วิรัตน์ วรศสิริน วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ. มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในคดีเพศและคดีความรุนแรงว่าขาดความรอบคอบ ไม่สอดคล้องกัน และไม่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จึงเสนอให้ทบทวนร่างกฎหมาย โดยเน้นการบำบัดรักษาทางจิตเวชสำหรับผู้ต้องขังคดีล่วงละเมิดระหว่างคุมขัง และผลักดันให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงการประเมินผู้ต้องขังอย่างบังคับ เพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำอย่างมีประสิทธิภาพหลังพ้นโทษ
กราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติ มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือที่ใช้ความรุนแรงฉบับนี้ กระผมอ่านแล้วยังมีความไม่รอบคอบและไม่คงเส้นคงวาอยู่หลายประการ กล่าวคือ ท่านเดินมาถูกทางแล้ว เห็นปัญหาแล้ว แต่การแก้ปัญหาเป๋ ออกนอกเส้นครับท่านรัฐมนตรี ก็เกรงว่าอาจจะทำให้ไม่สามารถบรรลุถึงวัตถุประสงค์ของการออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้อย่างแท้จริง ท่านประธานครับ กระผมจะขอไล่เรียงรายละเอียดแสดงความเห็น ต่อท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีเพื่อการปรับปรุงในชั้นถัดไป
ความเห็นประการแรกของผมก็คือ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สาเหตุของการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศคือการใช้ความรุนแรง แรงจูงใจคืออะไร แต่แน่ ๆ ก็แตกต่างจากอาชญากรรมประเภทอื่น ๆ เช่น การฉ้อโกง ลักทรัพย์ ฉกชิง วิ่งราวทรัพย์ เป็นต้น ก็ไม่ใช่ว่าเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๐) ที่เป็น ส.ส. ไม่ได้ ก็ไม่ใช่ ไม่เกี่ยวคนละเรื่องกัน แต่ความผิดเหล่านี้ถ้าคนมีเงินทำ อย่างผมเป็น ส.ส. ไปทำก็เกิดจาก ความโลภ เป็นคนขี้โกง แต่ถ้าเกิดจากคนที่ไม่มีเงินทำก็เกิดจากความยากจนเป็นแรงจูงใจ เหล่านี้เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ การกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศนั้นมีได้ด้วยหลายสาเหตุ ตั้งแต่ การขาดความยับยั้งชั่งใจ ปัญหาการเลี้ยงดูครอบครัว ปัญหาครอบครัว สภาพสังคม รวมทั้ง ผลจากการดื่มแอลกอฮอล์หรือยาเสพติดไปจนถึงปัญหาทางจิตเวช ซึ่งกรณีปัญหาทางจิตเวช นี้เป็นสาเหตุสำคัญของการกระทำผิดซ้ำที่ยากจะป้องกัน หากไม่ได้รับการแก้ไขก่อนที่จะส่ง ผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคม ท่านประธานครับ ตามรายงานของสำนักข่าวไทยพีบีเอส (Thai PBS) เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๑ นักจิตวิทยา สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จ เจ้าพระยา ได้ค้นพบว่าผู้ต้องขังคดีทางเพศบางส่วนมีอาการจิตเวช โดยเป็นการทดสอบตาม โปรแกรม (Program) การแก้ไขฟื นฟูผู้กระทำผิดทางเพศโดยเรือนจำกลาง สมุทรปราการ ร่วมกับสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาร่วมกันศึกษา แล้วผลการศึกษาก็ออกมาว่า ผู้ต้องขังคดีทางเพศส่วนหนึ่งมีอาการจิตเวชร่วมด้วย ดังนั้นก็มีการเสนอให้มีการบำบัดรักษา และปรับพฤติกรรมต่อสิ่งเร้าสำหรับผู้ต้องขังที่มีอาการจิตเวช ท่านประธานครับ สิ่งเร้าก็คือ สิ่งจูงใจ สิ่งล่อใจ สิ่งกระตุ้นอารมณ์เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระทำผิดซ้ำ โดยจะต้องได้รับ การบำบัดรักษาให้หายก่อนที่จะพ้นโทษออกมา ขอย้ำตรงนี้นะครับท่านประธาน ต้องได้รับ การรักษาให้หายก่อนพ้นโทษ ท่านประธานครับ ในรายงานชิ้นดังกล่าวได้ระบุว่า นักสังคม สงเคราะห์เรือนจำกลาง สมุทรปรากการ เตรียมเสนอผลการทดลองทางจิตวิทยา ให้แก่กรมราชทัณฑ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์พักการลงโทษและลดวัน ต้องโทษของกลุ่มผู้ต้องขังที่มีอาการจิตเวช เพื่อให้ได้รับการรักษานอกเหนือจากที่ถูกคุมขัง ตามกฎหมายแล้ว ท่านประธานครับ นั่นหมายความว่า การประเมินอาการจิตเวชจะต้องทำ โดยผู้เชี่ยวชาญเป็นระยะในระหว่างถูกคุมขังควบคุมตัว เพื่อให้มีโอกาสในการรักษาอาการให้ หายก่อนที่จะพ้นโทษ และเมื่อครบกำหนดโทษแล้วหากยังไม่หายก็จะต้องมีมาตรการในการ รักษาจนกว่าจะพ้นขีดอันตรายต่อสังคมจึงจะปล่อยออกมาได้ ดังนั้นความสำคัญในประเด็น อาการทางจิตเวชของผู้ต้องขังจากการกระทำผิดทางเพศนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเรื่องทาง การแพทย์ เป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาการกระทำผิดซ้ำ กระผมจึงจะขอนำเสนอ ประเด็นที่ควรปรับปรุงในร่างพระราชบัญญัติดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ ๑ ให้ทบทวนเพิ่มสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชในทุกขั้นตอน ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับปฏิบัติการที่จะมีส่วนในการตัดสินใจ อาทิเช่น ในคณะกรรมการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำที่จะตั้งขึ้นตามมาตรา ๘ ในส่วนของ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีท่านเป็นผู้แต่งตั้ง ท่านประธานครับ ควรกำหนดบังคับไว้ เลยว่า จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาหรือจิตเวชศาสตร์อยู่ด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลือก ตัวหนึ่งที่ปะปนอยู่กับผู้เชี่ยวชาญในสาขาอื่น ๆ ที่จะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ นี่เป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ การบำบัดรักษาจนพ้นขีดอันตรายต่อสังคม ข้อนี้สำคัญมาก ต้องทำก่อนที่จะพ้นโทษ ผู้ที่จะประเมินว่าใครควรจะได้เข้ารับการบำบัดก็จะต้องเป็น ผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวช เป็นผู้มีหน้าที่ที่จะประเมินผู้ต้องขังทุกคน ไม่ใช่ให้อำนาจพนักงาน อัยการเป็นผู้วินิจฉัยเสนอศาลตามที่ระบุอยู่ในมาตรา ๑๙ เพราะอาจจะเปิดช่องให้พนักงาน อัยการเกิดการละเลย เพราะเกรงจะมีผลเสียต่อรูปคดีก็เป็นไปได้
ประเด็นที่ ๓ ในหมวด ๔ มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ ก็เช่นกัน ผมยังเห็นว่าควรให้น้ำหนักและความสำคัญกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวช มากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ในมาตรา ๒๒ มีเนื้อหาที่ว่า หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านักโทษ เด็ดขาดจะกระทำความผิดซ้ำ ก็ให้ศาลกำหนดมาตรการต่าง ๆ ได้ กระผมเห็นว่าควรระบุ ให้ชัดครับ ต้องมีการอ้างอิงความเห็นทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน และในส่วน วรรคสามที่ระบุว่า ศาลอาจกำหนดระยะเวลาเฝ้าระวังในแต่ละมาตรการตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกิน ๕ ปีนับแต่วันพ้นโทษ ตรงนี้กระผมคิดว่ายังขาดเหตุผลรองรับตัวเลขว่า ๕ ปีนี้ มาจากไหน หากไม่มีหลักฐานทางการแพทย์มารองรับจะมีความจำเป็นอะไรที่จะกำหนด มาตรการตรงนี้ หรือหากมีหลักฐานทางการแพทย์เชื่อว่าบุคคลคนนี้ยังอาจเป็นอันตราย เมื่อครบ ๕ ปีแล้วก็ตาม แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่จะให้หยุดมาตรการเฝ้าระวังนี้ ท่านประธานครับ ต้องมีคำตอบครับ ซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดก็คือ การกลับไปสู่หลักการและหลักฐานทางจิตเวช ประกอบพฤติกรรมของผู้ต้องหาระหว่างช่วงเวลาเฝ้าระวัง กล่าวโดยสรุปครับท่านประธาน หากเราไม่ต้องการให้เกิดเหตุผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกมาแล้วยังไปกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ ซ้ำซาก คุกคามสิทธิเสรีภาพผู้บริสุทธิ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานนี้ ที่พนักงานรักษาความปลอดภัย หัวหน้า รปภ. ข่มขืนเหยื่อสาวลูกบ้านคอนโดมิเนียม (Condominium) ตรวจสอบประวัติพบว่าเคยติดคุกคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ล่วงละเมิด ทางเพศเด็กมาก่อน เหตุการณ์เช่นนี้ควรจะต้องแก้ไขให้ตรงกับเหตุแห่งปัญหา ดังนั้นท้ายนี้ กระผมจึงเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หากจะประกาศใช้จะต้องได้รับการปรับปรุง โดยให้น้ำหนักกับหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญมาประกอบการตัดสินใจ อย่างชัดเจนมากกว่านี้ ทั้งในเชิงนโยบายและการบังคับใช้มาตรการจากนโยบาย จึงกราบเรียน แสดงความเห็นไว้เพื่อประกอบการพิจารณาในชั้นถัดไป กราบขอบพระคุณท่านประธาน เป็นอย่างสูงครับ