วรภพ ชี้ปม กยศ. ล้มเหลวจากนโยบาย หนี้-ค้ำประกัน ต้องแก้ร่วม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๖ มกราคม ๒๕๖๕

วรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. กยศ. โดยชี้ปัญหาความล้มเหลวไม่ได้มาจากนักเรียนเพียงฝ่ายเดียว แต่รวมถึงนโยบายดอกเบี้ยผิดนัดที่สูงและไม่เป็นธรรม รวมทั้งภาระของผู้ค้ำประกัน จึงเรียกร้องให้แก้ไขโครงสร้างหนี้ ยกเลิกดอกเบี้ยผิดนัด และถอดภาระผู้ค้ำประกันออกจากกฎหมายฉบับใหม่ พร้อมเสนอทบทวนเกณฑ์พิสูจน์ความจนที่กีดกันผู้มีรายได้น้อย และผลักดันให้การศึกษาเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคและรองรับสังคมสูงอายุในอนาคต

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมอยาก มาขออภิปรายในร่าง พ.ร.บ. กยศ. ใน ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นแรกครับ คือผมอยากให้เรากลับมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ถ้าอยากจะแก้ปัญหา กยศ. จริง ๆ มันต้องยอมรับกันก่อนว่าประเด็นปัญหา กยศ. ที่ผ่านมาไม่ใช่ความผิดของนักเรียน นักศึกษาอย่างเดียวที่ทำให้เกิดเอ็นพีแอล (NPL) ๒ ล้านกว่าราย หรือว่าเกือบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องยอมรับกันก่อนครับว่ามันมีบางส่วนเกิด จาก กยศ. เองด้วย ที่เริ่มตั้งแต่ดอกเบี้ยผิดนัด ที่ผ่านมา กยศ. มีการตั้งดอกเบี้ยผิดนัด ที่ผมอยากใช้คำว่า คือดอกเบี้ยที่ขูดรีด ดอกเบี้ยผิดนัดสูงถึง ๑๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ มีการให้จ่ายชำระเป็นรายปี ซึ่งแน่นอนครับในความเป็นจริงก็คือมันไม่มีใครสามารถเก็บเงิน แล้วก็เก็บเป็นเงินก้อนเพื่อมาจ่ายเป็นรายปีได้ หรือเมื่อเขาเกิดสภาวะตกงานหรือว่ามีปัญหา ทางการเงิน มันก็จะเกิดการผิดนัดเกิดขึ้น และเมื่อผิดนัดเมื่อเจอดอกเบี้ยผิดนัดที่มากขนาดนี้ มันก็อยู่ในวงจรไม่สิ้นสุด ก็คือจ่ายคืนอย่างไรก็ไม่พ้นดอกเบี้ยผิดนัด ดังนั้นถ้าวันนี้ เราอยากจะแก้ปัญหา กยศ. อันดับแรกครับ คืนความเป็นธรรมให้กับนักเรียน นักศึกษา กลุ่มนี้ก่อน ซึ่งผมก็ต้องบอกว่าในร่าง พ.ร.บ. กยศ. ฉบับนี้ยังไม่ชัดเจนครับ คือมันเปิดช่องให้ คณะกรรมการได้ปรับโครงสร้างหนี้ก็ตาม แต่ผมคิดว่าถ้าเราอยากจะแก้ไขจริง ๆ อยากจะให้ ระบุให้ชัดไปเลยครับว่า ดอกเบี้ยผิดนัดก้อนนี้ที่ผ่านมาเกิดจากความไม่เป็นธรรม ตรงนี้ มันควรจะต้องถูกยกไป ๘๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังได้ โดยที่ไม่ต้องมากำหนดว่า ต้องเอาเงินก้อนเข้ามาปิด ซึ่งเงื่อนไขกรณีที่เอาเงินก้อนมาปิด จริง ๆ มันควรจะเป็นเงื่อนไข ของสถาบันการเงินเอกชน ไม่ใช่ กยศ. ที่เป็นสวัสดิการของรัฐด้วยซ้ำ อันนี้ก็ต้องเรียกร้อง ความเป็นธรรมให้กับนักเรียน นักศึกษากลุ่มนี้ด้วย เช่นเดียวกับภาระของคนค้ำประกันครับ หน้าที่ของ กยศ. ก็คือการให้สวัสดิการเพื่อให้เขาเข้าถึงการศึกษา แต่การที่มาไล่บี้กับ คนค้ำประกัน จริง ๆ แล้วมันไม่เกิดประโยชน์อันใดกับนักเรียน นักศึกษาหรือคนค้ำประกันที่ จริง ๆ เขาก็ไม่ควรจะต้องมารับภาระตรงนี้ของผู้กู้ นักเรียน นักศึกษาด้วยซ้ำ เพราะว่า บางคนก็ไม่ใช่พ่อแม่ บางคนก็เป็นแค่คุณครู อันนี้ก็เช่นเดียวกันก็ตั้งเป็นคำถามครับว่า ทำไมไม่เขียนให้ชัดลงไปใน พ.ร.บ. ไปเลยว่าภาระค้ำประกันควรจะถูกยกออกไป เพื่อให้เกิด ความเป็นธรรมกับ ๒ กลุ่มนี้

