มานพ สนับสนุนตั้งกรรมาธิการ แก้ปัญหาราคาผักตกต่ำ-โรคสุกร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๕

มานพ คีรีภูวดล อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและผลกระทบจากราคาสินค้าที่ผันผวน โดยเน้นปัญหาราคาผักตกต่ำในภาคเหนือที่ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก พร้อมเสนอให้กรรมาธิการพิจารณาต้นทุนการผลิต ระบบขนส่ง และการวางแผนผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยอย่างยั่งยืน

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการ วิสามัญตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและ ศึกษาแนวทางช่วยเหลือประชาชนจากปัญหาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ท่านประธานครับ ที่ประชุมแห่งนี้ได้พูดถึงเรื่องของหมูแพง สินค้าแพง แต่ผมจะพูดถึงว่า สินค้าที่ถูกครับ ซึ่งมันจะมาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่แพงด้วย ผมพูดถึงเรื่องของพี่น้องเกษตรกร ผู้ปลูกผักในภาคเหนือครับ โดยเฉพาะผักลุ้ยหรือว่าผักกาดขาวปลี ตอนนี้มีปัญหาเรื่อง ราคาตายครับ ไปไม่ได้ครับ ผมอยากให้ฝ่ายสื่อได้เอารูปภาพที่ผมจะนำเสนอในที่ประชุมนี้ ออกมาครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

