คารม พลพรกลาง หารือบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการส่งเสริมพรรคการเมืองและเรียกร้องให้ชี้แจงนโยบายพรรคแก่ประชาชนเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด ต้องขออนุญาตกราบขอบพระคุณท่านประธาน เป็นครั้งแรกที่ได้อภิปราย ในปี ๒๕๖๕ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้อภิปรายรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ท่านประธานครับ สิ่งที่เรากลัวก็คือ กลัวรัฐประหาร กลัวการยึดอำนาจ กลัวว่านักการเมืองเข้ามาสู่ระบบด้วยการซื้อเสียง หัวใจที่สำคัญคือพรรคการเมืองครับ ผมเพิ่งเป็น ส.ส. สมัยแรกก็จริง ผมอยู่กับพรรคการเมืองมา ๒๐ ปีครับ ท่านประธาน อยู่มานานจนถือว่าเป็นคนที่สร้างสถาบันเป็นพรรคการเมืองได้ ถ้าพรรคการเมืองไม่สำคัญ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๗ ไม่เขียนไว้หรอกครับ ใน (๓) ว่าคนที่จะสมัคร ส.ส. ต้องเป็นสมาชิก พรรคการเมือง อันนี้สำคัญครับแล้วเป็นเหตุผลที่นำไปอภิปรายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีท่านแสวง บุญมี เข้ามารับฟังการพูด การอภิปรายของ ส.ส. ผมจะอภิปรายอยู่ใน เรื่องของการพัฒนาพรรคการเมืองของกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ผมจะเรียนอย่างนี้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง เขียนยุทธศาสตร์ในเล่มนี้เป็นการย้อนไปถึงปี ๒๕๕๖ ถ้าจำไม่ผิด แต่ว่าขณะนี้มันปี ๒๕๖๕ ผมอยากจะกราบเรียนไปยังผู้ชี้แจงครับ ประกอบรายงานฉบับนี้ว่า ท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวของพรรคการเมือง มันจึงเป็นที่ลำบากครับ พรรคการเมือง คนน้อยมากครับที่จะรู้ว่าพรรคการเมืองใด ๆ มีนโยบายอย่างไร ส่วนใหญ่ที่จะรู้นี่ รู้จากตัวพรรคการเมือง ซึ่งอาจจะผ่านหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และสมาชิกพรรค พรรคประชาธิปัตย์ของท่านประธานก็รู้จากประเพณีที่อยู่มานาน ขออนุญาตที่เอ่ยนาม พรรคการเมืองที่พัฒนาบางท้องที่ ขออนุญาตเอ่ย พรรคชาติไทยพัฒนาที่เขาพัฒนา สุพรรณบุรี ก็รู้จากคนที่รับรู้ ท่านแสวงครับ พรรคที่เขามีนโยบายดี ๆ เรื่องบำนาญก็ดี เขาพัฒนาเรื่องพืชเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ไม่เคยมีที่ กกต. จะอธิบายความ ให้ประชาชนทราบท่านประธาน เพราะฉะนั้นเวลาที่ให้เขาสมัครเป็นสมาชิกพรรค เขาจึงอืดอาด เขาจึงยากลำบากใจที่จะจ่ายเงินค่าสมาชิก ทั้งที่เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเหตุ อะไรรู้ไหมครับท่านประธาน ท่านไปดูเลยครับในหน้า ๘๑-๘๔ ผมอ่านละเอียดครับ ท่านแสวงครับ ขออนุญาตที่จะเอ่ยชื่อท่าน เพราะท่านก็มารักษาการ ที่เป็นโครงการ ที่ท่านใช้เงินตั้ง ๕๓,๓๗๔,๐๘๐ บาท ในนี้มีแต่เขียนการพัฒนายุทธศาสตร์ พัฒนาบุคลากร พัฒนาเรื่องบัญชี ผมเรียนถามตรง ๆ ครับ ประชาชนที่อยู่บ้านผม สุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่อยู่จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ เขาจะรู้ได้อย่างไรครับว่าพรรคการเมือง ไหนดีอย่างไร เด่นอย่างไร ทำไมท่านไม่มีการออกพื้นที่ บอกเลยครับจะไปกลัวอะไรครับ ก็ท่านมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ที่จะอธิบายถึงว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรค เด่นเรื่องอะไร เวลาเขาเลือกเขาจะได้เลือกถูก ประชาธิปัตย์เด่นเรื่องส่งเสริมประชาธิปไตย พรรคบางพรรคเด่นเรื่องพัฒนาท้องที่ พรรคบางพรรคเน้นเรื่องบำนาญ ทำไม กกต. ทำไม่ได้ละครับ เพราะฉะนั้นเวลามาเลือกนี่การที่จะเป็นประชาธิปไตยที่ดี และไม่ให้คน มาด่าได้ทหารไม่มายึดอำนาจ มีอยู่ ๒ อย่างครับท่านประธาน ๑. ตัวพรรคการเมือง ต้องไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ต้องเป็นของมหาชน มหาชนเกิดจากไหนท่านอ่านดูสิครับ ตามคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามกฎหมายการเลือกตั้งของท่าน มันต้องเป็นที่คนส่วนใหญ่ เขารวมมา เพื่อมีจุดมุ่งหมายเพื่ออยากให้พรรคนั้นอยู่ ๒. ส.ส. ที่เข้ามานี่ต้องเข้ามา ด้วยความสามารถ ด้วยคุณูปการ หรือคุณความดีที่ทำอยู่ ไม่ใช่อาศัยใบบุญของพรรคเท่านั้น แล้วก็ไม่ทำอะไรเลย คนเสียหายคือใครครับ คือประชาชนครับ แต่ กกต. เหนียมอาย อะไรครับ ใช้เงินไปตั้ง ๕๓ ล้านบาท งบก็เยอะ ผมพูดเฉพาะตรงนี้ก็พอครับ ถ้าสื่อสาร กันดี ๆ พูดถึงว่าพรรคการเมืองนี้ ทีเวลาจ่ายภาษียังให้ประชาชนเขาเอาเงินใส่ในรหัส ของพรรคการเมือง คือสนับสนุนพรรคการเมืองผ่านได้เลยครับ แต่ กกต. มีหน้าที่ ทำไมไม่อธิบายความ ทำไมไม่ออกพื้นที่ ในนี้ท่านเขียนชัดเลย มีแต่พัฒนาบุคลากร พรรคการเมืองเขาพัฒนาเขาได้ครับ อันนี้คือ หัวใจสำคัญครับ ไม่อย่างนั้นก็อย่าเขียนรัฐธรรมนูญ ให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง เอกสิทธิ์ ในสภานี้ใหญ่ที่สุดแล้วครับ พอขัดมติพรรค พรรคการเมือง เอ่ยชื่อพรรค มันไม่ให้พูดแล้วครับ ขอโทษทีครับ ถอนครับ พูดไม่ได้หรอกครับ ผมไม่ได้มีอารมณ์ร่วม และไม่ใช่เรื่องส่วนตัว นี่คือเรื่องหลักกฎหมายท่านประธาน ท่านประธานเป็นนักกฎหมาย แต่ที่ผมพูดนี้ พูดเรื่อง อะไรรู้ไหมครับ พูดเรื่อง กกต. มีหน้าที่ต้องบอกเลยครับว่า พรรคการเมืองสำคัญ พรรคการเมืองแต่ละพรรคมีนโยบายที่ดี ประชาชนสนใจนโยบายไหน สินค้าชนิดใด เหมาะกับเขา ก็ให้เขาเลือก ประกอบกับมาดูตัวคนในร้านค้า หรือ ส.ส. หรือผู้บริหาร เขาชอบอีก เขายิ่งเลือกง่าย ถ้าเป็นลักษณะอย่างนี้ ที่ท่านกังวลเรื่องซื้อเสียง ไม่มีหรอกครับ ไม่มีหรอกครับ ไม่ต้องซื้อเสียงหรอกครับ เอาความสามารถของ ส.ส. กับนโยบาย พรรคการเมือง ประเทศนี้ก็ไปได้ แล้วทหารไม่ต้องปฏิวัติ ไม่ต้องมามีกลิ่นปฏิวัติหรอกครับ ทหารเขาก็ไม่ต้องการมาปฏิวัติ แต่ถ้าพรรคการเมืองที่มัน ขออภัยครับ มีนโยบายที่มัน แผลง ๆ มันผิด มันทำได้ครับ กฎหมายเขาเขียน สุดท้ายจริง ๆ จึงจะเรียนว่า ประชาธิปไตย มันต้องสร้างเกิดจากความคิดของคนส่วนมาก พรรคการเมืองเป็นเรื่องที่สำคัญ ท่านจะ อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ถ้าพรรคการเมืองดี แต่ ส.ส. ก็ไม่ได้ทำงาน มันก็ไม่ใช่ มันจึงต้อง ประกอบด้วยกัน ๒ อย่าง เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนว่าหน้าที่ของ กกต. ในการพัฒนา ที่จะมีเล่มต่อไป กรุณาให้ความสนใจกับการพัฒนาพรรคการเมืองให้ดีกว่านี้ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