สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๖ มกราคม ๒๕๖๕

นิยม เวชกามา หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ โดยเห็นด้วยในหลักการ แต่ต้องการแก้ไขบางประเด็น เช่น การตัดผู้ค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ย และการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการจากภาคการศึกษา

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขตัวนี้คือ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษาฉบับนี้ ซึ่งเสนอโดยรัฐบาล ผมเห็นด้วยครับ ผมขอแสดงความคิดเห็น เห็นด้วยในหลักการ แต่ต้องติติงเพื่อให้กรรมาธิการไปทบทวนในบางเรื่อง ท่านประธานครับ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นความหวังของคนยากคนจน ท่านก็เขียนไว้ชัดเจนในหลักการ เหตุผลว่า การกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ในการศึกษาอันเป็นรากฐานสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม โดยภาพรวม ท่านประธานครับ โดยหลักการ เหตุผลถูกต้อง กฎหมายฉบับนี้ความจริง ก็ไม่ได้นาน เมื่อปี ๒๕๖๐ เมื่อมีการแก้ไข ผมจึงเห็นด้วยในหลายข้อ แต่ต้องติติงเพราะว่า บางข้อเรายังคิดแบบนักธุรกิจอยู่ กฎหมายฉบับนี้ตัดผู้ค้ำประกันออกเป็นเรื่องดีเลยครับ เพราะบางทีเด็กคนยากคนจนที่จะหาคนมาค้ำประกันเป็นเรื่องยาก ผมดูในเนื้อหาดีใจด้วย แล้วยังมีดอกเบี้ยค้างอยู่ ซึ่งผมมีความเห็นต่างว่าดอกเบี้ยไม่ควรมีเลย การศึกษาคือ การได้กำไรจากตัวคน ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า ความเหลื่อมล้ำในการศึกษามันมีอยู่แล้ว ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ครับ คนมีสตางค์มีโอกาสดีกว่าคนยากคนจนมากในด้านการศึกษา ฉะนั้น ผมจึงเห็นว่าในเมื่อมีโอกาสให้เขากู้ยืมเงินซึ่งเป็นการลงทุนชัดเจน การศึกษาต้องลงทุน แต่ เมื่อเขามีโอกาสได้กู้ยืมเงิน นี้ละคือทุนที่เขาจะต่อไปในอนาคต จึงเป็นความหวัง แต่ผมต้องตั้งประเด็นปัญหาว่า การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่ากฎหมายกองทุน กยศ. เป็นการช่วยให้ประชาชน ซึ่งเป็นคนยากคนจนอยู่แล้ว ทำให้เขามีโอกาสมาอยู่ในเวทีของคนระดับ ซึ่งเรียกว่าไม่เหลื่อมล้ำจริงหรือไม่ แค่ผมดู ในเบื้องต้น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ที่ผมพูดไม่ได้หมายความว่าผมไม่เชื่อ ในศักยภาพรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะท่านประธาน คือกฎหมายฉบับนี้ โดยดูแล้วไปดูว่าผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะกรรมการประธานกองทุนคือปลัดกระทรวงการคลัง คณะกรรมการก็คือข้าราชการ ในกระทรวงการคลัง หรือข้าราชการในส่วนสายการเงิน อันนี้ผมต้องแคลงใจต้องทักท้วงว่า แล้วทำไม เป็นคำถามที่ผมเกิดขึ้นในใจว่าแล้ว พ.ร.บ. จะแก้ความเหลื่อมล้ำจริงหรือไม่ เพราะคณะกรรมการทั้งคณะเป็นคณะกรรมการสายการเงินล้วน ๆ ผมจึงมีความคิดเห็น แบบหนึ่งว่า ทำไมไม่ให้คณะกรรมการชุดนี้มาจากภาคการศึกษาบ้างท่านประธาน เอาละ ผู้รักษาการเอามาจากกระทรวงศึกษาธิการเลย ให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รักษาการ แล้วประธานกองทุนทำไมไม่คิดที่จะให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการหรือ ผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกองทุน นี่คือประเด็น เพราะคนกลุ่มนี้ เขาเป็นสายการศึกษา เขาจะมีความคิดว่าถ้าให้กู้ยืมไปแล้ว คนได้ประโยชน์คือประชาชน ไม่ต้องทำมาหากิน ไม่ต้องค้ากำไรจากเงิน แต่ค้ากำไรจากคนที่จบที่เรียนมาแล้ว อันนี้คือ ประเด็นที่ผมต้องตั้งคำถามไปยังคณะกรรมาธิการซึ่งจะทำต่อไป ผมขอยกตัวอย่างซึ่งเป็น เครื่องยืนยันว่าคณะกรรมการกองทุน ผู้ร่างคือกระทรวงการคลัง ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าผมดูในเนื้อหา ไม่มีมาตราใดที่บอกว่าพระภิกษุ สามเณรที่จะกู้เงิน กยศ. นี้ได้ มีไหมครับมีมาตราไหนไหม พระภิกษุ สามเณรก็เป็นนักเรียน นักศึกษาได้ วันนี้มันไม่เหมือน ยุค พ.ร.บ. เดิมแล้ว วันนี้พระภิกษุ สามเณรมีโอกาสมาเรียนสายสามัญ ท่านประธานครับ ระดับปริญญานี่ท่านรู้ไหมพระภิกษุ สามเณรหลายรูปมาเรียนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยของรัฐ ไม่ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านไปดู หลายคนจบรัฐศาสตร์ จบเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยรัฐ และวันนี้ไม่มีแบบนี้ไม่มีที่จะให้เงินกู้กองทุน ผมจึงมีคำถามว่าท่านเป็น คณะกรรมการ ท่านร่างกฎหมาย ท่านที่อ้างว่าความเหลื่อมล้ำ ไม่เหลื่อมล้ำ พระ สามเณร เขาก็เป็นคนคนหนึ่งทำไมไม่ให้เขาคิด อันนี้ละคือเหลื่อมล้ำที่ผมต้องบอกท่านว่าทบทวนใหม่ อันนี้คือประเด็นอันนี้ละคือความเหลื่อมล้ำ พระภิกษุ สามเณรถ้าถามว่าเรียนแล้วเอาไป ทำอะไร บางคนจบแล้วก็สึกออกไปทำประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อบ้านเพื่อเมือง อีกกลุ่มหนึ่ง ถ้าไม่สึกก็เอาความรู้นี้ไปสั่งสอนพุทธศาสนิกชนบวกกับธรรมะผสมผสานกัน แล้วเป็น ประเด็นซึ่งให้ความรู้ให้จริยธรรมได้เข้าใจง่าย ท่านประธานครับ ผมจึงกราบเรียน เป็นเบื้องต้น ขอบคุณมากครับ