พงศกร ชี้แจงแนวคิดคลองไทยรอบด้าน ย้ำต้องศึกษาเพิ่มอย่างรอบคอบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๑ มกราคม ๒๕๖๕

พงศกร รอดชมภู ชี้แจงแนวทางการวิเคราะห์โครงการขุดคลองไทยด้วยทฤษฎีระบบ ภูมิรัฐศาสตร์ และทฤษฎีเกม โดยเน้นการพิจารณาในภาพกว้างทั้งระดับชาติ ภูมิภาค และโลก พร้อมทั้งนำเสนอผลการทบทวนแนวคิดโครงการในอดีตเกือบ 30 ปี ว่าควรศึกษาความเป็นไปได้อย่างรอบด้านทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยยังไม่สรุปว่าควรดำเนินการหรือไม่ แต่เสนอให้รัฐบาลพิจารณาศึกษาเพิ่มเติมอย่างละเอียดและรอบด้านต่อไป

พลโท พงศกร รอดชมภู กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลโท พงศกร รอดชมภู รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ขออนุญาตกราบเรียนถึงแนวคิดและทฤษฎีที่นำมาทำการศึกษาครั้งนี้ ขอกราบเรียนว่าเมื่อเราจะเริ่มดำเนินการอย่างไรก็ตามจะต้องตั้งต้นยืนให้มั่นก่อน ถ้าท่านยืน ไม่มั่นแล้วมันจะแกว่ง ดังนั้นสิ่งที่เราจะนำเสนอในต่อไปนี้เป็น ๒ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องแรกคือ ทฤษฎี เรื่องที่ ๒ คือการศึกษาที่ผ่านมาทั้งหมดเกือบ ๓๐ ปีว่ามีอะไรที่เกิดขึ้นมาเราจะได้ ตั้งตัวกันได้ทฤษฎีก็จะมีอยู่ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ที่จะนำเสนอ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีระบบ ทฤษฎีเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ แล้วก็ทฤษฎีเกม นั่นคือเรื่องที่เราจะนำเสนอ อย่างไรก็ตามเราก็ ยังยึดมั่นอยู่ในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล เรื่องของ เขตเศรษฐกิจพิเศษ เศรษฐกิจสีน ้าเงินก็คือพาณิชย์นาวีที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เรื่องอาณาเขตทางทะเล กฎหมายทางทะเล นอกจากเรื่องเศรษฐกิจทั้งหมดแล้ว ในเรื่อง กฎหมายแล้วก็จะเป็นเรื่องทางด้านการเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม แล้วก็สิ่งที่ปัจจัยทั้งด้าน ส่งเสริมและการแก้ไขเยียวยาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ขออนุญาตไปเร็ว ๆ ไปเริ่มตรงทฤษฎี ซึ่งอันนี้จะต้องอธิบายค่อนข้างยาวนิดหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ผู้ที่จะศึกษาต่อในกรณีที่รัฐบาล จะรับไปดำเนินการก็จะต้องตั้งตัวเหมือนกับที่เราพยามจะตั้งตัว ก็คือมองให้กว้าง มองให้ลึก ทฤษฎีแรกที่นำมาใช้ก็คือทฤษฎีระบบ ถ้ามองจากเอกสาร มองจากซ้ายไปขวาตรงกลาง ปกติเวลาจะทำงานจะเริ่มต้นจากการที่เรามีงบประมาณไหม หรือมีเงินลงทุนไหม มีผู้ร่วม ลงทุนไหม มีแผนงานโครงการขนาดไหน นั่นเป็นขั้นที่ ๑ ก็คือตัวด้านปัจจัยนำเข้า หลังจากนั้นก็เข้ามาในเรื่องของกระบวนการดำเนินการ จะมีการสร้างโครงการ มีการ ขุดคลองหรือไม่ขุดคลอง หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ อันที่ ๒ ขั้นที่ ๓ ก็คือผลผลิตออกมาว่า เป็นอย่างไร ซึ่งปกติในการดำเนินการในทุกขั้นตอนจะต้องมีผลกระทบ มีผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นในการที่เอาทฤษฎีระบบมาใช้ก็เพื่อจะรู้ว่าตั้งแต่ต้นจนจบนั้นเรามีการ เตรียมการในเรื่องอะไร มีการมองในภาพมหภาคหรือจุลภาคมากแค่ไหน อันนี้จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้บริหารทุกระดับจะต้องนำมาใช้และตรวจสอบ และประชาชนเองก็จะตรวจสอบได้ ด้วยว่าสิ่งที่รัฐบาลทำหรือว่าผู้ลงทุนทำในอนาคตนั้นมันมีผลกระทบหรือไม่มีผลกระทบ อย่างไร ถ้ากระทบตั้งแต่ปัจจัยนำเข้าก็ว่ากันตรงนั้นเลยก็มีการแก้ไขเลย หรือกระทบ ที่กระบวนการดำเนินการก็แก้ไขตรงนั้นเลย หรือกระทบที่ผลผลิตก็ดำเนินการตรงนั้นเลย นี่คือสิ่งที่เรียกว่าข้อมูลย้อนกลับให้มาแก้ไข อย่างไรก็ตามโครงการนี้เป็นโครงการที่เรามอง เฉพาะภาพในประเทศไทย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นจะจำกัดอยู่เพียงแค่นั้น ในกรณีของคลองไทย ท่านพิเชษฐ์ก็ได้กรุณานำเรียนไปแล้วว่าเป็นเรื่องระดับโลก ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องมอง เรื่องแรกเลยก็คือความสัมพันธ์ของมหาอำนาจในระดับโลกว่าจะเป็นอย่างไร ว่ามหาอำนาจ ทางด้านฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกเขาคิดอย่างไร แล้วจะมีผลกระทบหรือมาแทรกแซง กิจการภายในเรามากน้อยแค่ไหน นั่นคือภาพระดับโลก ในระดับอาเซียน (ASEAN) เราจะมี การแข่งขันหรือว่ามีการร่วมมือกับประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) อย่างไรให้ได้ประโยชน์ ร่วมกันให้ได้มากที่สุดถึงจะทำโครงการนี้สำเร็จได้ เล็กลงไปอีกในระดับพื้นที่มีอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ครับ

