าง ๆ เพื่อกำหนดกรอบให้กระทรวงที่ปัจจุบันมีการกำหนด อย่างเบียร์ (Beer) ก็คือถ้าเป็นบรูว์ผับ (Brewpub) หรือขายอยู่กับที่ใส่ขวดไม่ได้ คือ ๑๐๐,๐๐๐ ลิตร ต่อปีเป็นขั้นต่ำ และ ๑๐ ล้านลิตรต่อปีสำหรับโรงเบียร์ (Beer) ขนาดใหญ่ที่ใส่ขวดแล้วขายทั่วประเทศ หรือจะเป็นสุราชุมชนที่ห้ามเกิน ๕ แรงม้า แล้วก็ ๗ แรงคน ถ้า พ.ร.บ. นี้ผ่านก็จะไม่มี ข้อกำหนดตรงนี้ รวมถึงประเภทการผลิตสุราอื่น ๆ ด้วยก็จะไม่มี ดังนั้นชาวบ้านที่อยู่ เชียงรายอย่างที่ผมไปเมืองพาน เขาก็สามารถนำสุราขาวไปบ่มกับไม้ไผ่เกิดเป็นเหล้า ที่มีรสชาติที่กลมกล่อมขึ้นได้ หรือบางวันเราอาจจะมีวิสกี้ของเมืองไทยก็ได้ ซึ่งวันหนึ่ง เมื่อคุณภาพข้อจำกัดเหล่านี้ถูกนำออกไปนี่มันจะเกิดเศรษฐกิจมากมายที่ส่งผลให้คนตัวเล็ก ตัวน้อยได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ได้มีโอกาสนำผลผลิตทางการเกษตรอย่าง ส.ส. เล็ก เพื่อนผมที่นั่งอยู่ด้านหน้านี้ ส.ส. จันทบุรี ลำไยมากมายราคาตก บางคนหลายครั้งต้องโค่นทิ้ง ต้องเอาไปทิ้ง เราเอามาใส่ขวดครับ เราสามารถนำมาใส่ขวดแล้วเราสามารถเพิ่มมูลค่า เพิ่มอำนาจการต่อรอง เพราะว่าเมื่อคุณทำเหล้าแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องขายตอนนั้นเลย ตอนที่ผลผลิตมันราคาตก มันเป็นการเพิ่มอำนาจให้เกษตรกรไทยอย่างมหาศาล นอกจากนี้แล้ว ท่านประธาน จากการที่ผมได้รณรงค์มาก็เข้าใจอยู่ว่าอาจจะมีเพื่อนสมาชิก หรือประชาชน หลายคนอาจจะเห็นค้านในสิ่งนี้ ผมก็ไม่ได้จะเอา ผมเป็นข้างใหญ่ข้างเดียว ผมก็จะศึกษา แล้วผมอยากใช้เวทีนี้อธิบาย ในการรับฟังความคิดเห็นมา กว่า ๒,๒๐๐ ความคิดเห็น เอาที่ไม่เห็นด้วยครับท่านประธาน เพราะคนส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ที่ไม่เห็นด้วยจะมีประเด็น ประมาณว่าไม่เห็นด้วยเพราะตรวจสอบยาก จะปลอดภัยไหม ผมยืนยันตรงนี้ว่า กฎหมาย ที่เรากำลังแก้อยู่ตอนนี้ มันเป็นแค่เรื่องใบอนุญาต กฎหมายเกี่ยวกับคุณภาพสุรา การตรวจสุรานี่ยังต้องทำเหมือนเดิม ตามกฎหมายอื่น หรือขนาดโรงงาน คนถามว่า ถ้าทำแล้วสิ่งแวดล้อมจะเป็นอะไรไหม อย่างเช่น ถ้าไม่ ๕ แรงม้า ถึง ๕๐ แรงม้า หรือเกิน ๕๐ แรงม้า ก็จะไปอยู่ในกฎหมายที่เกี่ยวกับโรงงาน ก็ต้องขอใบ รง. ก็ตามสภาพนั้นไป ซึ่งผมก็มองว่าตรงนี้มีกฎหมายอื่นที่รองรับอยู่แล้ว หลายท่านเป็นห่วงว่าจะมีคนเมาเยอะขึ้น หรือเปล่า ผมให้ตัวเลขทางสถิติไว้ตอนนี้ โรงเบียร์ (Beer) รายย่อยในประเทศไทย ที่ต้องไปทำที่ต่างประเทศได้เหรียญทองกันมามากมาย คนไทยฝีมือดี จริง ๆ แล้วเป็นสัดส่วน เกือบไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์เลยของเบียร์ (Beer) ทั้งหมด การที่มีรายเล็กรายย่อยมานี่มันไม่ได้ ทำให้ปริมาณสุราที่เจ้าใหญ่ ๒ ตระกูลที่ทำอยู่นี่มันไม่ได้มีความแตกต่างหรือทำให้สังคมเรา ดื่มเยอะหรือดื่มน้อยลงไป และการเข้าถึงของวัยรุ่นที่มากขึ้น ผมก็มองว่ามีกฎหมายที่บังคับ ใช้อย่าง พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่จริง ๆ ก็ต่อคิวในการแก้ไขในสภาของ ทั้งฝ่ายสนับสนุน พ.ร.บ. และฝ่ายต่อต้าน พ.ร.บ. อยู่แล้ว ซึ่งต่อไปสภาเราก็จะได้ถกเถียงกัน ในข้อนี้ แต่ในวันนี้มันเป็นเรื่องที่ง่าย ๆ ครับท่านประธาน มันเป็นเรื่องของว่าประเทศเรา พร้อมหรือยัง ที่จะทำให้คนตัวเล็ก ๆ ทำได้เหมือนกับคนตัวใหญ่ ๆ สภาแห่งนี้พร้อมจะยืนยันว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจหรือเปล่า สิทธิเสรีภาพความเสมอภาคของประเทศนี้ มีจริงอยู่หรือไม่ แค่เรื่องเบียร์ (Beer) ทำได้หรือเปล่า แค่เรื่องเบียร์ (Beer) มันขอมากไปไหม วันนี้สภาแห่งนี้จะเป็นผู้กำหนดและตอบคำถามประชาชนว่าเราฟังเสียงของประชาชนจริง ๆ ไม่ได้ฟังเสียงกระซิบของนายทุน ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