จักรพันธ์ สนับสนุนร่าง กยศ. ชูขยายโอกาสไม่ต้องมีผู้ค้ำ แต่ห่วงภาระงบฯ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๖ มกราคม ๒๕๖๕

จักรพันธ์ พรนิมิตร อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.กองทุน กยศ. ฉบับแก้ไข โดยเห็นว่าจะช่วยแก้ปัญหาการฟ้องผู้ค้ำประกันไม่เป็นธรรม และขยายโอกาสให้ผู้ขาดแคลนสามารถเข้าถึงเงินกู้ได้มากขึ้น รวมถึงครอบคลุมการศึกษาในสายอาชีพ พร้อมชื่นชมบทบาทของสภาที่ผลักดันร่างกฎหมายนี้ให้เกิดขึ้น แต่ขอให้ชี้แจงความพร้อมในการบริหารจัดการกองทุน เพื่อรองรับผู้กู้ที่อาจเพิ่มขึ้นโดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน ก่อนยืนยันการสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว

นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกจากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) โดยที่เป็นที่ทราบกันดี ว่ากองทุน ขออนุญาตใช้ชื่อย่อตลอดการอภิปราย คือกองทุน กยศ. ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศ ของเราเกือบ ๆ ๓๐ ปีมาแล้วโดยหลักการหรือว่าเหตุผลความจำเป็นในครั้งนั้น ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีนโยบายเรียนฟรี ดังนั้นนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นมาในการเกิดขึ้นของ กยศ. ถือว่าเป็นสิ่งที่นำมาช่วยให้เยาวชนของเราได้รับการศึกษา ได้เข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะ ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอุดมศึกษาได้เป็นอย่างมาก โดยจนถึงปัจจุบันทาง กยศ. ได้สามารถที่จะให้เงินกู้ให้กับนักเรียน นักศึกษา ไปแล้วกว่า ๖ ล้านคน ซึ่งก็ถือว่าเป็น จำนวนที่มาก เมื่อเริ่มต้นเกือบ ๓๐ ปีที่แล้วกองทุน กยศ. มีหลักการชัดเจนในเรื่องของการ ให้กู้ยืมสำหรับผู้ที่มีความยากจน โดยคุณสมบัติในขณะนั้นก็ยึด ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดก็คือ ๑๒๐,๐๐๐ บาทต่อครอบครัว ที่จะสามารถกู้ยืมได้ ที่จะต้องมีเงินไม่เกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท ต่อคนต่อปีสำหรับผู้ปกครอง ตัวเลข ๑๒๐,๐๐๐ บาท มาจากไหน ในขณะนั้นก็คือเส้น ความยากจนของประเทศไทยอยู่ที่ ๖๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี ดังนั้นเมื่อใน ๑ ครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท ก็คือ ๒ คนรวมกันไม่เกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท เด็กที่เป็น ลูกหลานของคุณพ่อคุณแม่เหล่านั้นก็ควรที่จะเข้ากองทุน กยศ. เพื่อเรียนหนังสือต่อ อันนั้น ก็เป็นมา แต่หลังจากนั้นก็มีการปรับเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จะมีเหตุผลบ้าง ไม่มีเหตุผลบ้าง ในที่สุด แล้วตัวเลขมันก็ปรับจนกระทั่งตัวเลขมันก็ไม่ได้ยึดโยงกับตัวเลขเส้นความยากจนของ ประชากรในเมืองไทยอีกต่อไป แต่ว่าในระหว่างทางของ กยศ. ก็จะมีปัญหา นอกเหนือ จากด้านดี ๆ ก็จะมีด้านอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปบ้างแล้วว่า กระบวนการ ในการดำเนินงานของ กยศ. เองก็มีปัญหา แต่โดยหลักการของ กยศ. ก็ยังมีประโยชน์ ยังเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะแก่การเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนปลาย ดังนั้นการที่รัฐบาลได้เสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม กยศ. ฉบับนี้เข้ามาผมก็ขอสนับสนุน เนื่องจากว่าได้หลักการและเหตุผลได้พูดถึงเรื่องของการแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมา เช่น เรื่องของการฟ้องผู้ผิดนัดชำระหนี้ การฟ้อง ผู้ค้ำประกันซึ่งก็คือผู้ปกครองหรือครู ซึ่งก็ปรากฏเป็นข่าวในสื่อต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาว่า มีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ดังนั้นการที่รัฐบาลได้นำเสนอร่างนี้เพื่อจะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผมก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและก็น่าสนับสนุน รวมทั้งเรื่องการขยายโอกาสในการเข้าถึงเงินกู้ยืม ไปยังกลุ่มอื่น ๆ ด้วย ซึ่งอันนี้ก็จะมีประเด็นที่ผมทั้งอยากจะสนับสนุนและอาจจะตั้งคำถาม ไปยังท่านผู้มาชี้แจงด้วย ถ้าหากท่านสามารถที่จะตอบชี้แจงได้ก็จะกราบขอบพระคุณ

สิ่งหนึ่งที่ผมจะต้องกล่าวย้ำว่าเป็นเครดิตของพวกเราทุกคนที่เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในชุดนี้ก็เพราะว่า ถ้าท่านจำได้สภาแห่งนี้เราก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญในการศึกษาปัญหา และการแก้ไขเรื่องของการดำเนินการของ กยศ. นี่ละครับ โดยมีผู้แทนจากทุกพรรคการเมืองในสภาแห่งนี้เป็นกรรมาธิการ ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งใน คณะกรรมาธิการชุดนั้นด้วย แล้วข้อเสนอของคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวจากสภาแห่งนี้ ที่สภาแห่งนี้ได้รับทราบ ได้เห็นชอบไปก็ปรากฏอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ที่คณะรัฐมนตรีได้นำเสนอ ต่อสภาแห่งนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่ เรื่องของการแก้ปัญหาการที่จะต้องให้ผู้ปกครองหรือครูเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วในปี การศึกษานี้ ทาง กยศ. เองก็ได้ผ่อนผันในเรื่องนี้ไปแล้ว ในปีการศึกษานี้เราไม่จำเป็นจะต้องมี ผู้ค้ำประกันแล้ว แต่ผมเข้าใจว่าอยากจะมีเงื่อนไขอยู่บ้างที่ท่านจะต้องเขียนไว้ในฉบับร่างนี้ ซึ่งก็คงจะต้องไปพูดคุยกันในชั้นกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง แต่โดยหลักการก็พยายามจะ แก้ปัญหาเหล่านั้นไม่ให้มันก็ขึ้นอีก รวมทั้งเรื่องของการขยายโอกาสไปยังกลุ่มที่อาจจะเรียน ระยะสั้นหรือเรียนแบบฝึกอาชีพก็ปรากฏอยู่ในร่างฉบับนี้ ซึ่งเป็นข้อเสนอของพวกเราจาก สภาแห่งนี้ ในมาตรา ๓ มีการเพิ่มนิยามของนักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษาว่าไม่จำเป็น จะต้องอยู่ในโรงเรียนหรือสถานศึกษาตาม พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องอีกต่อไป แต่เพิ่มไม่ถึงนักเรียน นักศึกษา ที่ไปศึกษาในหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ และสถานศึกษาเองก็ให้คำนิยามเพิ่มเติมเข้าไปอีกจากฉบับเดิมในฉบับแก้ไขนี้ ก็บอกว่า ให้รวมถึงบุคคลหรือคณะบุคคลที่จัดให้มีการศึกษาในหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ตามที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งอันนี้โดยหลักการก็คือการขยาย การกู้ยืมจากในโรงเรียนไปยังหลักสูตรระยะสั้นที่ผมได้กราบเรียนเมื่อสักครู่ อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้เอง ผมก็อยากจะขอถามผ่านท่านประธานไปยังท่านผู้ชี้แจงด้วยว่า เราได้ เตรียมการเอาไว้อย่างไรบ้าง เรามีการคาดการณ์เอาไว้ไหมว่าการที่เราทำให้การกู้ยืมกองทุน เราเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเป็นนักเรียน นักศึกษาในระบบแบบเดิมก็ได้ ก็หมายความว่า เราจะต้องมีผู้กู้มากู้มากขึ้นด้วย แล้วอย่างที่เราทราบกันดีว่า ณ ปัจจุบันสถานะของกองทุน กยศ. ไม่จำเป็นจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินอีกต่อไปแล้ว สามารถที่จะนำเงินจากกองทุน ที่คนเอามาใช้ คนที่กู้ไป แล้วจบไปแล้ว ทำงานไปแล้ว แล้วก็นำมาใช้หนี้ กองทุนมันก็ หมุนเวียนตามระบบของมันแล้วโดยไม่ต้องมาเป็นภาระในเรื่องของภาษีงบประมาณแผ่นดิน อีกต่อไป แต่เมื่อเราทำให้มันง่ายขึ้นตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับใหม่นี้ที่เราร่าง ผู้กู้ก็จะ เพิ่มมากขึ้น เมื่อผู้กู้เพิ่มมากขึ้นท่านได้มีการคาดการณ์ไว้ไหมครับ หรือรองรับไว้ไหมว่ามันจะ กลับมาเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินอีกหรือเปล่า เงินที่มันจะกลับเข้ามาในระบบมันจะ พอดีที่จะเลี้ยงตัวกองทุนหรือจะต้องกลับมาของบประมาณแผ่นดินอีก อันนี้ก็เป็นคำถามที่ผม อยากจะขอถามผ่านท่านประธานไปยังท่านผู้ชี้แจงเพื่อความสบายใจในการที่จะสนับสนุน หลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

ส่วนในประเด็นอื่น ๆ คงหมดเวลาพอดี ก็จะขออนุญาตยุติการอภิปราย แต่เพียงเท่านี้ และขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุน กยศ. ฉบับนี้ของทาง คณะรัฐมนตรีที่นำเสนอต่อสภาแห่งนี้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