นี่พี่น้องเกษตรกรที่อำเภอแม่วาง ที่แม่แจ่ม ที่สะเมิง บอกว่าตอนนี้ขายไม่ได้ ภาพต่อไปเลยแล้วก็บอกว่าขอให้ผู้แทนราษฎร ที่เราเลือกไป ตอนที่ท่านหาเสียงนี้ ท่านบอกว่าจะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร วันนี้มันไม่ได้ พอมันไปไม่ได้ สุดท้ายผมอยากให้ทุกท่านได้ดูคลิปนี้ว่าเกษตรกรแก้ไขปัญหาอย่างไร ชีวิตก็ต้องเดินต่อ เมื่อมันไปไม่ได้ครับ ดูคลิป (Clip) ครับ เชิญฝ่ายสื่อครับ อันนี้ก็ไม่รู้จะทำ อย่างไรครับ เพราะว่าราคา ๑ บาท ในสวน แล้วผมจะอธิบายว่าทำไมเกษตรกรต้องทิ้ง ทั้งหมดเลยราคา ๑ บาท ในสวน แล้วผมจะอธิบายว่าทำไมเกษตรกรต้องทิ้งทั้งหมดเลย อันนี้ทุนที่ลงไป กำลังเป็นหนี้ ธ.ก.ส. หนี้สหกรณ์ หนี้กองทุนหมู่บ้านละล้าน แล้วไม่รู้ว่าจะเอา ทุนที่ไหนไปต่อ ชีวิตเกษตรกรที่ผมบอกว่าผมจะอภิปรายและนำเสนอข้อมูลที่ราคาถูก ซึ่งมันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่แพง ท่านประธานครับ เรื่องนี้พี่น้องเกษตรกรที่ไม่มีสิทธิในที่ดิน ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินการจะเข้าถึงแหล่งทุนงบประมาณในการพัฒนาคุณภาพชีวิตก็เป็นเรื่อง ยากอยู่แล้ว ถ้ามาเจอสถานการณ์เรื่องของเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ขนาดนี้นี่ผมคิดว่าพวกเขาเหล่านี้ ไม่มีทางออก นอกจากพี่น้องที่ตกงานในระบบเศรษฐกิจ คนที่ทำงานในโรงงานแล้ว อันนี้คือ พี่น้องเกษตรกรตัวจริง พี่น้องที่อยู่ในกรุงเทพฯ จะซื้อราคาที่แพง แต่ว่าที่มันไปไม่ได้นี่มันมี องค์ประกอบอยู่หลายเรื่องครับ ปัญหาสำคัญก็คือเรื่องของต้นทุนครับ ผักที่ผมมาโชว์นี่ครับ ต้นทุนอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ ๓ บาท ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าบริหารจัดการ ดูแลตัดหญ้า วัชพืช ค่าปุ๋ย ตอนนี้ทราบไหมครับ ในพื้นที่ในเมืองอยู่ที่ ๑,๒๐๐ บาท ไม่ได้รวมค่าขนส่ง ถ้าขนขึ้นไปที่บนดอยในพื้นที่ห่างไกล ถ้ารวมค่าจ้างอีก มันจะอยู่ที่ประมาณ ๑,๓๐๐-๑,๔๐๐ บาท ในพื้นที่ต่าง ๆ ค่าขนส่งครับ น้ำมันที่ราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ เกษตรกรจะต้องรับในการรับผิดชอบ เต็ม ๆ เลย ตรงนี้จะกว่าขนไปลงในโกดังหรือว่าล้ง ที่ผู้รับซื้ออย่างน้อยที่สุดจากบนดอยลงไป ในเมือง ๑ บาท จากเชียงใหม่ลงมาที่กรุงเทพฯ ที่ตลาดไท สี่มุมเมืองไม่ต่ำกว่า ๑ บาท เพราะฉะนั้นคือราคาตอนนี้ ๑ บาท เกษตรกรเลือกที่จะใช้เครื่องตัดหญ้าตัดทิ้งอย่างนี้เลยครับ ประเด็นที่อยากจะให้กรรมาธิการได้พิจารณาดูในเรื่องนี้ ผมคิดว่าเราจำเป็นจะต้องดูแล เกษตรกรตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้ในการผลิต ซึ่งมันไม่ใช่เป็นการผลิตขนาดใหญ่ครับ เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยจริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นคือ ทางออกทางเลือกที่เขาเท่าที่จะมีได้ก็คือการปลูกผักซึ่งเป็นพืชระยะสั้นประมาณ ๔๕ วัน ไม่เกิน ๒ เดือนก็ได้ผลผลิต ระบบต่าง ๆ ที่พวกเขาได้ลงแรงกู้เงินลงทุน ๓,๐๐๐ กับพ่อค้าคนกลาง วันนี้ตลาดทั้งหมดของพี่น้องที่ปลูกผักมันเดินไม่ได้ ขณะที่หมูแพง เพราะฉะนั้นคือพี่น้อง ที่ปลูกผักวันนี้ไม่ต้องคิดหรอกครับจะได้กินต้มกระดูกหมู ไม่ต้องคิดแล้วครับ เพราะว่าผัก ราคาอย่างนี้จะกินอย่างไรก็มองผักแล้วก็ร้องไห้ แล้วก็ยังติดหนี้เรื่องปุ๋ย เรื่องยาอยู่ สิ่งที่ผมอยากจะขอให้กรรมาธิการที่จะเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ผมอยากให้พิจารณาเรื่องของ ต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องของเรื่องปุ๋ย เรื่องยา ถ้าเป็นไปได้ในระยะยาวผมคิดว่าเรื่องระบบขนส่งสำคัญมากครับ วันนี้ต้นทุนในการขนส่ง จากเชียงใหม่มาถึงที่นี่มันขึ้นอยู่กับปริมาณ ถ้าเป็นรถปิกอัพกระบะใส่ได้ประมาณ ๓.๘-๔ ตัน ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๑.๕-๑.๘ ถ้าเป็นหกล้อก็จะประมาณที่ ๑ บาท ถ้าเป็นสิบล้อก็จะลดลงมา เราจะมีระบบขนส่งที่รวดเร็ว ที่ทันกับคนที่จะบริโภคในเมืองกับคนที่ปลูกได้กินผักที่สด ๆ ไม่ต้องไปนอนค้างคืนที่กลางทาง ระบบขนส่งเป็นสิ่งจำเป็น และเราอยากจะเห็นระบบ การวางแผนการเชื่อมโยงระบบตลาดกับการผลิตที่มันสมดุลกัน ความฝันของผม ในฐานะลูกหลานเกษตรกรว่า เราอยากจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ที่เราเลือกปลูกอย่างนี้ เพราะว่ามันไม่มีระบบแผนการผลิตที่ร่วมกันระหว่างต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ การปลูก แต่ละครั้งก็เป็นยถากรรม ทั้งหมดทั้งมวลนี้กรรมาธิการจะต้องสื่อสารกับผู้มีอำนาจคือรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในว่าปริมาณ ความจำเป็น ความต้องการของแต่ละปี พืชแต่ละตัวเท่าไร และศักยภาพของพื้นที่ อยู่ที่ไหน จะจัดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปลูก ผู้ผลิตกับผู้บริโภคให้มันลงตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้ เกิดภาพอย่างที่ผมนำเสนอในที่ประชุมวันนี้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