อภิชาติ ตีรสวัสดิชัย ยื่นกระทู้ถามรัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอชี้แจงปัญหาแนวเขตและพื้นที่ครอบครองในหนองหารที่คลาดเคลื่อนจากพระราชกฤษฎีกา จนทำให้ประชาชนไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศและระดับน้ำจากเขื่อนกั้นที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมและทำลายแหล่งน้ำธรรมชาติ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขอยื่นกระทู้เรียนถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประภัตร โพธสุธน มาชี้แจง ขอตั้งกระทู้ถามรายละเอียดดังต่อไปนี้
ในอดีตหนองหารเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน ไม่มีประตูระบายน้ำกั้น มีพื้นที่ลักษณะน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้างในช่วงฤดูฝน เมื่อถึง ฤดูแล้งน้ำลดลงจนเกือบแห้งเหลือเพียงบางส่วนที่เป็นลุ่มต่ำ ชายขอบของหนองหารบางส่วน กลายเป็นท้องนาและทุ่งหญ้า มีที่ดอนเป็นเกาะหลายแห่ง แต่ละแห่งมีต้นไม้ใหญ่อยู่ ขึ้นเป็นจำนวนมาก เป็นแหล่งรวมของนกหลากหลายชนิด มีลำน้ำพุง จากเทือกเขาภูพาน เป็นลำน้ำหลัก รวมทั้งลำน้ำสาขาลำห้วยอีก ๒๑ ห้วย ที่ไหลลงสู่หนองหาร ทำให้หนองหาร มีน้ำหมุนเวียนสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ตัวธรรมชาติ และเป็นแหล่งกำเนิดของเผ่าพันธุ์ ปลานานาชนิด จากการขึ้นมาไข่ของปลาแม่น้ำโขง นอกจากนี้ระบบนิเวศธรรมชาติ ของหนองหารยังเอื้อประโยชน์ต่อการดำรงชีพของชุมชนต่าง ๆ ที่อยู่โดยรอบ จึงมีพี่น้อง ประชาชนมาอาศัยอยู่หลายหมื่นครัวเรือน ในปี ๒๔๗๗ ทางรัฐก็ได้มีการประกาศขึ้นทะเบียน พื้นที่หนองหารเป็นที่สาธารณะ เนื้อที่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ไร่ โดยระบุขอบเขตคร่าว ๆ ว่า จดขอบหนองทั้ง ๔ ด้าน ระบุความกว้าง ความยาวเป็นเส้น ทิศเหนือระยะ ๒๓๗ เส้น ทิศตะวันออกระยะ ๒๓๗ เส้น ทิศใต้ระยะ ๑๖๒ เส้น ทิศตะวันตก ๒๕๐ เส้น ซึ่งเป็นพื้นที่คร่าว ๆ วัดประมาณการ ถ้าเราคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ในปัจจุบันจะได้ พื้นที่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าไร่ ซึ่งคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จนเจ้าหน้าที่ของทางกรมประมงเองก็ไม่กล้าชี้แนวเขต ที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหา ในเมื่อปี ๒๔๘๔ ทางกรมประมงได้มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตพื้นที่หวงห้ามในเขตอำเภอเมืองสกลนคร หนองหาร มีเนื้อที่ ๑๑๙,๗๓๒ ไร่ โดยกำหนดให้เป็นสถานที่บำรุงพันธุ์สัตว์น้ำของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับนี้ประกาศทับลงไปในพื้นที่ที่ไม่มีความชัดเจนของพิกัดพื้นที่ที่มีความกว้าง ความยาว ทับลงไปในพื้นที่ทำกินที่พี่น้องประชาชนได้ครอบครองทำมาหากินมาตั้งแต่โบราณ และทำให้ราษฎรเสียสิทธิในการที่จะออกเอกสารสิทธิมาเป็นระยะเวลานาน ตั้งแต่ช่วง ปี ๒๔๘๔ จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นสิ่งที่สร้างปัญหาและข้อขัดแย้งกรณีพิพาท พี่น้องประชาชน ได้ร้องเรียนปัญหาดังกล่าวมาถึงทางจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นตัวแทนของทาง กระทรวงมหาดไทย ในปี ๒๕๔๐ ทางจังหวัดสกลนครกับกรมที่ดินก็ได้มีการปรึกษาหารือ กันว่าจะแก้ไขปัญหาและชี้แนวเขตที่ชัดเจนของหนองหารอย่างไร จึงได้มีการสำรวจ รังวัดปักหลักหมุดแนวเขตหนองหารเป็นหัวพญานาค ตามรูปที่กระผมได้ส่งมาให้ มันจะเป็นหลักเขตหนองหาร ซึ่งหนังสือสำคัญที่หลวง ฉบับเลขที่ ๐๖๒๓ ที่ทาง จังหวัดสกลนครร่วมกับสำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สำรวจรังวัดชี้แนวเขตที่เป็นจริง ของหนองหาร เมื่อวัดออกมาได้แล้วหนองหารเองจะมีเนื้อที่ประมาณ ๗๗,๐๑๖ ไร่ ตัวเลขนี้ จะมีส่วนต่างผิดไปจากที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามพื้นที่อำเภอเมืองหนองหาร ปี ๒๔๘๔ ที่กำหนดไว้ ๑๑๙,๗๓๒ ไร่ ส่วนต่างคือ ๔๓,๐๐๐ กว่าไร่ เป็นพื้นที่ที่เป็นปัญหาว่า ทางกรมประมง และทางกรมที่ดินจะบริหารจัดการออกเอกสารสิทธิให้คนที่ครอบครองมา ตามสิทธิของการออกกฎหมายที่ดินตรงนี้ ทางกรมที่ดินจะแก้ปัญหาในส่วนนี้อย่างไร จากความคลาดเคลื่อนดังที่กระผมได้กราบเรียนมาว่า การประกาศพระราชกฤษฎีกาไม่มี การกำหนดแนวที่ชัดเจน และไม่สามารถที่จะชี้รายละเอียดที่ชัดเจนว่า แนวเขตของ หนองหารเป็นเช่นไร ปัจจุบันนี้หนองหารมีความเสื่อมโทรม เปลี่ยนแปลงไปทั้งระบบนิเวศ และด้านคุณภาพของน้ำดิบ ตลอดจนการควบคุมระดับของน้ำที่ตอนนี้หนองหาร มีประตูกั้นน้ำ ๒ ประตู ประตูแรกคือ ประตูแววพยัคฆ์คัน ที่สร้างเมื่อปี ๒๔๘๔ เป็นการกั้น หนองหารไว้ ทำให้หนองน้ำธรรมชาติที่เป็นระบบเปิดแต่เดิมกลายเป็นระบบปิด กั้นน้ำที่จะให้สามารถหล่อเลี้ยง และกั้นพื้นที่ให้คลุมพื้นที่ของทางกรมประมงที่กำหนดไว้ ในขณะเดียวกันในปีใดที่มีน้ำน้อยก็จะไม่มีปัญหา แต่ในปีใดที่มีดีเพรสชัน (Depression) หรือว่ามรสุมเข้ามา ประตูกั้นตัวนี้จะเป็นส่วนหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในหนองหาร ทำให้พี่น้องที่อยู่โดยรอบได้รับผลกระทบ เพราะว่าน้ำที่เคยไหลลงในช่วงหน้าแล้ง เป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี ต้องถูกกั้นไว้ให้มีระดับน้ำในหนองหารที่ระดับ ๑๕๖ เมตร ณ ระดับ ท้องทะเลกลาง ต่อมาในปี ๒๕๓๖ ทางกรมประมงก็ได้มีการพิจารณาว่า เขื่อนกั้นน้ำเดิมที่มีอยู่ไม่สามารถ ที่จะระบายน้ำออกสู่ลำน้ำโขงได้ทัน ทำให้เกิดน้ำท่วมขึ้นมา จึงมีการสร้างประตูน้ำสุรัสวดี ขึ้นมาอีก ๑ แห่ง และกั้นน้ำให้มีระดับสูงขึ้นมาอีก ๑ เมตร ในระดับที่ ๑๕๗ เมตร ที่ระดับ น้ำทะเลกลาง ทำให้ระดับน้ำในหนองหารเพิ่มมากขึ้นท่วมเข้าไปในที่ไร่ ที่นา ที่ทำกิน ของพ่อแม่พี่น้องประชาชน สร้างปัญหาให้กับพี่น้องที่อยู่โดยรอบ จากการสำรวจของ ทางอำเภอเมืองสกลนคร มีการสำรวจออกหนังสือที่หลวงแปลงที่ ๑ คือ พระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตหวงห้ามเขตอำเภอเมืองหนองหาร ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ที่กำหนดพื้นที่ไว้ ๑๑๙,๗๓๒ ไร่นั้น เมื่อมีการสำรวจรังวัดเมื่อปี ๒๕๔๐ จังหวัดสกลนครร่วมกับกรมที่ดิน จะสำรวจพื้นที่ที่เป็นพื้นที่หนองหารจริง ๆ เหลืออยู่ประมาณ ๗๖,๓๑๗ ไร่ และในส่วนพื้นที่ ดังกล่าวนี้มีประชาชนเข้าไปทำประโยชน์อยู่ ๑๐๘ ราย แยกเป็นหลักฐานที่มีเอกสารที่ดิน ๓๐ ราย และไม่มีหลักฐานที่ดิน ๙๘ ราย ส่วนในเขตพื้นที่พระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดิน พ.