ซูการ์โน มะทา สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พรรคประชาชาติ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุน กยศ. ที่นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และขอความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหานี้
ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ผมขออนุญาตอภิปราย สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของพรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงแล้วการอภิปรายเรื่องสำคัญ ที่เป็นผลกระทบของพี่น้องประชาชนเกือบ ๒๐ ล้านคนทั่วประเทศที่ได้รับความเดือดร้อน จากเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้น ควรจะจบจากการอภิปรายของสภาแห่งนี้ในสัปดาห์ ที่แล้ว แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีการนับองค์ประชุมโดยพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็ไม่เป็นไรผมก็อยากพูด ให้ฟังว่าปัญหาจริง ๆ แล้วมันควรจะเร่งแก้ปัญหา เพราะปัญหาเรื่องของหนี้กองทุน กยศ. นั้น เป็นปัญหาที่พวกเราพรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชาติเองก็ได้รับ การร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้และพี่น้องประชาชนคนไทย ทั่วประเทศว่า ปัญหาลูกหลานที่เป็นหนี้ กยศ. นั้นเป็นปัญหาที่พวกเขามีความยากลำบาก อย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการคิดดอกเบี้ย การค้ากำไรของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้น เป็นตรรกะที่คิดในการจัดการบริการทางการศึกษาที่ผิดไป อันนี้ก็อยากเรียนผ่าน ท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรี ถึงคณะกรรมการบริหารกองทุน กยศ. ด้วยว่า เท่าที่เรา ทราบดีว่าปัญหาของประเทศนั้นเราเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นเหลื่อมล้ำทางด้านความเป็นอยู่ ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา เป็นปัญหาที่ถาโถม สะสมของรัฐบาลที่มันท้าทายการบริหารงานของผู้บริหารระดับผู้บริหาร ของประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทยนั้น หลายท่านที่เป็นสมาชิกสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่าทำไมจะต้องมีเงินกองทุนเพื่อกู้ยืม ทางการศึกษา ผมก็อยากบอกว่าฐานะความเป็นประชาชนของคนไทยทั้งประเทศนั้น ไม่มีฐานะที่เท่าเทียมกัน ความเหลื่อมล้ำทางฐานะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเข้าถึง เงินกองทุนกู้ยืมมีความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราจะเห็นได้จากรัฐบาลหลายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านชวน หลีกภัย และท่าน พันตำรวจเอก ทักษิณ ชินวัตร ท่านก็ให้มีเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่เป็น ลูกหลานชาวนาที่อยู่บ้านนอก ที่อยู่ตามชายขอบของประเทศ ที่มีฐานะทางการเงินทาง ครอบครัวไม่ดีได้เข้าถึงการศึกษาเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ เหตุผลที่ผมจะอภิปรายต่อไปถึงความเหลื่อมล้ำ ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ มากยิ่งขึ้นก็คือ ในเรื่องของการศึกษานั้นเราพัฒนาการศึกษาที่ผิดรูปแบบ ผิดเป้าประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณหลาย ๆ อย่างของรัฐบาล โดยเฉพาะการจัดสรรเงิน งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละปีนั้น จัดให้ด้านการศึกษานั้น เป็นการจัดให้เพียงน้อยนิด แต่เราไปให้ความสำคัญในเรื่องของความมั่นคงมากขึ้น อันนี้ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดโดยตรรกะของรัฐธรรมนูญด้วย เพราะว่าในรัฐธรรมนูญนั้นได้กำหนด ชัดเจนว่า หน้าที่หลักของรัฐบาลในหมวดหน้าที่ของรัฐบาล มาตรา ๕๔ ค่อนข้างจะกำหนด ชัดเจนในรัฐธรรมนูญด้วยว่ามีหน้าที่สำคัญที่จะต้องจัดการศึกษา ในข้อที่ ๕ มาตรา ๕๔ รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาในเวลา ๑๒ ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบ การศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าศึกษา อันนี้คือการเข้าถึงการศึกษา ตามคำสั่งของ คสช. เมื่อ ๒๘/๒๕๕๙ มีกำหนด ๑๕ ปี ซึ่งเดิมจะเป็น ๑๒ ปี แต่ว่าในการ แก้ปัญหาดังกล่าวทำให้มีการแก้ไขเรื่องของระเบียบของกองทุน เท่าที่ผมทราบมาก็อยาก อภิปรายเพิ่มเติมว่า จากการบริหารหนี้ที่คิดแต่ผลกำไร มีการคิดดอกเบี้ย มีการคิดเงิน ค่าปรับ ท่านประธานครับ ถ้าเรามาดูยอดรายได้สุทธิที่เริ่มต้นของกองทุนกู้ยืม กยศ. นั้น จะเห็นว่ามียอดที่เป็นกองทุนอยู่ไม่กี่พันล้าน เริ่มต้นอยู่ ๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ รายได้จากการที่เป็นดอกเบี้ย ที่เงินกองทุนให้กู้ยืมและรายได้ที่เป็นเงินค่าปรับ เป็นเงินทั้งสิ้น ๓๘,๗๔๔ ล้านบาท เฉลี่ยแล้วในรอบตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๓ กองทุนได้มีกองทุนเฉลี่ย ในเงินเหล่านี้ประมาณ ๕,๕๓๕ ล้านบาท ซึ่งเงินตรงนี้มันก็ผิดตรรกะที่ว่ากองทุนเพื่อกู้ยืม ทำให้เป็นภาระหนี้ ทำให้พี่น้องประชาชน เด็กที่กู้ยืม ๖.๑ ล้านคน เป็นหนี้กองทุนกู้ยืม แล้วในบรรดาเหล่านี้ยังมีพ่อแม่ ผู้ค้ำประกันรวมแล้วก็มีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกองทุน กยศ. นี้ประมาณ ๒๐ ล้านคน อย่างที่ผมกล่าวทั้งหมด ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากฝากนิดหนึ่ง ก็คือเรื่องของการบริหารจัดการการดำเนินคดี และการใช้จ่ายในการดำเนินคดี ตลอดที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้นมีทั้งหมด ๘,๗๘๘ ล้านบาท เฉลี่ยแล้วปีหนึ่งกองทุนใช้เงิน ๑,๒๕๕ ล้านบาท เป็นค่าจ้างทนายไปทวงหนี้ อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากทางคณะกรรมาธิการที่จะได้รับ การแต่งตั้งขึ้นมา ฝากไปยังกองทุน ฝากถึงท่านรัฐมนตรีว่า เราเสียเงินงบประมาณปีหนึ่ง ประมาณ ๑,๒๕๕ ล้านบาท ไปจ้างทนายเพื่อไปทวงหนี้กับคนที่เป็นลูกหลานของคนไทย ทุกคนที่เป็นอนาคตของประเทศ ทำไมเราไม่เอาเงิน ๑,๒๕๕ ล้านบาทนี้ใช้หนี้กองทุนเสีย โดยไม่ต้องใช้จ้างทนายและไม่มีคดีความด้วย อันนี้อยากฝากให้ท่านรัฐมนตรีนำไปคิดว่า สิ่งเหล่านี้ การบริหารเงินกองทุนนั้นควรจะบริหารด้วยตรรกะที่ว่าไม่ใช่การบริหารเพื่อหวัง ผลกำไร ฉะนั้นกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้นควรจะสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนครับ ขอบคุณครับ