ณัฐวุฒิ สนับสนุนคุ้มครองเหยื่อคดีเพศ จี้ชี้แจงร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำซ้ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๖ มกราคม ๒๕๖๕

ณัฐวุฒิ บัวประทุม แสดงจุดยืนสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิเหยื่อคดีความผิดทางเพศ โดยเน้นถึงผลกระทบระยะยาวต่อผู้เสียหายและครอบครัว พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในแง่หลักนิติศาสตร์เรื่องการลงโทษซ้ำ และเรียกร้องความชัดเจนในการร่างกฎหมายเพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิผู้ต้องหา ในขณะเดียวกัน ยังตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของกฎหมายเดิมในการฟื้นฟูผู้กระทำผิด พร้อมเรียกร้องให้มีการวิเคราะห์ข้อจำกัดอย่างเป็นระบบ รวมถึงการประเมินจิตเวชและแผนบำบัดเฉพาะบุคคล เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการทั้งหมดมีประสิทธิภาพ คุ้มครองสิทธิมนุษยชน และสามารถป้องกันการกระทำซ้ำได้อย่างแท้จริงก่อนการรับรองร่างกฎหมาย

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทองครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายในขั้นรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติมาตรการ ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงที่ท่านวีระกร คำประกอบ ได้เอ่ยถึงครับ ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีความผิดเกี่ยวกับเพศครับ เพียงแต่ว่าเคยมีประสบการณ์ในแง่ ของการให้ความช่วยเหลือเหยื่อหรือผู้เสียหายในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศที่มีมากกว่า ๑๘ ปี ฉะนั้นแน่นอนครับ เมื่อเริ่มพูดแบบนั้นก็แสดงให้เห็นว่าจุดยืนของผมคือจุดยืนในการคุ้มครอง สิทธิในทุก ๆ ด้านของผู้เสียหาย เหยื่อเหล่านี้ มิใช่ผลกระทบเฉพาะหน้าที่เกิดทรอมา (Trauma) ความเจ็บปวดทุกข์ใจ ณ ขณะเมื่อการถูกละเมิดหรือเมื่อพ้นจากการถูกละเมิด ไม่นานนักเท่านั้นครับ หลายรายมีเรื่องของการเจ็บปวดทุกข์ใจในระยะยาวที่เรียกว่า โพสต์ ทรอเมติก สเทรส ดิสออร์เดอร์ (Post Traumatic Stress Disorder) หรือพีทีเอสดี (PTSD) หลายรายจากเหยื่อของการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ หากไม่ได้รับการดูแล คหรือการบำบัดฟื นฟูที่เพียงพอ อาจกลับกลายเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ซ้ำร้ายไปกว่านั้น

รั บ สำหรับเหยื่อหรือผู้เสียหายแต่ละรายนั้นมิใช่มีเขาคนเดียวครับ มีครอบครัว มีคนรอบข้าง ที่อาจได้รับผลกระทบจากคดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรงในรูปแบบอื่น ๆ ไป ไม่น้อยไปกว่ากัน นั่นคือจุดยืนแรกที่ผมอยากจะย้ำให้สภาแห่งนี้พิจารณาเบื้องต้นก่อน สผ ๒๕/๒๕๖๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) รภัสสา ๑๐๓/๒ แต่อย่างไรก็ตามครับ เมื่อเห็นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น ผมเองมีประเด็นที่จำเป็นต้อง สอบถามผู้ชี้แจงผ่านท่านประธานสภาอยู่ทั้งหมด ๔ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ ท่านประธานครับ เวลาที่นักเรียนนิติศาสตร์เรียนกฎหมาย อาญา นักเรียนนิติศาสตร์ย่อมได้เรียนสุภาษิตละตินบทหนึ่งครับ ที่เรียกว่า นีโม บิส พูนิตูร โพร อีโอเดม ดีลิคโต (Nemo bis punitur pro eodem delicto) หรือหลักที่เรียกว่า บุคคลไม่ควรถูกลงโทษซ้ำในความผิดเดิมที่เขาถูกลงโทษไปแล้ว หลักการนี้ถูกแปลมาเป็น ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า นอน บิส อิน ไอเดม (Non bis in idem) หรือหลักการ ห้ามดำเนินคดีซ้ำ เรื่องนี้เป็นประเด็นหลักที่ที่ประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ท่านกำลังพิจารณาในการยกร่างและการออกกฎหมายฉบับนี้นั้น ท่านเคยพูดถึง การลงโทษซ้ำกับผู้กระทำความผิดหรือไม่ แน่นอนครับ พวกเขาสมควรได้รับโทษจากการ ถูกกระทำ แต่โทษที่เขาได้รับนั้นควรสอดคล้องและมิใช่การลงโทษซ้ำในสิ่งที่เขาได้รับโทษ ไปแล้ว นั่นคือสิ่งที่ต้องระมัดระวัง ต้องตระหนักและต้องยืนให้ชัดถึงหลักการที่เป็น การคุ้มครองสิทธิของทุก ๆ คน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่จำเป็นต้องขอคำชี้แจงจากผู้ชี้แจงครับ