๑. ตกลงจะทำได้หรือไม่อยู่ที่สายเรือ สายเรือคือลูกค้า คือคนที่เขาจะ ดำเนินการ ถ้าเราขีดเส้นแล้วเราบอกว่าตรงนี้เราชอบ แต่สายเรือเขาไม่ชอบมันก็ไม่เกิด ใช่ไหมครับ ดังนั้นก็จำเป็นจะต้องนำสายเรือเข้ามาคุย แล้วสิ่งที่คู่กันมาก็คือประชาชน ในพื้นที่ว่าจะยอมรับในโครงการนี้มากน้อยแค่ไหน นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องตั้งตัวให้ครบ นอกจากนั้นก็เป็นสิ่งที่เราอาจจะนึกไม่ถึง เช่น วิกฤตการณ์ในทะเลจีนใต้ซึ่งอาจจะเกิด หรือเรื่องที่กำลังเกิดอยู่ก็คือ น ้าแข็งขั้วโลกเหนือละลาย เส้นทางอาจจะเปลี่ยนก็ได้ เมื่อเส้นทางเปลี่ยนตรงนี้ก็หมดความหมาย อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นสิ่งที่เราต้องดูทั้งหมด นี่คือทฤษฎีระบบ มีประโยชน์อย่างไรมี ๒ ประการครับ

ประการแรก ในเมื่อจะเริ่มดำเนินการเราจะรู้ตั้งแต่ต้นว่าสิ่งที่มาเป็น องค์ประกอบมีอะไรบ้างและผลสุดท้ายจะต้องเป็นอะไร

อันที่ ๒ ก็คือตัวของการดำเนินการถ้ามีการแก้ไขเราจะรู้ว่าจะเร่งงาน หรือว่าจะลดงาน หรือจะเลิก หรือจะดำเนินการอย่างไร ในปลายสุดท้ายจะเกิดผลกระทบ ทางบวก ทางลบมากน้อยแค่ไหน ทฤษฎีนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะนำไปใช้ในอนาคต ถ้ารัฐบาลจะนำไปใช้

ต่อไปเรื่องที่ ๒ ครับ เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์จะมีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน ก็คือเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีโลกหรือดินแดนหัวใจ ทฤษฎีขอบนอก และทฤษฎีอำนาจทางทะเล เรื่องทฤษฎีใจโลกก็คือ ฮาร์ตแลนด์ เทียรี (Heartland Theory) ฮัลฟอร์ด เจ แมคคินเดอร์ อันนี้เป็นนักยุทธศาสตร์ที่ดังมาก เขาบอกว่าถ้าอยากจะยึดโลกไว้ได้ต้องยึดยูเรเซีย คือเอเชีย กับยุโรปให้ได้ อันนี้คือตรงกลาง ดังนั้นเราจะพบว่ามีการบุกไปทางรัสเซีย ยุโรปตะวันออก ยึดพื้นที่ตรงนั้นอยู่ตลอดเวลาในยุโรป เยอรมันเองก็พยายามจะสร้างถนนหนทางรถไฟเชื่อม รัสเซียก็สร้างทางรถไฟ ทรานส์-ไซบีเรีย อย่างนี้เป็นต้น คือการพยายามจะยึดโลกไว้ ในขณะเดียวกันทฤษฎีขอบโลกก็บอกว่า ถ้าคุณหยุดโลกนี้ไว้ได้เราก็จะยึดขอบโลก ก็คือ ด้านขอบทั้งหมด อันนี้เป็นทฤษฎีของนิโคลัส เจ สปีกแมน เขาก็บอกว่าอันนี้ไม่ต้องคิดเลย ไปดูในช่วงสงครามเย็น เราจะพบว่าแพ็ก (Pack) ต่าง ๆ หรือการจับกลุ่มเป็นพันธมิตรกัน แม้แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังมีในการที่จะสู้กับประเทศที่อยู่ในแผ่นดิน เขาจะยึดประเทศที่อยู่ เขาเรียกว่าพันธมิตรกับประเทศที่อยู่ขอบนอกทั้งหมดเพื่อป้องกันเส้นทางออกทะเล แล้วก็จะ มีการพยายามที่จะทะลวงเส้นทางออกทะเลนี้อยู่ตลอดเวลาจากประเทศที่อยู่ใจกลางโลก นี่คือทฤษฎีที่ ๒ ทฤษฎีที่ ๓ คือทฤษฎีอำนาจทางทะเล ซึ่งใช้ในอังกฤษกับสหรัฐในปัจจุบัน นายพลเรือ อัลเฟรด เทเยอร์ มาฮาน บอกไว้ว่าเขาจะยึดแผ่นดินไปอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราตัด เส้นทางทางทะเลได้ หรือเรายึดเส้นทางทะเลได้เราจะเป็นมหาอำนาจ ประเทศมหาอำนาจ ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีกิจการพาณิชย์นาวี มีอู่เรือขนาดใหญ่กันทั้งนั้น นี่ก็คือสิ่งที่เรา หยิบทฤษฎีนี้มาใช้เพราะเราไม่ต้องการที่จะเป็นมหาอำนาจอะไรมากมายเสียนอกจากที่ว่า เราจะได้ประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด ก็แนะนำทฤษฎีอำนาจทางทะเลนี้นำไปใช้กัน ทฤษฎีที่ ๓ ก็คือทฤษฎีเกม ทฤษฎีเกมนี้ก็คือเหมือนการเล่นหมากรุกครับ มีผู้แพ้ ผู้ชนะ มีการพูดกันมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ ๑๖ แล้วในการใช้เพื่อที่จะยึดประเทศต่าง ๆ แล้วก็ในสงครามโลก ครั้งที่ ๒ มีการนำมาสร้างเป็นตัวแบบทางคณิตศาสตร์ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ ใหญ่โตมาก ที่จะมองว่าโลกนี้มันเปลี่ยนไปอย่างไร ใครจะสู้กันอย่างไร เดิมนี้เขาเรียกว่า ซีโร ซัม เกม (Zero-sum game) ก็คือมีผู้แพ้และผู้ชนะเท่านั้น ผู้ชนะได้หมด แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคใหม่หลังปี ๘๐ มาก็มีการคิดว่าเราน่าจะมีทฤษฎีที่ต่างออกไป เราจะได้ยินคำว่าหุ้นส่วน ทางเศรษฐกิจ หุ้นส่วนด้านความมั่นคง นี่เขาเรียกว่าทฤษฎีวิน วิน ซิทูเอชัน (WIN WIN Situation) วิธีการที่ว่าเราจะสร้างพันธมิตรกับใคร เช่น ในอาเซียนเราอาจจะเป็นพันธมิตร กับประเทศในอาเซียนเพื่อจะสร้างกิจการหรือโครงการใด ๆ ก็ตามนี้เป็นต้น เราจะไม่ไป แข่งขันกัน แต่เราจะช่วยเหลือแล้วก็ช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน นี่คือ วิน วิน (WIN WIN) แล้วก็มีอีกอย่างหนึ่งก็คือเสียเสียทั้งคู่ ก็คือเป็นลอส (Lose) ทั้งคู่ ลอส ลอส (Lose lose) นี่เกิดจากอะไรครับ เกิดจากการที่ว่าทั้ง ๒ ฝ่ายมีทุกอย่างที่เสมอกันแล้วก็กดปุ่ม เช่นสมัยสงครามเย็น ถ้ากดปุ่มนิวเคลียร์เมื่อไรก็เสียทั้งโลกเลย ทุกคนเสียหมด ปัจจุบันนี้ ก็คือสงครามไซเบอร์ (Cyber) ตอนนี้กำลังคานอำนาจกันระหว่างทางตะวันออก ตะวันตก ทำอยู่ใต้ดินซึ่งเราไม่รู้ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกดพร้อม ๆ กันมันจะล่มสลายทั้งระบบเลย นี่คือเรื่องของลอส ลอส (Lose lose) และวิน วิน (WIN WIN) ในการทำทฤษฎีเกม ซึ่งเราควรจะนำมาใช้ในการที่จะพิจารณาในการที่จะดำเนินการไม่ใช่เราจะเห็นว่า ใครเป็นศัตรูทั้งหมด หรือไม่ใช่เห็นว่าเราจะต้องเป็นคนที่จะต้องเสียเปรียบใครทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ควรจะตั้งเป็นทฤษฎีในการดำเนินการต่อไป

ต่อไปก็เป็นเรื่องของภาพที่จะนำมาเสนอทุกท่านในเรื่องของประเทศที่มี การขุดไปแล้ว อย่างประเทศที่ท่านพิเชษฐ์ได้กล่าวไปแล้วเมื่อสักครู่ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ครับ คือคลองสุเอช อียิปต์ ที่มีการเสียหาย เพราะแม้ว่าจะมีการสร้างคลองภายในเป็น ๒ เลน แต่ว่าทางเข้าออกยังเป็นเลนเดียวอยู่ ก็มีเรือไปฝั่งไต้หวันถ้าจำไม่ผิด ถ้าผิดขอภัยด้วย ก็ไปขวางอยู่ ทำให้เสียหายวันละเป็นแสนล้าน นี่เป็นตัวอย่าง คลองต่อไปก็เป็นคลองที่เป็น คลองต้น ๆ ของโลกคือ คลองปานามา ประเทศปานามา เป็นเลนเดียว ซึ่งก็ค่อนข้างแคบ แต่ก็จำเป็น เพราะมันเป็นเส้นทางสำคัญ อีกคลองหนึ่งคือคลองคีลของเยอรมนี อันนี้เป็น คลองเล็กครับ เป็นคลองเดียวเหมือนกัน แต่ให้เห็นว่าเทคโนโลยีในการขุดคลองมันเปลี่ยนไปมาก แล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นของยากเหมือนสมัยก่อนที่บอกว่าต้องใช้ระเบิดปรมาณูในการขุด อันนี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว นั่นก็คือทฤษฎีและภาพรวมของที่กล่าวว่าเราควรจะตั้งต้นกันอย่างไร

ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของการทบทวนวรรณกรรม หรือทบทวนสิ่งที่ผ่านมา ทั้งหมดประมาณเกือบ ๓๐ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ จนถึงปี ๒๕๕๙ ผมจะนำเรียนชี้แจงเรียง ตามลำดับ พ.ศ. แต่ไม่พูดถึง พ.ศ. มันจะเสียเวลา เพียงแต่ยกประเด็นมาคร่าว ๆ รายละเอียด ท่านอ่านในหนังสือได้ว่าเริ่มต้นเขาก็เปลี่ยนความคิดจากเดิมที่ว่า เราจะดูเฉพาะคลองกระไหม เปลี่ยนเป็นสายอื่น ๆ เช่น สาย ๕เอ (5A) เป็นต้น อย่างสตูล สงขลา เป็นต้น จะทำอย่างนี้ ได้ไหม ต่อมาปี ๒๕๔๓ กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าการขุดคลองไทยมันน่าจะ เสริมสร้างเศรษฐกิจแล้วการพาณิชย์ได้ แล้วก็มีรายได้จากการนำรายได้เข้าประเทศผ่าน ค่าผ่านทาง เฉพาะค่าผ่านทาง ในสมัยนั้นที่ศึกษากันมา การศึกษาต่อมาเป็นเรื่องด้านความ มั่นคง แล้วก็บอกว่าใครจะได้ประโยชน์ เขาก็บอกว่ากองทัพเรือจะได้ประโยชน์ในด้าน การคุ้มครองความปลอดภัยทั้ง ๒ ฝั่งทะเล แล้วก็อาจจะมีเรื่องของด้านการค้าทางทะเล เสริมเข้ามา แล้วก็ลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านได้ นั่นก็คือมองในยุคประมาณ ปี ๒๕๔๐ ยังไม่ถึงปี ๒๕๕๐ ต่อมาก็มีการศึกษาด้านโครงสร้างธรณีวิทยาว่าถ้าขุดแล้ว มันเสียหายไหม ก็ปรากฏว่าในพื้นที่ที่จะขุดทั้งหมดส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีทรัพยากรสำคัญ พูดง่าย ๆ ไม่มีทอง ไม่มีเงินอะไรต่าง ๆ ที่จะราคาแพงที่เราควรจะเสียไป เนื่องจาก การขุดคลองนี้ คือแร่หายากในพื้นที่นั้นไม่ค่อยมี การศึกษาเรื่องต่อมาก็คือคลองให้ประโยชน์ ทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ความมั่นคง และเป็นการสร้างรายได้ทางอ้อม ต่อมานี่ก็เป็น ไฮไลต์ (Highlight) ที่สำคัญก็คือปี พ.ศ. ๒๕๔๘ วุฒิสภาได้มีการศึกษาโดยเฉพาะเส้นทาง ๙เอ (9A) ที่เราจะนำมาเป็นต้นแบบในการศึกษาครั้งนี้ควรเป็นคลองคู่ขนานยาว ๑๒๐ กิโลเมตร กว้าง ๓๐๐-๔๐๐ เมตร ลึก ๓๐-๓๕ เมตร ซึ่งต่างจากสิงคโปร์ ซึ่งสิงคโปร์ จะลึกได้สูงสุดแค่ ๒๖ เมตร ไม่เกินนี้ ดังนั้นคลองนี้จะมีความแตกต่างจากสิงคโปร์ งบประมาณสมัยนั้นตั้งไว้ ๖.๕ แสนล้านบาท แล้วก็บอกว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจภาคใต้ได้ เสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล สร้างอำนาจต่อรองในทางการเมืองระหว่างประเทศ ประหยัดค่าขนส่ง ลดภาวะเรือนกระจก และเป็นแหล่งรายได้ ลดภาวะเรือนกระจกก็คือเมื่อลดเส้นทาง ลดเวลานี่ การสิ้นเปลืองในการใช้น ้ามันนี่ก็จะลดลง ภาวะเรือนกระจกก็จะลดลง คาร์บอนเครดิต (Carbon credit) เราก็จะได้เพิ่มขึ้น แล้วก็ ในการศึกษาต่อมา หลังจากนั้นก็พบว่าการขนส่งทางน ้ามีประสิทธิภาพสูงกว่าคือต้นทุน ถูกกว่าเส้นทางทางบก หรือเส้นทางอื่น ๆ ยิ่งทางอากาศนี่ไม่ต้องพูดถึง แต่ความคึกคักนี่จะเริ่ม ในปี ๒๕๕๓ มีการศึกษาคลองไทยมากขึ้น โดยบอกว่าผลบวกก็คือจะเกิดผลได้ทางเศรษฐกิจ และความมั่นคง ขณะเดียวกันการคัดค้านก็จะบอกว่าการลงทุนมันสูงยากที่จะคุ้มทุน แล้วก็อาจจะมีปัญหาสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงตามมา อันนี้ก็เป็นข้อโต้แย้งกัน

ในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ คลองไทยจะช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ก้าวทัน ประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นอีกการศึกษาหนึ่ง ส่วนการคัดค้านที่มีอยู่ในช่วงปี ๒๕๕๓ เป็นต้นมา ก็จะเป็นเรื่องของระยะทางมันสั้นไปไหม ระยะเวลา ๓-๔ ชั่วโมงนี่น้อยไปไหม ค่าผ่านทางนี่ มันน้อยไปไหม แล้วก็ประโยชน์จะตกแก่ต่างชาติเท่านั้นหรือไม่ อย่างไร ส่วนความเห็นของ ประชาชนในพื้นที่กระจายออกไป คือถ้าพื้นที่ต่างกันก็จะคิดไม่เหมือนกัน รายได้ต่างกันก็จะ คิดไม่เหมือนกัน การศึกษาต่างกันก็คิดไม่เหมือนกัน อาชีพต่างกันก็คิดไม่เหมือนกัน ดังนั้น ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าประชาชนรับหรือไม่รับ เพราะทั้งรับก็มี ไม่รับก็มี ส่วนการศึกษา ในต่างประเทศครับ มาเลเซียพบว่ามีความประหยัดต่อต้นทุน สามารถสร้างความปลอดภัย ร่นระยะทาง เมื่อเทียบกับช่องแคบมะละกา แต่ก็มีข้อกังวลว่าการละลายของน ้าแข็ง ในขั้วโลกเหนือจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินเรือได้ ส่วนในจีนก็บอกว่าสามารถ ร่นระยะทางจากจีนไปยุโรป เฉพาะจีนนี่เขาได้ประโยชน์อยู่ข้างเดียวก่อน ระยะทางคือ ๑,๓๐๐ กิโลเมตร ผู้ได้ประโยชน์ไล่มาตั้งแต่ด้านบนเลย ก็คือจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อาเซียน อินเดีย ยุโรป โดยอาเซียนนี่จะได้ประโยชน์ทั้งในแง่ของคลองไทยและช่องแคบมะละกา ดังที่ กราบเรียนมาว่า ช่องแคบมะละกานี่เขาลึกแค่ ๒๖ เมตร คลองไทยลึกกว่า ดังนั้นจะมี การกระจายเรื่องเกี่ยวกับประเภทเรือนี่จะต่างกัน ก็คือไม่ใช่คู่แข่งกัน

สรุปได้ว่าการศึกษาส่วนใหญ่แม้จะสนับสนุนการขุดคลองไทย แต่ก็มีความ ไม่ลงรอยในด้านความเห็นหลายประการอย่างที่ได้นำเรียนไปแล้ว มีทั้งคัดค้านและ ทั้งสนับสนุน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาด้านวิศวกรรมอย่างเต็มรูปแบบ เรียกว่า ฟูล ฟีซิบิลิตี สตัดดี (Full feasibility study) และก็ศึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมลึกลงไป ถึงประชาชนทุกหมู่เหล่าในพื้นที่ว่าจะยอมรับโครงการนี้ไหม และโครงการนี้มีข้อเสนออะไร ที่เขาจะรับได้ หรือรับไม่ได้อย่างไร ขอนำเรียนเพิ่มเติมพ้นจากจุดนี้ไปนิดหนึ่ง ก็คือว่า ในการศึกษาเราจะให้ประชาชนเป็นเจ้าของ ซึ่งเดิมนี่เราคิดว่าการศึกษาที่ผ่านมาก็คิดว่า เราจะมีการให้สัมปทานไป แล้วประชาชนก็ต้องได้รับการเยียวยา ซึ่งมันดูจะเล็กไปหน่อย

เรื่องที่ ๒ นอกจากประชาชนแล้ว ก็คือเรื่องของสายเรือครับว่าเขาจะตกลง มาเส้นนี้ไหม ดังนั้นการศึกษารายงานต่อที่ประชุมในครั้งนี้นี่ ไม่ใช่ข้อสรุปว่า สมควรจะขุด หรือไม่ อย่างไร แต่ว่าแนวโน้มว่าส่วนใหญ่แล้วนี่เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่จะได้ประโยชน์ แล้วเรา ก็เพียงแต่นำแนวทางของการศึกษาของวุฒิสภามาพิจารณาในเส้น ๙เอ (9A) เท่านั้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นนี้เสมอไปเช่นกัน ดังนั้นจะขอสรุปสั้น ๆ ตรงนี้ว่ายังไม่สามารถที่จะ สรุปได้ว่าเราควรจะสร้างหรือไม่สร้าง หรือเส้นทางไหน ประชาชนจะรับได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ จะต้องฝากไปที่ทางรัฐบาล ถ้าเกิดสมมุติว่าสนใจแล้วก็นำเรื่องนี้ขึ้นมาศึกษาแล้วก็ให้ ความสำคัญและศึกษาลึกลงไปในทุกด้านที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็จะทำให้ทุกฝ่ายสมประโยชน์กัน แล้วก็ทราบว่าควรจะทำหรือไม่ทำอย่างไร ดังนั้นการศึกษานั้นจะเป็นข้อสรุปที่ดีว่าเราควรจะ ทำต่อไปหรือไม่ ในการศึกษาของเราในครั้งนี้เป็นเพียงแนวทาง แล้วก็ความตั้งใจของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ณ สภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับ