รชตะ สาสะเน พูดเรื่องหนังสือมอบอำนาจในการเข้าร่วมประชุม ซึ่งกรมสรรพากรให้ความเห็นว่าใช้ได้โดยติดอากรภายหลัง เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในศาล และพูดว่าการมอบอำนาจที่ไม่ติดอากร ณ ขณะยื่นก่อนจะเข้าร่วมประชุมไม่สมบูรณ์ และไม่เห็นด้วยกับการตีความว่าติดอากรแสตมป์เฉพาะเวลามีคดีขึ้นสู่ศาล
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม รชตะ สาสะเน ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการมอบหมาย ให้ชี้แจงเพิ่มเติมในเรื่องนี้ ต้องกราบเรียนว่าในชั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ในเรื่องของหนังสือมอบอำนาจในการเข้าร่วมประชุม เนื่องจากว่าที่ผ่านมามีคดีขึ้นสู่ศาล ให้ต้องวินิจฉัยอยู่เป็นประจำว่า ใบมอบอำนาจในขณะที่เข้าร่วมประชุมนั้น เมื่อไม่ติดอากร แสตมป์สามารถใช้ได้หรือไม่ ซึ่งทางกรมสรรพากรก็ให้ความเห็นในชั้นกรรมาธิการว่า ใบมอบอำนาจใช้ได้โดยตัวของหนังสือมอบอำนาจอยู่แล้ว เพียงแต่มาติดอากรภายหลังได้ เพื่อจะใช้อ้างอิงเป็นพยานหลักฐานในศาล ซึ่งในชั้นประชุมคณะกรรมาธิการก็ได้มีการโต้แย้ง ในเรื่องนี้ว่า เราไม่เห็นด้วยว่าหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ติดอากร ณ ขณะยื่นก่อนจะ เข้าร่วมประชุม ที่ผ่านมาในการประชุมบริษัท ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชน ในกรณีที่ผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยมีความคิด หรือมีแนวคิดที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อกรรมการของบริษัท การมอบอำนาจมา แม้กระทั่งการประชุมโดยปกติที่ไม่ใช่การประชุม ทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วไม่ติดอากรก็เป็นเหตุในการที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมประชุมได้ทันที เพราะถือว่าการมอบอำนาจนั้นไม่สมบูรณ์ และเมื่อพิจารณาตามประมวลรัษฎากรเราต้องเข้าใจหลักการ ประมวลรัษฎากรมุ่งหมาย ให้มีการติดอากรแสตมป์ ถ้ากรมสรรพากรจะตีความว่าหนังสือมอบอำนาจใช้ได้เลยติด อากรแสตมป์เฉพาะกรณีมีปัญหากันในศาลเท่านั้น ผมว่ามันจะขัดต่อหลักการของประมวล รัษฎากร ที่สำคัญก็คือในประมวลรัษฎากร ในมาตรา ๑๐๔ ของประมวลรัษฎากรระบุ รายละเอียดของตราสารที่ต้องปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ คำว่าบริบูรณ์นั้นถ้าพูดถึงกรณีนี้ ไม่บริบูรณ์มีอยู่ ๓ กรณี คือกรณีที่ ๑ ไม่ได้ปิดแสตมป์เลย กรณีแบบนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ ของกรมสรรพากรเมื่อตรวจพบสามารถเรียกเก็บอากรให้ครบ พร้อมกับเรียกเงินเพิ่มได้อีก ๖ เท่า กรณีที่ ๒ คือกรณีปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย เช่น ถ้าประชุมต้องปิดอากร ๒๐ บาท แต่ท่านปิดมา ๑๐ บาท ถ้าเจ้าพนักงานตรวจพบก็เรียกอากรส่วนที่ขาดให้ครบ แล้วปรับเป็นเงินเพิ่มอีก ๖ เท่า และกรณีที่ ๓ คือกรณีอื่น เพราะฉะนั้นมันแสดงให้เห็นว่า เจตนารมณ์ตราสารต่าง ๆ ต้องปิดอากรแสตมป์ ณ ขณะทำตราสาร ถ้าตีความว่าติดอากร แสตมป์เฉพาะเวลามีคดีขึ้นสู่ศาลก็จะไม่มีใครติดอากร ถ้าอย่างนี้เราตีความเพื่อเลี่ยง เจตนารมณ์ของประมวลรัษฎากร กรณีที่ ๒ ที่มีการพิจารณาว่า ในหลักการของร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ในข้อที่ ๖ กำหนดว่า กำหนดให้มีการมอบฉันทะโดยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บุคคลอื่นเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น ในกรณีประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์ ในชั้นพิจารณา ของกรรมาธิการ กรมสรรพากรชี้แจงถึงการจัดทำอีแสตมป์ (e-Stamp) ว่าต้องมีการระบุ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพื่อจะขอเข้าไปในระบบเพื่อซื้ออากรแสตมป์ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ มีกรรมาธิการสอบถามว่า และในกรณีที่ผู้ถือหุ้นบริษัทมหาชนเป็นชาวต่างชาติจะนำเลข ผู้เสียภาษีมาจากไหน จะซื้ออากรได้อย่างไร ประชุมผ่านอิเล็กทรอนิกส์แล้วแต่ปรากฏว่า หนังสือมอบอำนาจที่อาจจะสแกน (Scan) เป็นพีดีเอฟ ไฟล์ (PDF File) มาไม่มีอีแสตมป์ (e-Stamp) ไม่มีการปิดอากรก็แสดงว่าเขาไม่มีสิทธิเข้าประชุม คณะกรรมาธิการโดย ท่านประธานก็เลยพิจารณาเห็นว่าเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย และโดยหลักการ กรรมการมีหน้าที่ต้องจัดประชุมให้การประชุมเรียบร้อยอยู่แล้ว การจะปิดอากรให้กับ ผู้ถือหุ้นรายย่อยเพียง ๒๐ บาท ไม่ได้เป็นภาระ ก็เลยพิจารณาว่าให้กำหนดลงไปให้ชัดเจน ส่วนกรณีสุดท้ายที่มีการโต้แย้งว่า ถ้ากำหนดให้บริษัทเป็นผู้ชำระจะไปขัดกับประมวล รัษฎากรที่กำหนดหน้าที่ของผู้เสียอากร ตรงนี้ทางที่ประชุมกรรมาธิการได้พิจารณาเห็นครับ คือจุดประสงค์ของประมวลรัษฎากรมุ่งหมายให้มีการเก็บอากรสู่รัฐ ณ ขณะทำตราสาร ในกรณี ที่ตราสารนั้นตรวจพบว่าไม่ได้มีการปิดอากรก็เปิดโอกาสให้บุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้มีหน้าที่ เสียภาษีอากร ในกรณีนี้คือผู้มอบอำนาจ ผู้มอบฉันทะเข้าประชุม หรือผู้ทรงตราสาร คือใคร ก็ตามที่ถือตราสารนั้นไว้ก็สามารถมาขอชำระอากรได้ หรือผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็ชอบที่จะยื่น ขอเสียอากรได้ เพื่อให้รัฐได้รับอากร ดังนั้นการระบุให้บริษัทเป็นผู้เสียอากรแทนผู้ถือหุ้น รายย่อยในกรณีประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์จึงไม่ได้ขัดกับประมวลรัษฎากรแต่อย่างใดครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน