พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือประเด็นการตรวจสอบของ สตง. โดยเสนอให้ สตง. และกรมบัญชีกลางร่วมชี้แจงเพื่อเสริมสร้างวินัยการคลัง ทั้งยังท้วงติงการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ พร้อมเรียกร้องให้เรียกคืนเงินค้างชำระและกำกับการใช้จ่ายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตการเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจสอบของ สตง. ซึ่งขัดเจตนารมณ์กฎหมายว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน และวิพากษ์วิจารณ์การตีความของกฤษฎีกาที่อนุญาตให้ทำได้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ในวันนี้เราพิจารณางบของ สตง. โดยมีกรมบัญชีกลางเป็นผู้นำเสนอ แต่จริง ๆ แล้วผมอยากจะให้มี สตง. นั่งอยู่ด้วย ผมเข้าใจว่าท่านคงไม่สามารถมาได้ เพราะว่า จริง ๆ แล้วมีอีกวาระหนึ่ง วาระที่ ๒.๖ ที่ควรจะอยู่เพื่อชี้แจงเรื่องของนโยบาย แต่ว่าเข้าใจว่า คงจะเลื่อนไป เพราะฉะนั้นครั้งหน้าน่าจะมีการเชิญ สตง. มาพร้อมกับผู้ตรวจสอบ อย่างน้อยเราจะได้มีการพูดจากันในเรื่องของ สตง. เพื่อท่านจะได้รับไปปฏิบัติ จริง ๆ แล้ว เท่าที่ดูจากผลงานของ สตง. ในรอบปี ๒๕๖๒ ที่ผ่านไปก็ค่อนข้างที่จะน่าจะประทับใจ มีการตรวจสอบงบต่าง ๆ จำนวนมากด้วยกัน แล้วก็มีเป้าหมายที่กำหนดไว้ แล้วก็บรรลุ ถึง ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ โดยรวมแล้วผมไม่ห่วงในเรื่องของการทำงานของ สตง. ในส่วนนี้ แต่ที่ผมห่วงก็คือเรื่องของวินัยการคลัง ที่อยากจะให้กรมบัญชีกลางกับ สตง. ได้เป็น แบบอย่างในการใช้เงินแผ่นดิน ซึ่งกระผมเองได้ดูแล้วมีหลายเรื่องที่น่าเป็นห่วงครับ
เรื่องแรกเลยก็คือ เรื่องของ สตง. ที่มีการตั้งงบในการก่อสร้างตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ได้เงินไปทั้งหมด ๔๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเงิน หลายก้อนด้วยกัน ทั้งก่อสร้างอาคารที่ใช้สำหรับฝึกอบรมที่สัตหีบ แล้วก็อาคารสำนักงานใหญ่ และยังมีแห่งที่ ๒ อีก ปรากฏว่าเงินเหล่านี้เบิกจากกรมบัญชีกลางไปแล้ว ไปฝากไว้กับแบงก์ ไม่ได้มีการไปก่อสร้างจริงเกิดขึ้น เพราะเกิดปัญหาเรื่องที่ดิน แสดงถึงความไม่รอบคอบ ของการจัดทำโครงการ นั่นก็ประการหนึ่ง แต่ในเรื่องของการเงินครับ ถ้ากรมบัญชีกลาง เห็นว่าเงินนั้นเบิกไปแล้วและไม่ได้ใช้ก็ควรต้องเรียกคืน ไม่ใช่ปล่อยให้ สตง. เอาไปฝากแบงก์ ฝากแบงก์เป็นจำนวน ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาท และดอกเบี้ยก็ต่ำมาก เราก็ทราบดีต่ำกว่าเงินกู้ ที่กระทรวงการคลังต้องไปกู้ เสียดอกเบี้ยจากการออกพันธบัตร กรมบัญชีกลางในฐานะ ผู้ตรวจสอบ ผมอยากจะเห็นท่านเข้มแข็งดูแลเรื่องนี้ให้ดีว่า เงินแผ่นดินนี้เมื่อเบิก ไปแล้วและไม่ได้ใช้ต้องส่งคืนทันที ไม่ใช่ไปแช่ไว้ที่แบงก์เป็นเวลาร่วม ๑๐ ปี อันนี้คือ ประการที่ ๑ และปรากฏว่าดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นมา ท่านกลับยอมให้เขาผลักเข้าไป ในกองทุนที่ใช้ภายในของหน่วยงานนี้แทนที่จะเรียกคืนอีกเหมือนกัน ผมอยากเห็น กรมบัญชีกลางเข้มแข็งในเรื่องนี้ครับ หน่วยราชการไหนเบิกเงินหลวงไปแล้ว และไม่ได้ใช้ เพราะความล่าช้า กลับกลายเป็นว่ามีดอกเบี้ยเกิดขึ้น