ประเด็นที่ ๒ ผมอยากชวนคุยในเรื่องหลักการนิดหนึ่งครับ คือถ้าเรามองว่า ตอนนี้ จริง ๆ อย่างสัปดาห์นี้ที่ผ่านมาก็เริ่มมีข้อมูลออกมาว่า ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่ประชากร คนไทยเกิดน้อยกว่าคนเสียชีวิต พูดง่าย ๆ ก็คือเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุเต็มตัว ปีที่แล้ว คนเกิดแค่ ๕๐๐,๐๐๐ กว่า แต่ว่าคนเสียชีวิตมากกว่านั้นอีก และแน่นอนครับในเมื่อสังคม สูงอายุจะดำเนินการต่อไปทุกคนเข้าใจครับว่านั่นหมายถึงอะไร เราต้องการคุณภาพคน ที่ดีขึ้นจากจำนวนประชากรที่มันจะน้อยลง และนั่นคือการศึกษาถูกไหมครับ ดังนั้นในช่วง เปลี่ยนผ่าน ทุกคนก็คงเข้าใจตรงกันว่า เราอยากเห็นให้การศึกษาเป็นสวัสดิการ สามารถ เรียนปริญญาได้ฟรี กยศ. ก็เป็นแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น เพื่อให้สวัสดิการตรงนี้อย่างน้อย เขาก็กู้ไปเรียนได้ ดังนั้นในหลักการที่อยากจะให้ทบทวนครับ คือเลิกการพิสูจน์ความจน ในการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ กยศ. ตรงนี้ เพราะในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ยังเขียนไว้ชัดเจนว่าเฉพาะนักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลน ทุนทรัพย์ ผมเห็นที่มีเพิ่มเติมนิดหนึ่งก็คือว่า มันไม่ได้ดูแค่รายได้ แต่ให้ดูภาระค่าใช้จ่ายด้วย อันนี้ผมอยากชวนคุยใน ๒-๓ ประเด็น

ประเด็นแรกก็คือว่าจริง ๆ แล้วในการที่พิสูจน์ความจนมันมีปัญหาต่อเนื่อง หลายอย่าง อย่างแรกแน่นอนมันกลายเป็นเงื่อนไขกีดกันนักเรียน นักศึกษาที่เขาควรจะ เข้าถึง กยศ. แต่เขาถูกเงื่อนไขเหล่านี้กีดกันออกไป จริง ๆ เราก็เห็นตัวอย่างนี้มากมาย ตั้งแต่ บัตรคนจน ตั้งแต่โครงการเราชนะ ว่าเงื่อนไขพิสูจน์ความจนมันควรจะเลิกได้แล้วสำหรับ การสร้างสวัสดิการของประเทศไทยนี้ เพราะมันเป็นเงื่อนไขที่กีดกันคนที่จำเป็นแต่เข้าไม่ถึง ซึ่งผมมองว่ามันคือเสียโอกาสมากกว่าที่เราจะบอกว่าจะเป็นประสิทธิภาพจากการที่เราไม่ให้ คนรวยเข้าถึง ซึ่งถ้าเราไปดูสถิติดูอย่างไรก็แล้วแต่ก็ต้องยอมรับว่าสังคมไทยความเหลื่อมล้ำ มันสูงมาก ๘๗ เปอร์เซ็นต์ของคนประเทศนี้มีเงินในบัญชีในไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท พูดง่าย ๆ ก็คือว่าต่อให้เราจะตั้งเงื่อนไขอย่างไรก็แล้วแต่สุดท้ายเราก็แค่มากันคน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นี้ออกไปไม่ให้เข้าถึงสวัสดิการที่เขาควรจะได้ แต่เราไม่นึกถึงว่าคนที่ไม่มีจริง