ณัฐวุฒิ บัวประทุม วิพากษ์การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา โดยเฉพาะมาตราที่เพิ่มคำจำกัดความพยานให้รวมถึงจำเลยที่หลบหนี ซึ่งขัดเจตนารมณ์ของกฎหมายและจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น พร้อมเสนอให้แก้ไขมาตรา 10 เพื่อให้สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลทะเบียนราษฎรของพยานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ชี้แจงว่ามาตรการเดิมไม่เคยถูกใช้จริงเนื่องจากขาดความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และวิจารณ์วุฒิสภาที่ปรับแก้ร่างกฎหมายจนทำให้กลไกคุ้มครองพยานแทบไม่ต่างจากเดิม จึงเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายใหม่เพื่อให้เกิดความคุ้มครองพยานอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ท่านประธานครับ ในร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไปนั้นมีอยู่ทั้งหมด ๑๑ มาตราด้วยกันครับ ใน ๑๑ มาตรานั้น เมื่อวุฒิสภาได้มีการรับไปพิจารณามีการแก้ไขทั้งในเรื่องของ การเติมข้อความ และในเรื่องของการตัดทอนข้อความ และเพิ่มข้อความเข้าไปใหม่อยู่ แต่เพียง ๒ จุดด้วยกัน แต่ ๒ จุดนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และส่งผลต่อการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานที่หากผ่านไปนั้นก็จะไม่มีผลแตกต่าง กับในอดีต พูดกันง่าย ๆ ก็คือว่าถ้าแก้แบบนี้ไม่ควรจะแก้ตั้งแต่ต้นเสียดีกว่า
ประการที่ ๑ ในมาตรา ๓ ในความหมายของคำว่า พยานนั้น คำว่า พยานนั้น มีความหมายชัดเจนอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ดั้งเดิม ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ อยู่แล้วครับ ในขณะที่ คำสุดท้ายที่วุฒิสภาเพิ่มเติมเข้าไปนั้นคือคำว่า พยานนั้นให้หมายความรวมถึงจำเลย ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษและหลบหนี นี่ก็ไม่ใช่คำใหม่ แต่คำนี้ที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับที่รัฐบาลเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและพวกเราเห็นตรงกันนั้นก็คือ ไม่มีความจำเป็นต้องมีคำนี้อยู่อีกแล้ว ถามว่าเป็นเพราะประการใด ก็เพราะว่าหลักการ ของการออกกฎหมายครับ มันต้องเป็นหลักการที่บังคับใช้แก่บุคคลโดยทั่วไป และยิ่งบุคคลนั้น จำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองเป็นการเฉพาะ เช่น ในกรณีของคุ้มครองพยานนั้น ยิ่งต้องบังคับใช้เป็นการทั่วไปยิ่งกว่า ฉะนั้นกรณีของการคุ้มครองพยานนั้นเราจึงพยายาม ที่จะทำให้พยานในความหมายที่รัฐต้องคุ้มครองนั้นเป็นความหมายที่กว้างที่สุดครับ และคำว่ากว้างที่สุดนั้นกรณีของการเพิ่มเติมข้อความที่บอกว่า มิให้รวมถึงจำเลย ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษและหลบหนี จึงเป็นการจำกัดสิทธิ ไม่สอดคล้อง และไม่สมกับเจตนารมณ์ของการคุ้มครองพยาน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขของวุฒิสภาครับ
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ก็คือกรณีการแก้ไขข้อความในมาตรา ๗ ที่ให้มีการแก้ไขข้อความมาตรา ๑๐ ของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานแต่เดิม กรณีของมาตรา ๑๐ ในร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองพยานนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งครับ เขาเรียกว่า มาตรการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ ซึ่งมาตรการพิเศษอย่างหนึ่งนั้นอยู่ใน (๓) ก็คือ การประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุล หลักฐาน ทางทะเบียนราษฎรที่สามารถระบุตัวพยาน รวมถึงการดำเนินการเพื่อกลับคืนสู่สถานะเดิม ปัญหาของมาตรานี้ก็ไม่ใช่คำใหม่เลยครับ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เป็นต้นมา เราได้รับ คำยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามาตรานี้ โดยเฉพาะวงเล็บนี้ไม่เคยมีการใช้มาก่อนถามว่า ที่ไม่เคยมีการใช้มาก่อนเพราะอะไร ก็เพราะว่ากระทรวงมหาดไทยเองในฐานะหน่วยงาน ที่กำกับดูแลบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทะเบียนราษฎร เขาก็ไม่มั่นใจว่าเขาใช้ อำนาจในทางบริหารได้หรือไม่ ซึ่งการใช้อำนาจในทางบริหารนั้นเป็นคำที่เข้ามา ในขณะที่ร่างเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรครับ แต่ปัญหานั้นกระทรวงมหาดไทยก็เลยมี การเสนอในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภาเราตั้งนี่ครับ บอกว่าเขาขอความชัดเจน เขาขอความมั่นใจ เขาขอว่านี่เป็นข้อยกเว้นเฉพาะกรณีเท่านั้นที่ขอให้เป็นคำสั่งศาลได้หรือไม่ สภาผู้แทนราษฎรเราก็ผ่านวาระที่ ๓ กรณีการแก้ไขมาตรา ๑๐ เป็นวรรคที่ ๒ บอกว่า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคุ้มครองพยานยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษา ศาลอาญา เพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงข้อมูล ก็ปรากฏว่าผมฟังวุฒิสภาพิจารณากัน และวุฒิสภาก็บอกไม่เคยมีมาก่อน กฎหมายฉบับอื่นมีแบบนี้ไหม ผมก็ยืนยันว่ามีอยู่ใน หลายกฎหมายครับ วุฒิสภาก็ถามว่ากรณีจะให้ศาลไปออกคำสั่งใด ๆ มีการถามไปยัง ศาลยุติธรรมหรือไม่ ผมก็ต้องยืนยันว่าในชั้นกรรมาธิการที่พิจารณานั้นผู้แทนศาลยุติธรรม ก็บอกว่าพร้อมที่จะดำเนินการและสามารถดำเนินการได้ แม้กระทั่งจะเป็นคำขอฝ่ายเดียว วุฒิสภาก็ตั้งคำถามว่าแบบนี้กระทรวงมหาดไทย โอเค (OK) หรือไม่กับการเปลี่ยนระบบ ของการคุ้มครองเลขข้อมูลทะเบียนราษฎรสถานะบุคคล พวกผมก็ถามว่า นี่คือความต้องการ ของกระทรวงมหาดไทยและเป็นความมั่นใจของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่จะตามมา มิใช่กระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ปรากฏว่าวุฒิสมาชิกไปตัดข้อความและเปลี่ยนข้อความว่า ต่อไปนี้ขอให้เป็นงานบริการ เท่านั้น พูดง่าย ๆ ก็คือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ใช้ลักษณะเป็นการทำหนังสือประสาน แล้วให้ออกเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กฎหมาย กำหนด ถ้าพูดแบบนี้กลายเป็นว่าสิ่งที่เราแก้ไขจากสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในปี ๒๕๔๖ กลายเป็นว่าก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิม แล้วแบบนี้พวกผมจะมีหลักประกันว่าพยาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีสำคัญที่ต้องมีมาตรการในการคุ้มครองเป็นพิเศษ ที่เปลี่ยนสถานะ บุคคล เปลี่ยนเลขประจำตัว ๑๓ หลัก เปลี่ยนอัตลักษณ์เขา ซึ่งเป็นข้อยกเว้นอย่างยิ่งจะได้รับ การคุ้มครองได้อย่างไร ด้วยเหตุผลดังกล่าวทั้ง ๒ ประการครับ ผมคิดว่าเป็นประเด็น ที่เสียดายว่าวุฒิสภามิได้เชิญเราเข้าไปให้ความเห็นในชั้นการพิจารณา ถ้าท่านเชิญเราไป ท่านจะรู้เลยครับว่า ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเรื่องที่หน่วยงานราชการที่มาชี้แจงเห็นตรงกัน ฉะนั้นก็จำเป็นครับที่ต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกลับไปพิจารณาว่าสิ่งเหล่านี้อะไร คือประโยชน์สูงสุดที่พยานทุกคนควรได้รับ ขอบคุณครับท่านประธาน