สมศักดิ์ เทพสุทิน ระบุว่าการบริหารโทษเป็นอำนาจของศาลที่แยกขาดจากกระทรวงยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จึงไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีได้
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอตอบกระทู้ของท่าน ส.ส. ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล บัญชีรายชื่อ ในแนวทางของการทำงานของกระทรวงยุติธรรมยึดมั่นในเรื่องของความ เป็นธรรม ให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนอย่างเคร่งครัด แต่อำนาจทั้ง ๓ อำนาจ ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยเรานี้มีฝ่ายบริหาร ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหาร เป็นประมุขของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ คือท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธาน รัฐสภาเป็นประมุข และทางศาล ประธานศาลฎีกาเป็นประมุข เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นส่วนของ ฝ่ายตุลาการ ในส่วนของตุลาการและฝ่ายบริหารนั้นแยกอำนาจออกจากกันโดยเด็ดขาด เดิมทีเดียวเราอาจจะมีความเข้าใจสับสน และมีผู้คนถามผมตลอดเวลาว่า เรื่องของศาลกับ กระทรวงยุติธรรมเราบริหารจัดการไปด้วยกันในลักษณะของความสงสัย ด้วยความต้องการ อยากจะรู้อยากจะเห็นของผู้คนออกไปลักษณะนั้น ผมบอกว่า ในเรื่องของศาลนี้เรา ไม่สามารถที่จะไปก้าวก่ายได้ และในอำนาจของศาลซึ่งศาลเป็นผู้กำหนด อย่างเช่นกำหนด ผู้คนที่ทำผิดแล้วกำหนดโทษให้ ฝ่ายกระทรวงยุติธรรมก็รับผู้ที่ถูกกำหนดโทษแล้ว เป็นนักโทษมาบริหารโทษ ดังจะเห็นว่าในบางโอกาสสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาก็มีการ พูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระทรวงยุติธรรมบริหารโทษ บางครั้งก็ยังเข้าใจว่ากระทรวงยุติธรรม ไปลดโทษของผู้คนที่ถูกศาลสั่งหรือมีคำสั่งจากศาลแล้วว่า จาก ๒๐ ปีเหลือโทษ ๑๐ ปี หรือ ๕ ปี จริง ๆ แล้วไม่เป็นเช่นนั้นเลยครับ ในการที่บริหารโทษเราบริหารเสร็จว่า โทษเขาควรได้จะได้รับการลดหย่อนเท่าไร เราต้องขออำนาจของศาลให้ออกคำสั่งมาว่า ผู้นั้น ประพฤติดี ทำดี สมควรที่จะได้รับการลดหย่อนออกมาตามแนวทางหรือพักโทษด้วยเหตุ พิเศษ หรือเหตุปกติต่าง ๆ เหล่านั้น มันเป็นเรื่องที่เราจะต้องขอจากศาล เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้บัญญัติแยกอำนาจหน้าที่ ออกจากกันโดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นกระทรวงยุติธรรมไม่อาจก้าวล่วงในอำนาจของการ พิจารณาพิพากษาอรรถคดีหรือดำเนินการอื่นใดภายในของฝ่ายตุลาการได้เลย และยิ่งในคดีที่ว่าท่านผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ได้ทำการอัตวินิบาตกรรมยิงตัวตาย หรือฆ่าตัวตาย ทั้ง ๒ ครั้งตรงนี้เป็นเรื่องที่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ของตำรวจหรือศาลจะต้อง พิจารณาดำเนินการ แล้วจะมาถามบอกว่ากระทรวงยุติธรรมไปทำอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องเรียนว่าเราไม่สามารถที่จะไปล่วงละเมิดอำนาจศาลในการดำเนินการ แต่ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่าที่ท่าน ส.ส. ประเสริฐพงษ์ได้กรุณานำเรื่องนี้มาพูด ก็ได้เห็นถึง ความสำคัญของอดีตผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ที่ได้ทุ่มเทในเรื่องของความตั้งใจในการ ที่จะพิจารณาหรือว่ายึดมั่นแนวทางของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในมาตรา ๑๘๘ มาตรา ๑๙๔ และมาตรา ๑๙๖ กำหนดให้พิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็น อำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยผู้พิพากษาและตุลาการ มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งในการจัดตั้ง วิธีพิจารณาคดีและการดำเนินงานของศาลยุติธรรมต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และในการบริหารงานบุคคลที่เกี่ยวกับผู้พิพากษาศาลยุติธรรมนั้นมีความเป็นอิสระ การดำเนินการโดยคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ประกอบกับพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๕๔๓ มาตรา ๕ มาตรา ๑๑ กำหนดให้อำนาจประธานศาลฎีกามีหน้าที่ วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม เพื่อให้เป็นการดำเนินการในกิจการของ ศาลยุติธรรมให้ไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบ ด้วยการมีอำนาจให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษา ในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่น ให้เป็นไปโดยถูกต้อง ก็หมายความว่าในชั้นบังคับบัญชาต่าง ๆ เหล่านั้น สามารถให้คำแนะนำ ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในส่วนงานต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นรูปแบบของการบริหารราชการ ทั่วไป ที่จะให้บังคับบัญชาต่าง ๆ เหล่านั้น แต่ว่าในความเห็นของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้าเราอ่านอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ถ้าเราคิดว่าเราอยู่ด้วยตัวเราคนเดียว หรือแม้แต่ ในเรื่องของรัฐมนตรีจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ในการแก้กฎหมาย รัฐมนตรี ก็ไม่มีสิทธิที่จะเสนอกฎหมายในนามของรัฐมนตรีกระทรวงนั้น ๆ ในสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มันมีขั้นตอนของการบริหารจัดการตรงนี้ แล้วเราก็ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่า อำนาจในการแบ่งส่วนราชการ การปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรมนั้นมันเป็นกฎหมายที่บังคับ เราไม่สามารถที่จะไปล่วงละเมิดอำนาจ ของศาลต่าง ๆ เหล่านั้นได้ตามที่ท่านต้องการอยากจะให้กระทรวงยุติธรรมเข้าไปจัดการ หรือดูแลในส่วนตรงนี้ ผมก็เรียนว่าไม่สามารถทำได้ แต่ถ้าหากว่าในเรื่องนี้ถ้าจะให้ผมช่วยคิด ถ้าท่าน ส.ส.ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ อยากจะให้รู้ถึงผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือประธานศาลฎีกา ก็สามารถขอผ่านตามแนวทางประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ คือทำเรื่องผ่านท่านประธานรัฐสภา ส่งไปถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการดำเนินการในส่วนต่าง ๆ เหล่านั้นได้จะเป็น เส้นทางตรงกว่า ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ในเรื่องของคดีความ ก็มีผู้คนเสียชีวิต ๕ คน เป็นการฆ่า ๕ ศพ มันเป็นเรื่องที่รุนแรงสะเทือน หรือกระทบจิตใจ ของผู้คนมากมายหลายท่าน และดูเหมือนการนัดฟังคำพิพากษาในศาลชั้นต้นที่ผมได้ศึกษามา คือวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๒ และมีการเลื่อนคำพิพากษาก็อาจจะเป็นประเด็นหนึ่ง ที่ทำให้เกิดอัตนิบาตกรรมก็ได้หรืออย่างไร อันนี้ผมก็คิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นที่ท่าน ส.ส.ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ได้นำมาพูดคุยถามนั้นก็ล้วนแต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ว่าถ้าจะไปให้ถูกช่องก็อย่างที่ผมได้แนะนำไปนั้น กระผมขอตอบในชั้นต้นเท่านี้ก่อน ขอบคุณครับท่านประธาน