อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ หารือปัญหาสินค้าราคาแพง โดยชี้แจงว่าเกิดจากราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่ความผิดของหน่วยงานรัฐโดยตรง จึงเสนอให้เข้าใจกลไกเศรษฐกิจควบคู่กับการดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมแก้ปัญหาทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ และดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้กักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ เรื่องปัญหาสินค้าราคาแพง ถามว่าแพง จริงไหม แพงจริงครับ เดือดร้อนจริงไหม เดือดร้อนจริงครับ หลายคนพุ่งเป้าโยนความผิดไป ว่าที่แพงทั้งหมดเป็นเพราะกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่นก็เลยเป็นที่มา ที่ผมต้องขอใช้เวลาสภาแห่งนี้อภิปรายให้ทราบถึงข้อเท็จจริง ท่านประธานครับ เมื่อวันก่อน ผมสั่งเกาเหลาลูกชิ้นปลาเจ้าประจำให้เงินไป ๕๐ บาท ผ่านไปสักครู่คนไปซื้อก็กลับมาบอกว่า ไม่พอครับ มาขอเพิ่มอีก ๑๐ บาท พร้อมทั้งแคปเจอร์ (Capture) หน้าจอมาให้ดูว่ามันขึ้น จริง ๆ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่าลูกชิ้นปลาไม่ได้ทำจากเนื้อหมู ไม่ได้ทำจากเนื้อไก่ ปลาก็จับมาฟรี ๆ จากทะเลแล้วเอาอะไรไปแพง เอาอะไรมาขึ้นราคา เนื่องด้วยผมมีเวลาที่จำกัดเพียง ๗ นาที ถ้าจะให้พูดถึงทั้งระบบว่าเพราะอะไรของถึงแพง คงต้องใช้เวลาเป็นวัน ดังนั้นไหน ๆ เมื่อพูดถึงเรื่องลูกชิ้นปลาแล้ว ขอคำนวณให้เห็น ภาพง่าย ๆ ครับว่าของแพงเพราะอะไร ท่านประธานครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุหลักอันหนึ่ง ที่ของแพงเป็นเพราะราคาน้ำมันโลกแพง เป็นเรื่องปกติครับ เมื่อไรก็ตามที่น้ำมันขึ้นราคา ทุกธุรกิจจะถูกปรับราคาขึ้นไปด้วย จะมากจะน้อยก็ลดหลั่นกันไป จากบทวิเคราะห์ของ ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งบอกว่า ถ้าน้ำมันขึ้นราคาร้อยละ ๒๕ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเมื่อปีที่แล้ว จะกระทบต่อ ๕ ธุรกิจหลักเป็นสัดส่วนดังนี้ครับ ที่โชว์ (Show) บนหน้าจอ ทีนี้มาดูว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับลูกชิ้นปลาของเรา ท่านประธานครับ ต้นทุนของลูกชิ้นปลาหลัก ๆ มาจาก ๒ ส่วน ส่วนแรกคือวัตถุดิบ ส่วนที่ ๒ คือค่าขนส่ง ซึ่งปกติแล้วจะเป็นสัดส่วนอยู่ที่ ๔๐ : ๖๐ ทีนี้ส่วนของวัตถุดิบน้ำมันไปเกี่ยวก็คือค่าน้ำมัน เรือประมง ค่าน้ำมันโรงโม่แป้งที่เอามาผสมเป็นลูกชิ้น ซึ่งจากตารางเมื่อสักครู่นี้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ กระทบไปที่ ๐.๑๙ ในขณะที่ค่าขนส่ง ซึ่งคิดเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ กระทบอยู่ ที่ ๐.๓๒ ผมเอาตัวเลข ๒ ตัวนี้มาบวกกัน แล้วก็หารด้วย ๑๐๐ ก็จะได้ออกมาเท่ากับ ๒๖.๘ ท่านประธาน ๒๖.๘ เปอร์เซ็นต์นี้คืออะไร คืออัตราขั้นต่ำที่ลูกชิ้นปลาจะต้องถูกปรับขึ้น เมื่อน้ำมันขึ้นราคา ดังนั้นก็เลยไม่แปลกที่เมื่อตอนต้นผมโชว์ให้เห็นว่าราคาเกาเหลาจากเดิม ๕๐ บาท เพิ่มขึ้น ๒๖ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็น ๖๓ บาท เขาถึงต้องปรับราคาเป็น ๖๐-๗๐ บาท ทีนี้ท่านประธานคงเห็นภาพว่าทำไมน้ำมันแพงแล้วของต้องแพงตาม ทั้ง ๆ ที่ในก๋วยเตี๋ยว ก็มีน้ำมันอยู่นิดเดียวที่กระเทียมเจียว ท่านประธานครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมตัวอย่างมา เฉพาะเจาะจงเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ได้ยกตัวอย่างให้สะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจ ที่แท้จริง ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งสหรัฐบอกว่า เมื่อไรก็ตามที่น้ำมันขึ้นราคา สินค้าเกษตร แทบทุกตัวจะขึ้นราคา ที่ปรากฏบนกราฟในหน้าจอตอนนี้เส้นสีเหลืองคือราคาน้ำมัน ท่านประธานจะเห็นว่าเมื่อไรก็ตามที่น้ำมันสูง สินค้าเกษตรทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ถั่วเหลือง แป้งสาลีก็ขึ้นสูงตาม เมื่อไรก็ตามที่ราคาน้ำมันโลกลดลง สินค้าเกษตร ทุกอย่างก็ลดลงตาม ธนาคารกลางสหรัฐบอกว่าประเทศที่นำเข้าน้ำมันเป็นหลักจะได้รับ ผลกระทบสูงสุดจากเรื่องนี้ นั่นก็รวมถึงประเทศไทยครับ เพราะเรานำเข้าน้ำมันปีละ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคิดเป็นสัดส่วนก็คือเกินครึ่งของน้ำมันที่ใช้ทั้งประเทศ ดังนั้น เมื่อ ๒ ปีที่แล้วน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ราคาต่ำสุดอยู่ที่ ๑๕ เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจุบันเท่าไรท่านประธานทราบไหมครับ ๘๘ เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จาก ๑๕ เหรียญ เป็น ๘๘ เหรียญ ขึ้นกว่า ๕๐๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นท่านประธานคงได้รับคำตอบแล้วว่า ทำไมของถึงแพง ผมถึงย้ำชัด ๆ ตรงนี้ว่าของไม่ได้แพงเพราะกระทรวงพาณิชย์ ของไม่ได้แพง เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่แพงเพราะกลไกราคาน้ำมันและปัจจัยอื่น ๆ ที่เหนือ การควบคุม ท่านประธานครับ ผมพูดอย่างนี้ก็ไม่ได้จะปฏิเสธว่ารัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรจะนั่งเฉย ๆ นั่งดูประชาชนเดือดร้อนโดยไม่ต้องช่วยอะไร เราถึงได้เห็นกระทรวงพาณิชย์ นำโดยท่านรองนายกรัฐมนตรี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ถึงได้ดำเนินโครงการทั้งในเชิงนโยบาย เช่นการตั้งวอร์รูม (War Room) เพื่อควบคุมการฉวยโอกาสกักตุนสินค้าหรือขึ้นราคาสินค้า รวมไปถึงโครงการต่าง ๆ ที่บรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นการตรึงราคาสินค้าอุปโภค บริโภค โครงการพาณิชย์ลดราคา ๓,๐๐๐ กว่าจุดทั่วประเทศ รวมถึงการจัดรถโมบาย (Mobile) ธงฟ้าขายของราคาประหยัด เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายพาดพิงถึง โครงการนี้ว่า จะไปแทรกแซงกลไกตลาด ก็ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าผมเองมีโอกาสลงพื้นที่ ซึ่งท่านสมาชิกอาจจะไม่ได้เห็นว่าหลักการของรถโมบาย (Mobile) ธงฟ้าราคาประหยัด คือให้ไปจอดที่ชุมชนที่มีรายได้น้อยและไม่ให้ไปจอดที่ตลาด ชุมชนเหล่านี้ปกติเขาไม่ไปซื้อ หมูที่ตลาดอยู่แล้วครับ
ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลายท่านพูดกันเรื่องหมูแพง ท่านรัฐมนตรีเฉลิมชัยท่านได้ดำเนินโครงการทั้งระยะสั้น ระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการ ช่วยเหลือในเรื่องของราคานำเข้าอาหารสัตว์ การผลิตข้าวโพดทดแทนการนำเข้า การขยายพันธุ์แม่สุกร รวมไปถึงการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพื่อป้องกันโรคระบาด และล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพิ่งเสนอให้ ครม. อนุมัติวงเงินอีก ๕๗๔ ล้านบาท เพื่อเยียวยาแก้ไขปัญหานี้ ท่านประธานครับ ผมว่าเมื่อถึงจุด ๆ นี้ ท่านสมาชิกทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านคงเห็นตรงกันกับผมว่า ปัญหาเรื่องสินค้าราคาแพงไม่ใช่ ความผิดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ใช่ความผิดของกระทรวงพาณิชย์ แต่แน่นอน ทั้ง ๒ กระทรวง มีหน้าที่ในการแก้ปัญหานี้ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่เหนือการควบคุมแบบนี้ คงไม่สามารถแก้ให้เบ็ดเสร็จภายในชั่วข้ามคืน ดังนั้นผมจึงอยากจะขอฝากแล้วก็ฝังไว้ ๒ เรื่องครับ
เรื่องแรกที่อยากจะฝากก็คือ อยากจะบอกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าปัญหา ที่เรากำลังเจออยู่ตอนนี้เป็นเพียงเหรียญด้านเดียว เป็นปัญหาที่เกิดจากฝั่งอุปทาน แต่เมื่อเรา เริ่มเปิดประเทศ ความต้องการจะเพิ่มมากขึ้นจากความต้องการจากต่างประเทศ ปรากฏการณ์ ที่จะเกิดขึ้นก็คือสินค้าที่เดิมตอนนี้ก็แพงอยู่แล้วราคาจะทะยานขึ้นไปอีกจากความต้องการ ซื้อของต่างประเทศ นั่นเป็นปัญหาด้านอุปสงค์ ซึ่งเป็นเหรียญอีกด้านหนึ่ง ก็ขอถือโอกาสนี้ ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าให้เตรียมการในการรับมือสึนามิทางเศรษฐกิจ อย่าให้เป็น เคราะห์ซ้ำกรรมซัดกับประชาชน
สุดท้ายครับที่อยากจะฝังก็คือ อยากจะเน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เข้มงวดกวดขันกับคนที่กักตุนสินค้ากับคนที่ฉวยโอกาสขึ้นราคา ขอเถอะครับ เชือดลิง ให้คนเลี้ยงไก่ดู โดยเฉพาะกับพวกรายใหญ่ที่ทำนาบนหลังคน ฝังกลบให้สิ้นซากครับพวกนี้ อย่าให้เหลือรอด ก็ขอฝากไว้ ๒ ประเด็นครับ ขอบคุณครับ