ท่านยอมให้เขาเอาดอกเบี้ยไปเก็บไว้ เพื่อไปใช้ของเขาอีก ตามหลักท่านควรต้องเรียกคืน ปรากฏว่าหน่วยงานนี้แทนที่จะรักษา วินัยการคลังส่งเงินแผ่นดินกลับเข้าสู่ระบบ กลับกั๊กเงินไว้มีเงินสดที่อยู่ในมือตอนนี้ เป็นจำนวน ๒ กอง กองที่ ๑ คือเงินของสำนักงานประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านบาท กองที่ ๒ คือเงินที่อยู่ในกองทุนที่เขาตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ภายในอีก ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท กลายเป็นว่า เงินกองทุนนี้ผมไม่แน่ใจว่าเป็นกองทุนหมุนเวียนที่ท่านดูแลอยู่หรือเปล่า แต่เป็นกองทุน ภายในของ สตง. มีเงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท มากกว่าเงินสดที่เขาถืออยู่ของหน่วยงาน เสียอีก ผมอยากเห็นกรมบัญชีกลางมีการดูแลเรื่องนี้เป็นแบบอย่างครับ คือเขาต้องเรียกเงิน เหล่านี้คืนคลังให้หมดและถ้า สตง. ต้องการจะก่อสร้างอาคารก็ดี ต้องการจะใช้เงินก็ดี ก็ของบประมาณแผ่นดินประจำปีได้อยู่แล้ว อันนี้ไม่ควรจะทำตัวเป็นแบบอย่างให้หน่วยงาน อื่นเขาดู เพราะว่า สตง. ต้องไปตรวจสอบหน่วยงานอื่น และถ้าหน่วยงานอื่นทำแบบนี้ สตง. จะกล้าคอมเมนต์ (Comment) จะกล้าวิพากษ์วิจารณ์เขาหรือครับ ในเมื่อตัวเอง มีความล่าช้าเกิดขึ้นในการก่อสร้าง มีการเอาเงินไปกองไว้ มีการเอาดอกเบี้ยที่ได้ไปฝากไว้ เพื่อใช้เอง และเงินที่กองไว้ก็มีการพอกพูนมากขึ้น ๆ ประเด็นนี้ก็อยากจะขอฝากท่าน ในฐานะกรมบัญชีกลาง ท่านเห็นเงินที่ออกไปอยู่ชัด ๆ ถ้าเป็นผู้ตรวจสอบคนอื่นเขาอาจจะ เกรงใจ แต่ผู้ตรวจสอบอย่างกรมบัญชีกลางผมเชื่อว่าท่านน่าจะมีข้อมูลชัดเจนครับว่า โครงการก่อสร้างทั้งหลายทั้งปวงที่เขาล่าช้านี้ไม่ควรจะให้เขาเก็บเงินไว้ นอกเหนือจาก การก่อสร้างต่าง ๆ ที่กระผมเรียนไปแล้ว การเบิกจ่ายภายในเขาเองก็ยังมีเงินเหลือจ่าย ขนาดเหลือจ่ายจากการที่มีการผูกพันหรือไม่ผูกพันก็ตาม ยังมีกว่า ๑๐๐ ล้านบาท และท่าน ยอมให้เขาเก็บเข้ากองทุนอีก ทั้ง ๆ ที่เงินเหล่านี้เป็นเงินงบประจำ เพราะว่าเขาไม่สามารถ รับสมัครพนักงานได้ทันตามที่กำหนด ปกติงบประจำควรจะต้องคืนคลัง ไม่ควรจะยอมให้เขา เก็บเอาไว้อย่างที่ปรากฏกับ สตง. เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเลยครับที่เป็นอย่างนี้
ประการสุดท้าย ท่านประธานครับ คือเรื่องค่าธรรมเนียม อันนี้ผมแปลกใจมาก เพราะว่าเท่าที่ดูจากเอกสารที่ท่านส่งมา กฎหมายของ สตง. เขียนไว้ชัดว่าไม่ให้ สตง. เรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ กลายเป็นว่า สตง. ก็ไปหากฤษฎีกา ให้กฤษฎีกาตีความให้ แล้วก็บอกให้ตรวจสอบได้ ทั้งที่วุฒิสภามีการตั้งคณะทำงานมาดูเรื่องนี้ แล้วก็มีการบันทึกไว้ชัดเจนตามที่ท่านได้แสดงอยู่ในเอกสาร หน้า ๑๕๙ ว่า สตง. ไม่มีสิทธิ ที่จะเก็บค่าธรรมเนียม เพราะว่าตอนที่ออกกฎหมายฉบับนี้เขาก็ตั้งใจที่จะให้ สตง. ไม่มีปัญหาคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) ไม่มีปัญหาในเรื่องของ ความขัดแย้งของผลประโยชน์ แต่กฤษฎีกากลับไปร่วมมือตีความว่าให้เก็บได้ อันนี้ผมก็แปลกใจ มากครับที่หน่วยงานแบบกฤษฎีกาทำอย่างนี้ครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนครับ ขอบพระคุณ มากครับ