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ กรณีของการดำเนินการกับกรณีของ แดนเจอรัส ออฟ เฟนเดอร์ (Dangerous of fender) หรือผู้กระทำความผิดที่มีอันตรายนั้น มิใช่ไม่มีอยู่ในกฎหมายอื่นครับ ท่านมีวิธีการเพื่อความปลอดภัยที่อยู่ในประมวลกฎหมาย อาญาตั้งแต่มาตรา ๓๙ จนถึงมาตรา ๕๐ พูดถึงเรื่องของการกักกัน การข้ามเข้าเขตกำหนด การเรียกประกันทัณฑ์บน การห้ามดื่มสุรา ยาเสพติด ไปจนถึงการห้ามประกอบอาชีพ บางอย่าง ท่านมีพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งผมเองเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนั้น ผมจำได้ดีครับ ประเด็นที่เราพูดกันมากที่สุดก็คือประเด็นเรื่องของการจัดชั้นของนักโทษ ประเด็นเรื่องการ พัฒนาพฤตินิสัย ประเด็นเรื่องของการแก้ไขฟื นฟู เราเองก็บอกด้วยซ้ำว่า นักโทษในคดี ความผิดเกี่ยวกับเพศ ถ้าเคยได้รับโทษมาก่อน ชั้นนักโทษของเขาไม่ควรจะเริ่มจากการเป็น นักโทษชั้นกลาง แต่อาจจะต้องเริ่มจากนักโทษชั้นเลวหรือชั้นเลวมาก ซึ่งแน่นอนครับ คำนี้ต้องพูดด้วยความระมัดระวังท่านรัฐมนตรีเคยแก้คำเหล่านี้ที่ราชทัณฑ์ใช้มา ในลักษณะละเมิดสิทธิให้ผม ผมยังขอบพระคุณท่านอยู่จนถึงทุกวันนี้ ท่านมี พ.ร.บ. อีกฉบับหนึ่งครับ ก็คือ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับการคุมความประพฤติ คำถามของผมก็คือว่า ท่านมีการวิเคราะห์กันอย่างเป็นระบบหรือไม่ว่า เพราะเหตุใดกฎหมาย ๓ ฉบับนั้นถึงไม่อาจ แก้ไขฟื นฟูผู้กระทำความผิดในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรงได้ หรือไม่เคยมี ใครทำหรือท่านไม่ได้ทำ ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นเรื่องใหญ่ เรากำลังจะออกกฎหมายฉบับหนึ่ง ไปแทนที่กฎหมายที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่มีการลงรายละเอียดให้เห็นว่า กฎหมายที่มีอยู่แล้วนั้น มีข้อจำกัด มีผลกระทบอย่างไรถึงไม่อาจบังคับใช้ได้ นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ

ประเด็นที่ ๓ ว่ากันในเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยทั่วไปผมเอง เห็นด้วยและเห็นถึงความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นกรณีเคส สตัดดี (Case Study) ที่ท่านรัฐมนตรี ได้กรุณายกตัวอย่าง เช่น สมคิด พุ่มพวง เช่น ไอซ์ หีบเหล็ก แต่ท่านประธานทราบไหมครับ ว่าสภาแห่งนี้เคยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขปัญหาการละเมิดทางเพศและ ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ผมเองเป็นคนตั้งคำถามต่อกรมราชทัณฑ์ครับว่า ท่านได้ใช้โปรแกรมใด ในการประเมินและแก้ไขปัญหาของสมคิด พุ่มพวง แก้ไขปัญหาของไอซ์ หีบเหล็ก ราชทัณฑ์ ตอบผมแต่เพียงว่ามีมาตรการการคัดกรองทางจิตเวช พวกเขาเหล่านั้นตกอยู่ในเงื่อนไข ที่เรียกว่าเพอร์ซัลนอลลิตี ดิสออร์เดอร์ (Personality Disorder) หรือบุคลิกภาพที่ผิดปกติ แต่ราชทัณฑ์ตอบผมไม่ได้ว่า มูลเหตุหรือสาเหตุของการกระทำความผิด ที่ภาษาทาง การแพทย์เรียกว่า ไดแอกโนซิส (Diagnosis) หรือวินิจฉัยว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของการ กระทำความผิดนั้นเป็นอย่างไร ฉะนั้นผมไม่มั่นใจว่ากรณีที่เรารับหลักการกฎหมายฉบับนี้ใน เชิงปฏิบัติท่านจะทำได้จริง ผมยกตัวอย่างและขอใช้เวลาที่ใกล้เคียงกับท่านวีระกร คำประกอบ ที่ได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ครับ ท่านประธานครับ ในกรณี ๖,๔๐๐ คดีความผิด เกี่ยวกับเพศ ซึ่งขณะนี้ทางเป็นนักโทษเด็ดขาดชายในกรณี ๑๘๕ คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ สผ ๒๕/๒๕๖๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ธนัชญา ๑๐๔/๒ ซึ่งขณะนี้ถือเป็นนักโทษเด็ดขาดหญิง ท่านมีนักจิตวิทยาคลินิกกี่คน ท่านมีจิตแพทย์ที่ทำการ ประเมินโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีเหล่านี้กี่คน ท่านอย่าลืมนะครับ ท่านใช้แต่สถาบัน กัลยาณ์ราชนครินทร์ ท่านอาจจะใช้โรงพยาบาลตุลาการเฉลิมพระเกียรติ แต่ในต่างจังหวัด ท่านไม่มีจิตแพทย์ที่เพียงพอในการประเมิน ฉะนั้นถ้าไม่มีการประเมินที่ชัดเจนและทำแผน แก้ไขปัญหารายบุคคลที่เรียกว่า อินดิวิดวล แพลน (Individual Plan) ผมจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเพศเหล่านั้นได้รับการแก้ไขฟื นฟูอย่างแท้จริง จะมั่นใจได้อย่างไร ว่ามาตรการคุมขังเขานำไปสู่การแก้ไขมิใช่เป็นการละเมิดสิทธิ จะมั่นใจได้อย่างไร ว่ามาตรการทางการแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้วยความเคารพในร่างของท่านพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ท่านได้กรุณายกตัวอย่างซึ่งอาจจะใช้ยาในเรื่องของการปรับฮอร์โมน และสิ่งที่ผม กังวลอย่างยิ่งคือ เรื่องของการฉีดไข่ให้ฝ่อ ซึ่งท่านต้องบอกให้ชัดว่า สิ่งนี้มีอยู่ในคำว่า มาตรการทางการแพทย์หรือไม่ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะใช้การทำงานบำบัดเชิงจิตวิทยา ไม่ใช่แค่การทำคอกนิทิฟ บีแฮฟวีเออรัล เทอราปี (Cognitive Behavioral Therapy) หรือซีบีที (CBT) ที่แก้ไขแค่การนั่งพูดคุยกัน หรือการทำพฤติกรรมบำบัดที่ไม่ได้แก้ นั่นเป็น ประเด็นที่ ๓

ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ ผมอยากจะย้ำจุดยืนของพวกผมครับว่า ในกรณีร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นั้น พวกผมยืนอยู่ข้างผู้เสียหายแน่นอนครับ ไม่ควรมีผู้เสียหาย แม้กระทั่ง ๑ ราย ที่ควรถูกละเมิดทางเพศไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร ไม่ควรจะต้องมีการแก้ไข ฟื นฟูผู้เสียหายและครอบครัวทุกราย ซึ่งเรารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา แต่กฎหมาย ที่กำลังจะออกในวันนี้ ดุลยภาพระหว่างการแก้ไขฟื นฟูเยียวยาผู้เสียหายกับดุลยภาพในการ แก้ไขบำบัดพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด ถ้าท่านตอบให้สภาแห่งนี้มั่นใจได้ว่า การร่าง กฎหมายฉบับนี้จะนำไปสู่ทางปฏิบัติที่แท้จริง จะมีมาตรการในเชิงปฏิบัติ มาตรการของกระทรวงยุติธรรมรองรับ จะมีการใช้มาตรการที่ดึง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นักสังคมสงเคราะห์ ชุมชนเข้ามามีส่วน ร่วม จะมีมาตรการที่ทำให้เห็นว่ามีหลักประกันแก่ประชาชน ว่าคนเหล่านี้จะไม่ออกมา กระทำความผิดซ้ำ ถ้าท่านตอบได้แบบนั้นพวกผมยินดีรับหลักการครับ ฉะนั้นขอคำตอบ เหล่านี้ก่อนที่พวกผมจะตัดสินใจในร่างกฎหมายที่ก้ำกึ่งต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนฉบับนี้ ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน