ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือประเด็นการทบทวนยุทธศาสตร์สถาบันพระปกเกล้า ผลกระทบจากการจัดการเรียนการสอนรูปแบบไฮบริดในช่วงโควิด ปัญหาการเข้าถึงเอกสารวิชาการและงานวิจัยของสภา รวมถึงข้อจำกัดด้านความทันเวลาและความครอบคลุมของการวิเคราะห์กฎหมาย พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของหลักสูตรธรรมาภิบาลในการส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศและประสิทธิผลของการฝึกอบรม รวมถึงการติดตามผลระยะยาวเพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งบประมาณเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนและไม่ขึ้นกับบุคคล
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ท่านประธานครับปีนี้เป็นปีที่ ๓ ที่ผมได้มีโอกาสร่วมอภิปราย และให้ความเห็นต่อรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า แน่นอนครับนี่เป็นฉบับ ประจำปี ๒๕๖๓ ซึ่งคำว่า ประจำปี ๒๕๖๓ ณ ปีนี้มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากว่า จะเป็นปีสิ้นสุดแผนยุทธศาสตร์สถาบันพระปกเกล้า ฉบับที่ ๕ ตั้งแต่ปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๙-๒๕๖๓ มันคงต้องมีการทบทวนกันเรื่องของวิสัยทัศน์ เรื่องของพันธกิจ หรือเรื่องของประเด็นการทำงานหรือตัวชี้วัดต่าง ๆ ว่า ในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ และปีถัด ๆ นั้น จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่ผมเคยถามมาทุกปีว่า ความหมายของคำว่า ประชาธิปไตยของสถาบันพระปกเกล้า ท่านเติมเข้าไปได้หรือไม่ หรือย้ำให้เราเห็นว่า ประชาธิปไตยนั้น คือประชาธิปไตยสากล มิใช่ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตลอดการรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจที่ผ่านมา แต่ผมจะไม่ถามซ้ำในประเด็นนี้ครับ เพียงแต่เห็นว่าเมื่อครบแผนยุทธศาสตร์ ฉบับที่ ๕ เท่ากับว่าวันนี้ก็น่าจะอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ ฉบับที่ ๖ ที่อาจจะต้องมีการแก้ไขหรือปรับปรุง ความชัดเจนของคำว่า ประชาธิปไตย ประเด็นที่ผมจะเรียนสอบถามและตั้งข้อสังเกต มีทั้งหมดอยู่ ๕ ประเด็นย่อยด้วยกันครับ
ในประการที่ ๑ ขอบพระคุณท่านอาจารย์วุฒิสารท่านอาจารย์เป็นที่ปรึกษา ของภรรยาผมตอนเรียนคณะสังคมสงเคราะห์ ทราบมาว่าอาจารย์ไปถามท่านอื่นว่าภรรยาผม เป็นลูกศิษย์ท่านตอนใด ก็มาขออนุญาตประธานสภาเพื่อจะบอกท่าน ณ วันนี้ ในประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของงานที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิด (COVID) แน่นอนครับ วันนี้ท่านบอกว่า รูปแบบการเรียนการสอนของท่านปรับมาเป็นลักษณะผสมผสานที่เรียกว่าไฮบริด เลิร์นนิง (Hybrid learning) ผมไม่ห่วงกังวลเรื่องเนื้อหาสาระเลยครับ แต่ผมห่วงกังวลเรื่องวิธีการ จัดการเรื่องงบประมาณ แล้วก็เรื่องการประเมินผลสัมฤทธิ์ พวกผมเองไม่ได้เรียนหลักสูตร กับท่าน แต่ก็แอบเห็นว่าเวลาท่านสอนออนไลน์ (Online) นั้น เพื่อนสมาชิก ส.ส. ที่กระตือรือร้น เขาเปิดดูอะไร ฟังอะไร ได้รับความรู้จากท่านอย่างไร แต่เมื่อรูปแบบ การเรียนการสอนมาเปลี่ยนครับ เป็นให้ไฮบริด เลิร์นนิง (Hybrid learning) ตกลงมันส่งผล กระทบต่องบประมาณของท่านมากน้อยขนาดไหน มันส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการ มากน้อยขนาดไหน มันส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพหรือการประเมินผลสัมฤทธิ์ของ ผู้เข้าเรียนหลักสูตรมากน้อยขนาดไหน ซึ่งประเด็นทั้ง ๓ ย่อยนั้นยังไม่ได้ถูกเขียนอยู่ใน รายงานฉบับนี้ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนรองรับสถานการณ์แบบนี้ในอนาคต นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมเองได้รับจดหมายจากท่าน ผอ. ธีรพรรณ ใจมั่น เกือบทุกเดือน เป็นเอกสารใส่ซองในฐานะที่ท่านสนับสนุนงานวิชาการสภา ท่านก็ส่ง เป็นแฟกต์ชีต (Fact-sheet) บอกว่าตรงนี้นะ สามารถเข้าไปในเสิร์ช (Search) ดูต่อได้ ติดต่อเจ้าหน้าที่คนใดอย่างไร แต่ผมเป็น ส.ส. ต่างจังหวัดบ้านนอกครับ เป็นคนรุ่นเก่า ผมก็ย้ำมาโดยตลอดว่าการสนับสนุนงานกิจการของสภานั้น ท่านผลิตงานวิจัย รูปเล่มเยอะแยะไปหมดเลยครับ แต่ผมได้รับน้อยมาก ผมเองเป็นคนไม่กี่คนที่เวลา อยากจะได้เอกสารใด ๆ ต้องขับรถไปที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อไปที่ร้านหนังสือของท่าน ที่อยู่ชั้น ผมเรียกไม่ถูกว่าเป็นชั้นใต้ดินหรือชั้น ๑ มันลำบากสำหรับคนที่อยากจะ อ่านตัวหนังสือที่เป็นเล่ม แต่ไม่ค่อยได้รับการสนับสนุน ผมไม่ได้ขอส่วนตัว แต่เป็นไปได้ หรือไม่ที่เอกสารวิชาการ งานวิจัยต่าง ๆ ที่ถูกผลิตจากท่านในลักษณะรูปเล่มจะถึงมือ ต่อสมาชิกสภาเพื่อการนำไปใช้ที่มากยิ่งขึ้น เฉกเช่นเดียวกับประเด็นเรื่องของการวิเคราะห์ สาระสำคัญของกฎหมายต่าง ๆ ที่ในรายงานฉบับนี้บอกว่าในปี ๒๕๖๓ ท่านมีการวิเคราะห์ สาระสำคัญของกฎหมายที่เข้าสู่สภาทั้งหมด ๗ ฉบับด้วยกัน ด้วยความเคารพ ฉบับ กสทช. ผมได้ แต่ฉบับหนึ่งที่อยากจะยกตัวอย่างแล้วคาบเกี่ยวกับรายงานฉบับนี้ก็คือ กรณีของ การวิเคราะห์การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง หรือการยุติ การตั้งครรภ์ ท่านทราบไหมครับว่าการวิเคราะห์ของท่านมาถึงในขณะที่กรรมาธิการกำลัง พิจารณาในวาระ ๒ แล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือไม่ทันในการพิจารณาในวาระ ๑ โชคดีเพื่อนผม ดอกเตอร์กรรภิรมย์ โกมลารชุน ที่อยู่ ม. ธุรกิจบัณฑิตย์ เขาศึกษาเรื่องนี้มาโดยตรง ก็ช่วยท่านในการทำงาน ผมเองก็เคยถูกทาบทามจากท่านให้ทำการวิเคราะห์ พ.ร.บ. วิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ แต่ผมเองไม่ได้ทำให้เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นของผมก็คือว่า อะไรคือจุดที่ท่านจะใช้ในการเลือก แล้ววิเคราะห์ว่ากฎหมายใดที่ท่านจะวิเคราะห์ ให้สภาแห่งนี้ ซึ่งในส่วนตัวเอกสารของท่านดีมาก ผมเองอยากจะได้ทุกฉบับ อยากจะได้ ทุกการวิเคราะห์แต่มันได้ไม่ครบ มันได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่จะนำไปสู่การประกอบ การพิจารณา นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ ที่ผมเองได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม กับสถาบันพระปกเกล้า ก็ต้องขอบพระคุณท่านอาจารย์ ดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ก็คือหลักสูตรที่เรียกว่า ธรรมาภิบาลกับการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศสำหรับ ผู้บริหารหรือ จีจีอี (GGE) ใส่วงเล็บไว้ก่อนว่าเป็น (หลักสูตรทดลอง) หลักสูตรทดลองนี้ เข้าใจว่าได้มีการดำเนินการในปี ๒๕๖๓ แต่ยังไม่ได้ถูกเขียนในรายงาน เพราะมีการเรียน การสอนกันจริงในปี ๒๕๖๔ นี่เป็นหลักสูตรที่ผมคิดว่า เป็นนวัตกรรมหรือเป็นทางเลือกใหม่ เพราะความเข้าใจของสมาชิกสภามิใช่แต่เพียงเรื่องของการดูกฎหมาย เรื่องของการดูงาน ท้องถิ่น แต่ต้องเข้าใจคอนเซ็ปต์ (Concept) ความเสมอภาค ความเท่าเทียมระหว่างชาย และหญิงที่เป็นจุดอ่อน จุดบกพร่องที่พวกเราอาจจะยังไม่เข้าใจ เราไม่สามารถทำการ วิเคราะห์งบประมาณได้เลย ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่อง จีอาร์บี (GRB) เจนเดอร์ เรสพอนสีฟ บัดเจตติง (Gender Responsive Budgeting) เราไม่สามารถวิเคราะห์หรือแก้กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับผ้าอนามัยสตรี ถ้าเราไม่เข้าใจว่ากันเสียเงินปีต่อปีถึง ๘๐,๐๐๐ บาท ของผู้หญิงต่อหนึ่งคนนั้น มันมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของครอบครัวของเขาอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ในหลักสูตรนี้ครับ แต่ท่านประธานทราบไหมครับ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัครไปเรียนอยู่แค่ ๔ คน เสียดายครับ อยากให้ท่านผลักดันประชาสัมพันธ์ให้ ส.ส. ได้มีโอกาสเข้าถึงหลักสูตรแบบนี้ นอกเหนือจากข้าราชการที่ทราบมาว่ามีผู้สนใจสมัคร เข้าเรียนเป็นจำนวนมาก นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ครับ
ผมขออนุญาตไปเร็ว ๆ ในประการที่ ๔ และประการที่ ๕ ควบรวมกันไปครับ ก็คือประเด็นเรื่องของหลักสูตรต่าง ๆ นั้น ผมเองไม่ค่อยได้เห็นว่าท่านมีการติดตามหรือไม่ ว่าหลักสูตรที่อบรมกันไปแล้วนั้น ได้รับผลสัมฤทธิ์อย่างไร ในระยะกลางหรือระยะยาว ระยะสั้นแน่นอนครับ ท่านเขียนคอมเมนต์ (Comment) มาให้ผมเขียนกลับไปว่า หลักสูตร ผู้ช่วย ส.ส. หลักสูตรผู้เชี่ยวชาญ ส.ส. นั้นเป็นอย่างไร แต่ผมเองอยากเข้าใจว่างบประมาณ ที่เราลงทุนไปนั้นก่อให้เกิดประโยชน์จริง ๆ แล้วหลักเกณฑ์เดียวกันนี้ก็ควรจะต้องเป็น หลักเกณฑ์เดียวกันกับการให้รางวัลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีธรรมาภิบาลต่าง ๆ ที่เป็นประเด็นที่ ๕ ที่ผมคิดว่าท่านทำได้ดี แต่อยากให้เห็นกระบวนการติดตามที่ต่อเนื่อง มิเช่นนั้นมันกลายเป็นว่า ท้องถิ่นพัฒนาก็จะขึ้นอยู่กับผู้บริหารท้องถิ่นที่อาจจะเปลี่ยนตลอด แต่เราไม่อยากจะเห็นอย่างนั้น ทั้งหมดทั้งมวลคือประเด็นที่ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกต กับรายงานประจำปี ๒๕๖๓ ของสถาบันพระปกเกล้า ขอบพระคุณครับท่านประธาน