ศ. ๒๔๘๔ สำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนครได้สำรวจล่าสุดพบว่า มีการออกเอกสารสิทธิ ที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินอยู่ในเขตแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาประมาณ ๓๐,๐๐๐ แปลง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แล้วก็เป็นปัญหาว่าเอกสารสิทธิที่ออก ตรงนี้ยังชะลอการที่จะอนุมัติอยู่ เพราะว่าทางกรมประมงยังแย้งสิทธิอ้างเขตในพื้นที่ ครอบครองสิทธิทำกินที่อยู่อาศัย ทั้งชุมชน ทั้งวัด ทั้งโรงเรียน สถานที่ราชการ ยังอยู่ ในเขตพระราชกฤษฎีกา เขตหวงห้ามพื้นที่อำเภอเมืองหนองหาร ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ และปัญหา ดังกล่าวนี้ก็เป็นปัญหาที่เรื้อรังยืดเยื้อกันมาเป็นเวลานาน ทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ประกอบกับสภาพปัญหาปัจจุบัน ตอนนี้มีความเสื่อมโทรมจนของรัฐบาลได้มีการทำ แผนพัฒนาหนองหารในระยะเวลา ๑๐ ปี จากปี พ.ศ. ๒๕๖๓-๒๕๗๒ ตั้งงบประมาณ ในระยะ ๑๐ ปีที่จะพัฒนาบูรณาการแก้ไขปัญหาของหนองหาร เป็นจำนวนงบประมาณ ถึง ๗,๔๔๒ ล้านบาท การดำเนินการของหน่วยงานที่จะมาดำเนินการตรงนี้ก็จะประสบ ปัญหา เพราะว่าทางกรมประมงเองยังไม่ชี้ชัดแนวเขตที่ชัดเจน หรือว่ายอมรับแนวเขต ที่ทางจังหวัดสกลนครและกรมที่ดินได้ออกหนังสือสำคัญที่หลวง ๐๖๒๓ ๐๖๒๔ ว่าเป็นแนวที่เป็นหนองหารอย่างแท้จริง ทำให้ความไม่เข้าใจกันและขาดการประสานงาน ของหน่วยงานราชการทั้งสอง ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนเดินหน้าได้ ถึงแม้ว่าจะมีโครงการ ที่เป็นประโยชน์ในการที่จะรักษาสภาพแวดล้อม หรือว่าแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่จะสร้าง ความอุดมสมบูรณ์และเป็นการเสริมสร้างประโยชน์ให้แก่พี่น้องที่อยู่รอบ ๆ หนองหาร ของเรา รวมทั้งปัญหาอีกประการหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจากการที่กรมชลประทานได้สร้างประตูกั้น ลำน้ำพุง ซึ่งเป็นแม่น้ำหลักที่จะลงสู่หนองหาร กั้นน้ำที่จะไหลลงส่งออกไปทางลำคลองช้างเผือก ที่จะไหลลัดหนองหารออกไปทางอำเภอนาแก โดยไม่ผ่านหนองหาร โครงการนี้ถือว่า เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมของหนองหารอย่างยิ่ง น้ำที่ไหลลงจากแม่น้ำพุงจะเป็นน้ำ ที่จะสร้างกระแสหมุนเวียน ทำให้น้ำในหนองหารมีความสะอาด มีความบริสุทธิ์จากตะกอน หรือว่ามลภาวะเป็นพิษต่าง ๆ ที่ชุมชนโดยรอบของหนองหารได้ปล่อยลงมา บางแห่งอาจจะ มีการบำบัด บางแห่งอาจจะไม่มีการบำบัดก็ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาว่า ต่อไปหนองหาร อาจจะเป็นบ่อน้ำโสโครกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถ้าหากว่าทางกรมประมงยังเพิกเฉย ไม่ดำเนินการมาบริหารจัดการและมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ทำกิน ของพ่อแม่พี่น้อง ปัญหาสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์สัตว์น้ำ หรือว่า ปัญหาเกี่ยวกับระบบนิเวศที่น้ำในหนองหารจะต้องเอามาใช้เป็นน้ำประปาให้คนสกลนคร ได้ดื่มกิน แต่ในขณะเดียวกันน้ำเน่าน้ำเสียที่ลงสู่หนองหาร ตอนนี้ก็ยังไหลลงมาอยู่ในหลายจุด