ๆ ครอบครัว ที่ไม่มีจริง ๆ แล้วเมื่อเวลาที่เขาเข้าไม่ถึงเพียงเพราะว่าพ่อแม่เขาอาจจะเป็นเหรัญญิกของ ชมรมในหมู่บ้าน เป็นคนที่ต้องรับเงินอะไรในตรงนี้ แต่ว่าด้วยความที่เขาก็ยังไม่ได้เป็น ครอบครัวที่มีรายได้สูงจริง ๆ เขาก็ถูกกีดกันตรงนี้ออกไป ถ้าให้มาพิสูจน์ค่าใช้จ่ายครอบครัว ผมก็ต้องถามกลับไปว่า คน ๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้วต้องมาตรวจสอบภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ ต้นทุน ภาครัฐในการที่จะมาพิสูจน์ความจนของนักเรียน นักศึกษา ที่สมัครกันมาเป็นแสน ๆ ราย มันคุ้มค่ากันหรือเปล่าในการที่กีดกันคน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ว่ามีรายได้สูงเพียงพอออกไป จากระบบตรงนี้ ดังนั้นในแง่ของประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณเพื่อมาพิสูจน์ความจน มันไม่คุ้มอยู่แล้ว เช่นเดียวกันต่อมาครับ มันเกิดผลต่อเนื่องอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องของการ จะมุ่งหน้าให้ประเทศไทยเข้าไปสู่รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครับ เพราะว่าอะไร การที่เราสร้าง สวัสดิการรัฐที่ต้องมาพิสูจน์ความจน ผลลัพธ์มันคืออะไร ก็คือว่าคนที่มีศักยภาพ ในการเสียภาษี เขาก็จะรู้สึกว่ามันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการที่เข้ามาเสียภาษี ในประเทศไทยนี้ เพราะเขาไม่เคยเข้าถึง นั่นคือเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐที่มันควรจะเป็น และเช่นเดียวกันพอคนที่มีศักยภาพในการเสียภาษีตรงนี้ ไม่เห็นประโยชน์จากการเข้ามาอยู่ ในระบบภาษี ประเทศไทยก็ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ ท่านรัฐมนตรีคลังก็รู้ดีวันนี้ไม่ว่าจะเก็บ ภาษีอะไรก็เจอแรงต่อต้านจากประชาชนทุกหย่อมหญ้า เหตุผลก็เช่นอย่างนี้ละครับ เพราะท่านออกแบบสวัสดิการสงเคราะห์ออกมาไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ก็ต้องเป็นคำถามว่าคนเสีย ภาษีเขาจะได้อะไร ถ้าทำให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่แรก ทุกคนที่เสียภาษีเขาก็จะเห็นว่า การเสียภาษีไปให้กับประเทศนี้อย่างน้อยเขาได้ประโยชน์กลับมา ไม่ใช่แค่ว่าจะออก สวัสดิการอะไรมาก็ตั้งเงื่อนไขว่าคุณรวยหรือเปล่า คุณจนหรือเปล่า คุณจนคุณถึงได้ คุณรวยคุณก็อด ดังนั้นใครจะเสียภาษีครับประเทศนี้ อันนี้คือประเด็นที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด คือเลิกคิดได้แล้วครับว่าสวัสดิการของภาครัฐต้องให้เฉพาะคนจนเท่านั้นนะ จริง ๆ มันคือ สิทธิของทุกคน คนไทยทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้ที่ต้องมารองรับให้เขาเข้าถึงการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษาที่ไม่ว่าจะยากดีมีจนเขาควรจะเข้าถึง ดังนั้นในประเด็นนี้ ก็คงต้องฝาก และผมก็ขอไปแปรญัตติต่อไปในกรรมาธิการ ขอบคุณครับ