สาทิตย์ ชี้คลองไทยต้องพิจารณาด้วยข้อเท็จจริง ไม่เอียงการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๑ มกราคม ๒๕๖๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเกี่ยวกับโครงการคลองไทย โดยย้ำว่ามีการศึกษามาหลายครั้งแต่ยังไม่มีข้อสรุป จึงเรียกร้องให้พิจารณาด้วยข้อเท็จจริงแทนผลประโยชน์ทางการเมือง พร้อมแสดงความกังวลต่อการพัฒนาภาคใต้ในรูปแบบอุตสาหกรรมหนัก และเสนอว่าควรเน้นเกษตรกรรมและท่องเที่ยวควบคู่กับการศึกษาวิจัยอย่างเป็นวิชาการเพื่อแยกข้อเท็จจริงออกจากความเชื่อ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงแล้วผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ แล้วก็ อยู่ร่วมการประชุม แม้ว่าจะไม่ครบทุกวันที่มีการประชุมมา แต่ว่าก็อยู่เป็นส่วนใหญ่ แล้วก็มีโอกาส ที่จะได้เห็นรายงานแล้วก็ทักท้วงไว้ในหลาย ๆ เรื่องของรายงานชุดที่เสนอต่อสภานี้ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการที่รายงานชุดนี้เสนอเข้าสู่สภานั้น ก็เป็นเรื่องดีครับ เพราะว่า จะได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดจากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในสภาผู้แทนราษฎร ต้องยอมรับว่า เรื่องคลองไทยนี้ ในช่วงระยะเวลาเกือบ ๆ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ คือประมาณปี ๒๕๕๗ ถึงปัจจุบัน มีการขับเคลื่อน มีการจัดกิจกรรม มีการจัดการสัมมนาต่าง ๆ มากมายครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคใต้ที่จังหวัดตรังบ้านผม บ้านผมอยู่อำเภอห้วยยอดเป็นอำเภอเกิดผมครับ แล้วก็ อำเภอรัษฎาก็ดี อำเภอวังวิเศษก็ดี อำเภอสิเกาก็ดี เป็นเขตเลือกตั้งของผมทั้งสิ้นครับ ซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ว่าเป็นอำเภอที่จะต้องมีการขุดคลองตามแนวคิดของเส้นทาง ๙เอ (9A) ที่มีการพูดถึง ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ถึงปัจจุบันเรื่องของคลองไทย ที่ถูกหยิบจับขึ้นมาจัดสัมมนาทั้งหลายนั้น ได้กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสนใจ รวมถึง สร้างความเห็นที่ไม่ตรงกันในพื้นที่ในหลาย ๆ พื้นที่ จริงครับ ผมเองติดตามเรื่องนี้อยู่ แล้วก็มี ผู้ที่มาพบที่บ้าน ไปร่วมสัมมนากันหลายครั้ง จนกระทั่งเกิดคำถามขึ้นมาในใจมากมายครับ เพราะฉะนั้นในวันที่มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมจึงเป็นคนหนึ่งที่มาเป็นคณะกรรมาธิการชุดนี้ เพื่อที่จะไปแสวงหาคำตอบว่านั่นเป็นคำตอบที่สามารถตอบให้ผมได้เข้าใจเรื่องคลองไทยนี้ ได้มากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่ผมเป็นกังวลก็คือว่าเรื่องของคลองไทยในภาคใต้นั้นทำไปทำมา มันกลายเป็นประเด็นการเมืองครับ มีการหยิบยกเรื่องนี้ไปเพื่อที่จะกล่าวหาฝ่ายที่อาจจะเห็น ตรงข้ามว่าไม่สนับสนุนการพัฒนาบ้างอะไรบ้างเกิดขึ้นตลอดเวลาครับ ผมเองก็โดนเหมือนกันครับ แต่ด้วยความที่เป็นคนซึ่งยึดอยู่กับข้อเท็จจริงที่เป็นข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้ก็เลยสนับสนุนให้มี คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมาเพื่อดูผลการศึกษาที่เกิดขึ้นครับ ผมเรียนท่านประธาน เบื้องต้นครับว่า มันมีข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่เราพูดกันก็คือว่า เรื่องของคลองไทยบางคนพูด เสมือนกับว่า เราไม่เคยมีการศึกษากันมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ของชาติไทย มีแต่การ พูดกันไปกันมา ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถ้าย้อนกลับไปดูในสภาผู้แทนราษฎรมีการทำ คณะกรรมาธิการที่มีการศึกษาเรื่องของคลองไทยหรือหยิบจับขึ้นมาอภิปรายกันหลายครั้งมาก ถ้าเรากลับไปดูรายงานของวุฒิสภาที่ทำเอาไว้เมื่อประมาณปี ๒๕๔๗ เขาย้อนกลับไป ให้เห็นเลยครับว่า ในอดีตที่ผ่านมานั้นได้เคยมีการพูดกันถึงเรื่องคลองไทยหลายครั้งมาก ถ้าจับกันเป็นเรื่องเป็นราวก็คือตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๒๕ ที่มีกลุ่ม ส.ส. จากพรรคชาติไทย ในขณะนั้นเสนอให้มีการขุดคลองกระที่ระนอง แล้วก็มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการ ขุดคลองกระ แต่สุดท้ายการพิจารณาเรื่องนี้ก็จบไป เพราะว่ามีประเด็นปัญหาความมั่นคง ถัดมาในปี ๒๕๒๙ ได้มีการตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาศึกษาเรื่อง โครงการขุดคลองกระครับ ในปีดังกล่าวนั้นถึงขั้นมีการเดินทางไปดูงานที่คลองสุเอซ คลองปานามา ไปดูสถานที่ที่มีส่วนใกล้เคียงกันที่เป็นประเทศต่าง ๆ มากมายครับ แล้วก็มี รายงานเกิดขึ้น ประเด็นที่ผมยกขึ้นมาให้เห็นนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าในอดีตนั้นเคยมีการศึกษากัน มาแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่มีการศึกษานั้นก็จะจบลงไปไม่มีการเดินต่อจะด้วยเหตุผลกลใด ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปติดตามดูกัน ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เช่นเดียวกันครับ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ มีญัตติเข้าสู่สภานี้ครับ ประทานโทษ ย้อนกลับไปปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๓๙ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๕๔ เรียกได้ว่าเกือบที่จะทุก ๆ สภาผู้แทนราษฎร ก็จะมีการหยิบยกเอาประเด็นเรื่องของการขุดคลองไทยและโครงการขุดคลองกระ ขุดคอคอดกระต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมามีการอภิปรายกันในสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่ารายงานที่สำคัญ ที่สุดที่ผมหยิบขึ้นมาเพื่อจะเปรียบเทียบกับตัวรายงานชุดนี้ก็คือตัวรายงานของ คณะกรรมาธิการเรื่องของการศึกษาเรื่องการขุดคอคอดกระที่จัดตั้งโดยวุฒิสภาในปี ๒๕๔๗ ความจริงถ้าใครย้อนกลับไปดูรายงานชุดนี้กับรายงานชุดของกรรมาธิการชุดปัจจุบันจะมี ความใกล้เคียงกันมากครับ ซึ่งความใกล้เคียงกันเหล่านี้มันชี้ให้เห็นประการหนึ่งว่าแนวคิด ต่าง ๆ เรื่อง ๙ เอ (9A) ที่สืบทอดต่อกันมาจนถึงรายงานชุดนี้นั้นเคยมีการเขียนถึงอยู่แล้ว ความจริงแล้วถ้ารัฐบาลชุดต่อ ๆ มามีการหยิบขึ้นไปศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเรื่องนี้ก็คงเห็น ชัดเจนขึ้น แต่เท่าที่เห็นมีอยู่ ๑ รัฐบาลที่หยิบไปศึกษา คือชุดรัฐบาลของท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ในปี ๒๕๔๐ ประทานโทษเอ่ยนามถึงท่าน คณะรัฐบาลชุดนั้นมีการศึกษาร่วมกับ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ใช้เงินนับเป็นพันล้านบาท มีการติดตามไปดูแล เรื่องของคนศึกษาต่าง ๆ ซึ่งมีข้อสงสัยต่าง ๆ อีกหลายเรื่องครับ แต่สุดท้ายของรายงานชุดนั้น ไม่ได้สรุปว่าควรสร้างหรือไม่ กลายเป็นเรื่องสรุปว่าควรมีการศึกษาต่อครับ ผมชี้ให้เห็น ประวัติศาสตร์ตรงนี้ก็เพราะว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ว่าประเด็นวันนี้พอมาถึงเรื่องของ รายงานกรรมาธิการชุดนี้นั้น ผมเป็นคนหนึ่งที่พยายามจะมองหาว่าตัวรายงานชุดนี้ ข้อสรุปที่กรรมาธิการเสนอคืออะไร จริง ๆ ท่านเสนอว่าให้รัฐบาลมีการจัดงบประมาณ เพื่อศึกษาเรื่องความเป็นไปได้ของโครงการขุดคลองไทย ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็น ที่สำคัญ เพราะว่าถ้ารัฐบาลชุดใดก็ตามรับเรื่องนี้เป็นนโยบายและเอาไปศึกษา แล้วเป็น การศึกษาทางวิชาการ เราต้องแยกความเชื่อกับข้อเท็จจริงออกจากกัน วันนี้มีการขยาย ความเชื่อไปเยอะ แต่ตัวข้อเท็จจริงที่เกิดจากการศึกษาอย่างเป็นวิชาการนั้นเรายังไม่สามารถ ที่จะหาที่อ้างอิงได้อย่างชัดเจน แม้แต่กระทั่งในรายงานฉบับนี้ ผมอยู่ในกรรมาธิการด้วยครับ หลายเรื่องที่ได้มาที่เราเรียกว่าเป็นข้อมูลขั้นที่ ๒ หรือข้อมูลขั้นที่ ๓ ไม่ใช่เป็นข้อมูล จากการศึกษาจากพื้นที่เบื้องต้นอย่างชัดเจนที่แท้จริง แต่มันมีความเชื่อเกิดขึ้นแล้ว ประเด็น สำคัญที่สุดก็คือต้องทำข้อเท็จจริงให้เกิดขึ้นด้วยการศึกษาอย่างเป็นระบบครับ ผมเรียน ท่านประธานอย่างหนึ่งครับว่า ในภาคใต้เมื่อมีการต่อสู้ทางการเมืองก็มักจะมีคู่ต่อสู้ที่ อยู่ตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นไปบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์คัดค้าน ผมเรียนท่านประธานเลยครับว่าเราพรรคประชาธิปัตย์ ผมพูดแทนเพื่อนหลายคนได้ครับ วันนี้หลายคนต้องติดกักตัวไม่ได้มาสภา จะท่านน ้าผึ้งก็ดีอยู่ที่กระบี่ หรือว่าท่านเดชอิศม์ ขาวทอง จากสงขลาซึ่งโทรศัพท์มาหาผม พวกเราเห็นว่าเรื่องนี้รัฐบาลในอนาคตถ้ารับเป็น นโยบายจะต้องมีการศึกษาอย่างเป็นวิชาการเป็นกลาง และคำนึงถึงผลกระทบรอบด้าน อย่างแท้จริง โดยต้องตอบคำถามได้ว่าเมื่อขุดไปแล้วประชาชนได้อะไรด้วย ถ้าผลการศึกษา ออกมาเปรียบเทียบกันแล้ว การลงทุนที่เกิดขึ้นกับความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบ ต่าง ๆ มันคุ้มค่าก็เดินหน้าทำครับ แต่ถ้าผลการศึกษาออกมาว่าไม่คุ้มค่า เรื่องนี้ก็ต้องจบครับ ไม่ควรที่จะหยิบยกเรื่องนี้นำมาเป็นประเด็นการเมืองเพื่อสร้างความขัดแย้งกันอีกต่อไป

ผมเรียนท่านประธานในตอนท้ายสุดนี้ว่า ภาคใต้กับเรื่องของการพัฒนานั้น มันเป็นเรื่องที่จะต้องมองในภาพใหญ่ ถ้าภาคใต้ยังเดินหน้าด้วยการเป็นภาคที่ทำการเกษตร เป็นหลักและเรามีรายได้หลักอีกด้านหนึ่งจากการท่องเที่ยว การพัฒนาพื้นที่ที่เกิด อุตสาหกรรมหนักก็เป็นเรื่องที่ควรจะหลีกเลี่ยง ในรายงานฉบับนี้หลายเรื่องเขียนถึง การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมด้วย อันนี้ก็เป็นความกังวล ดังนั้นดีที่สุดของเรื่องนี้ก็คือว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล ถ้ารัฐบาลจะรับไปพิจารณาศึกษาก็ควรที่จะศึกษาอย่างเป็นวิชาการ แล้วจะตอบคำถามเรื่องนี้ได้ แต่ต้องแยกความเชื่อกับข้อเท็จจริงออกจากกันครับ นี่เป็นจุดยืนของพวกเราในพรรคประชาธิปัตย์ที่พูดคุยกันครับ ขอบพระคุณครับ