สมชาย ฝั่งชลจิตร ระบุว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาควรให้โอกาสผู้ที่ขาดแคลนหรือมีความสามารถพิเศษและเป็นบุคคลที่รัฐต้องการสร้างคุณูปการต่อประเทศที่จะได้รับทุนการศึกษา และเสนอแนวทางในการสร้างอัจฉริยะในหมู่บ้านให้รัฐสนับสนุน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาตท่านประธานในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าในสมัยพวกผม แน่นอนครับ เราขาด โอกาสในการได้รับการศึกษาอย่างมาก เพราะไม่มีกองทุนแบบนี้อยู่ ต้องอาศัยวิธีการในการ ทำงานไปด้วย หาทุนเรียนไปด้วย หรืออาจจะต้องอาศัยวัดวาอารามในการที่จะเป็นที่พัก ในการที่อยู่อาศัย อาศัยข้าวก้นบาตรสำหรับการดำรงชีพในสมัยเป็นนักศึกษา แต่วันนี้เมื่อมี กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาทำให้โอกาสของคนยากจน คนที่ใฝ่หาที่จะได้รับการศึกษา ก็มีโอกาสเข้าถึงกองทุนนี้ แต่ในความเป็นจริงในความฝันของผม การศึกษามันควรจะเป็น เรื่องที่รัฐควรจะจัดให้กับประชาชนแบบฟรีด้วยซ้ำไป แน่นอนครับ แนวคิดที่อยู่ในร่างฉบับนี้ ก็คือการพูดถึงเรื่องผู้ที่ขาดแคลนกับบุคคลหรือเด็กนักศึกษาที่รัฐต้องการเป็นกรณีพิเศษ คือความสามารถพิเศษ หรือในช่วงที่มีความต้องการด้านแรงงานเฉพาะ แม้กระทั่งว่าเราพูด ถึงบุคคลที่มีความเป็นเลิศ และนี่คือสิ่งที่รัฐอาจจะมีโอกาสในการให้ทุนเพื่อที่จะให้รับ การศึกษาตามเป้าหมาย แน่นอนครับผมอยากจะคุยในที่ประชุมแห่งนี้ว่าบุคคลใน ๔ กลุ่ม ผู้ขาดแคลนจริง ๆ ผู้ที่มีความสามารถ หรือว่าเป็นบุคคลที่รัฐต้องการในการที่จะไปสร้าง คุณูปการต่อประเทศ คนที่มีความเป็นเลิศรัฐควรจะให้ทุนการศึกษา ก็อยากจะฝากไปยัง คณะกรรมาธิการที่จะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ว่าจะหาแนวทางอย่างไรที่จะหาบุคคล หรือสร้างผู้ชำนาญการพิเศษขึ้นมาสำหรับเป็นผู้ที่จะใช้ในการพัฒนาประเทศในอนาคต ข้างหน้า ในหลักการของกฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นด้วยในเรื่องของแนวคิดในวิธีการที่เรื่องของ การกู้และวิธีการผ่อนชำระ ซึ่งการให้อำนาจคณะกรรมการในการผ่อนชำระหรือผ่อนผัน ให้อำนาจในการพูดถึงการลดหย่อน หรือการปรับโครงสร้างหนี้ หรือว่าระงับหนี้ได้ ในวันนี้ ถ้าเราไปดูตัวเลขว่าอยู่ระหว่างการชำระหนี้อยู่ประมาณ ๓,๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน อยู่ในระหว่าง การผ่อนผัน จำนวน ๙๙๐,๐๐๐ กว่าคน แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องขอความกรุณาเป็นพิเศษ นั่นก็คือกฎหมายก็ร่างไว้แล้ว ผู้ที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพ หรือเป็นโรคร้ายแรงที่เพิ่มเติม เข้ามา คนเหล่านี้ควรจะได้รับการยกเว้นหรือระงับหนี้ไปเลย ก็เป็นแนวคิดที่ถือว่ายินดีด้วย ถ้าหากว่าเจอสุขภาพที่ไม่ดี โรคร้ายแรง และประกอบอาชีพ ไม่ได้ ค่ารักษาพยาบาลก็ไม่รู้จะเอามาจากไหน ถ้าไม่ได้โครงการ ๓๐ บาท รักษาทุกโรค ที่ผ่านมาก็คงจะยากเหมือนกัน นี่ก็ขออนุญาตเอ่ยถึง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพูดหรือกล่าวไว้ ในที่นี้ว่า วันนี้ในบางประเทศที่อยู่ใกล้ ๆ กับบ้านเรา เขาใช้วิธีการรัฐไปสนับสนุน อัจฉริยะ สร้างอัจฉริยะ นั่นก็คือถ้าคุณมีความสามารถในเรื่องของการสอนภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาอะไรก็ตาม และในหมู่บ้านในชุมชนเรามีนักเรียน นักศึกษาต้องการที่จะ เรียนภาษาเหล่านี้ เรามีอัจฉริยะอยู่ในหมู่บ้าน แน่นอนครับเขาไม่มีสถานศึกษา แต่บ้านเขา คือสถานศึกษา ถ้าเราเปิดช่องทางให้คนเหล่านี้มีโอกาสสร้างอัจฉริยะขึ้นมาในหมู่บ้าน เราจะมีช่องทางอย่างไรที่รัฐจะเข้าไปสนับสนุนให้อัจฉริยะเหล่านี้ได้สร้างคนในพื้นที่ของเขาได้ เขาจะเป็นครูในชุมชน ในหมู่บ้าน ไม่ต้องเปิดเป็นสถาบันการศึกษานอกระบบ แต่มันสร้าง อัจฉริยะเหมือนกับที่เราเคยสร้างช่างฝีมือในการซ่อมรถยนต์ โดยอาศัยโรงกลึงหรือ อู่ซ่อมรถ เป็นครูสอนและสร้างอาชีพไว้เยอะมาก ในกลุ่มผู้ประกอบการในการซ่อมรถยนต์ ทั้งหลาย อู่เหล่านี้รัฐก็ควรจะเข้าไปดูว่าถ้าเขารับสอนเด็กที่มาฝึกงานในโรงเรียน ในสถาน ประกอบการของเขา เขาควรจะมีโอกาสในการที่จะได้เงินตอบแทนจากรัฐบ้าง วิธีการเหล่านี้ ละครับ มันจะสร้างให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างคนเก่งขึ้นมาในทุกชุมชน สร้างงานให้กับชุมชน สร้างโอกาสให้กับคนที่เก่งอยู่ในหมู่บ้าน ในตำบล ไม่ต้องทิ้งความรู้ เปล่า ๆ นี่คือสิ่งที่เพื่อนบ้านเราทำอยู่ อัจฉริยะสร้างอัจฉริยะโดยการหนุนช่วยจาก กระบวนการศึกษาของรัฐ ให้คนเก่งได้ใช้ความรู้ความสามารถสร้างคนเก่งในชุมชน ในหมู่บ้าน ก็อยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการนี้ไปคิดด้วยว่าจะทำอย่างไรให้โครงการกองทุน กู้ยืมเพื่อการศึกษานี้มันตอบสนองอนาคตข้างหน้าของประเทศ เราช่วยกันสร้างคนเก่ง สร้างคนมีความรู้ความสามารถในชุมชน ในหมู่บ้านได้อย่างไร ขอบพระคุณครับท่านประธาน