พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประชุมผู้ถือหุ้น โดยเน้นย้ำว่ากฎหมายฉบับนี้ควรปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อย และไม่ให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เอาเปรียบ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรา 113 ของประมวลรัษฎากร และการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการประชุมเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย บริษัท และรัฐบาล
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ ขอบคุณ ท่านจิรายุ ขออภัยที่เอ่ยนาม ที่ได้สอบถามประเด็นการทำงานของคณะกรรมาธิการ ก็ยอมรับครับว่าเรื่องการทำงานของคณะกรรมาธิการเราจะต้องฟังเสียงจากทุกฝ่าย เราได้เชิญผู้เกี่ยวข้อง ทั้งจากภาคธุรกิจและจากภาครัฐ ผมเองครับเป็นคนขอให้เชิญ หน่วยงานของรัฐอื่น เช่นกรมสรรพากรเข้ามาชี้แจง ซึ่งก็ยอมรับครับว่า ความเห็นก็ไม่ได้ ตรงกัน ก็ให้คำยืนยันว่าพวกเรานี่รับฟัง แล้วเจตนาของเราไม่ได้มีอื่นใดครับ เราต้องการ ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มาตรา ๗๗ ที่กำหนดไว้ว่า รัฐพึงปรับปรุงกฎหมาย ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ โดยไม่ชักช้า อันนี้ คือสิ่งที่เราอยากจะทำครับ ทุกวันนี้ครับสิ่งที่เราพบก็คือว่า การที่มีการมอบฉันทะนี่จะต้องมี การติดอากรแสตมป์ ๒๐ บาท หรือการทำงานใด ๆ กับภาครัฐนี่ ยื่นคำร้องนี่จะต้องติดอากร ๒๐ บาท กระผมเองก็เคยเจอเหตุการณ์นี้ครับ วิ่งไปหาหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง เขาก็ไล่ให้ กลับไปติดอากรมา ต้องขับรถกลับไปหาสถานที่ขายแสตมป์ ๑๐ กิโลเมตร ขับมาอีก ๑๐ กิโลเมตร เพื่อที่หาอากร ๒๐ บาท แล้วก็ในทางปฏิบัติ ในการมอบฉันทะของการทำงาน ของบริษัทต่าง ๆ ทุกวันนี้ เท่าที่ผมประสบมาไม่มีการติดอากรแสตมป์หรอกครับ แต่จะมาติด ก็ต่อเมื่อมีการฟ้องร้องกัน เพราะว่าศาลท่านจะดูหลักฐานต่าง ๆ และผู้บริหารบริษัทก็มักจะ เอาตรงนี้เป็นจุดอ่อนของผู้ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามว่าถ้าไม่ติดอากรก็ถือว่าโมฆะ แล้วก็มี คำพิพากษาศาลฎีกาครับว่าไม่ใช่มาติดเฉพาะตอนยื่นศาล ติดตั้งแต่ตอนต้นเลย ถ้าไม่ติดนี่ ถือว่าโมฆะ จริง ๆ แล้วทุกวันนี้ที่ผมประสบมาผมเชื่อว่าสรรพากรไม่ได้มีรายได้จากอากรเลย เพราะว่าไม่มีการติดอากร และเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ผู้บริหารเอาเปรียบผู้ถือหุ้นต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย จาก ๒๐ บาทนี่ครับฟ้องร้องถึงศาลฎีกา ด้วยเหตุนี้ครับ ในการทำงานของกรรมาธิการ เราจึงพยายามจะฟังความเห็นต่าง ๆ อย่างกรณีของสรรพากร ท่านก็บอกว่าผู้มีหน้าที่ติดก็คือผู้มอบฉันทะ อย่างที่ท่านตัวแทนของจากทางกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้กล่าวว่าต้องเป็นผู้มอบฉันทะ แต่จริง ๆ แล้วการที่ไปชี้ตรงนั้นน่าจะไปดู มาตรา ๑๑๓ ด้วยครับ มาตรา ๑๑๓ ของประมวลรัษฎากรระบุไว้อย่างนี้ครับ จุดประสงค์ ของประมวลรัษฎากรมุ่งหมายให้รัฐได้รับอากรจากตราสารประเภทต่าง ๆ ณ ขณะทำตราสาร โดยกำหนดให้ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์ ผมย้ำ ผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อขอเสียอากรได้ ด้วยเหตุนี้ครับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงได้มีการใส่ข้อความนี้ ลงไปในมาตรานี้ เพราะมาตรานี้มักจะปรากฏบ่อยครั้งครับว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยถูกเอาเปรียบ ถูกสั่งให้โมฆะการที่เราให้เขามีการเข้าประชุมก็ดี หรือลงมติก็ดีโดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็มีการมอบฉันทะ ก็จะมีความยุ่งยากว่าจะไปเสียอากร ๒๐ บาทอย่างไร จริงอยู่ สรรพากรอาจจะบอกว่ามีวิธีการที่ต้องทำอีแสตมป์ (e-Stamp) แต่ผมเชื่อครับถ้าออกมา อย่างนี้โอกาสที่จะใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้องก็จะยาก เพราะว่ามันมีความยุ่งยาก ซับซ้อน และที่สำคัญเงินที่เสียไปของบริษัท ๒๐ บาทต่อคน จริง ๆ แล้วบริษัทมีผลได้ มากกว่าผลเสีย เพราะว่าที่เสีย ๒๐ บาท แต่ผลได้คือประหยัดค่าใช้จ่ายจากที่ต้องมีการ จัดประชุมตามโรงแรมในการประชุมผู้ถือหุ้น เสียค่ากาแฟ ค่าอาหาร ค่าเช่า มากกว่า ๒๐ บาท มโหฬารครับ เพราะฉะนั้นเราจึงมีความเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ถ้ามีการปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อย ผมว่าอย่าเปิดช่องให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สามารถเอาเปรียบในเรื่องของอากรได้ ก็ให้เป็นภาระ ของบริษัทไป แล้วบริษัทก็ไม่ได้เสียหาย เพราะมีผลได้จากการประชุมลักษณะนี้ประหยัดได้ มากกว่า จาก ๒๐ บาทที่ไปรวบรวมเสีย ซึ่งก็สอดคล้องกับมาตราที่ผมกล่าวถึงของประมวล รัษฎากร มาตรา ๑๑๓ แล้วก็อย่างที่กระผมกราบเรียน ถ้าหากเราออกกฎหมายนี้โดยไม่ได้ ดูแลข้อนี้ การประชุมต่าง ๆ โดยผ่านอิเล็กทรอนิกส์ก็จะเกิดปัญหาการฟ้องร้องได้อีกว่า แล้วมันมีการเสียอากรแสตมป์หรือเปล่า ไม่ได้เสีย ๒๐ บาทก็ถือว่าโมฆะ เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระผมและเพื่อนกรรมาธิการ เสียงข้างมากพยายามจะดูแลครับ ก็คือจะให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้และเกิดประโยชน์ อย่างแท้จริง และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครับผมยืนยันครับ เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย ต่าง ๆ ต่อบริษัทที่ประหยัดค่าใช้จ่าย แล้วก็ต่อรัฐบาลครับ สรรพากรที่ผ่านมาไม่ได้มีรายได้ จากส่วนนี้เลย เพราะประชาชนไม่มีการติดอากรกัน แต่ถ้ามีระบบนี้ บริษัทมีหน้าที่ต้อง รวบรวม เพราะเป็นผู้ได้ประโยชน์ตามมาตรา ๑๑๓ ที่ต้องนำส่งสรรพากร สรรพากรจะได้ รายได้มากขึ้นครับ ก็ขอกราบเรียนครับ