วราวุธ ชี้แจงมาตรการสมดุลเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว เน้นขีดความสามารถรับนักท่องเที่ยว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๕

วราวุธ ศิลปอาชา ชี้แจงมาตรการสมดุลเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยเน้นการกำหนดขีดความสามารถในการรับนักท่องเที่ยวผ่านเกณฑ์ 4 ด้าน เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งหารือเรื่องขีดความสามารถในการรองรับพื้นที่อุทยานและเสนอแนวทางบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างมีประสิทธิภาพ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตตอบได้รับมอบหมายจาก ท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ชี้แจงตอบกระทู้ของท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ขออภัยที่เอ่ยนาม ในประเด็นเรื่องมาตรการการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ในเบื้องต้นต้องขออนุญาตเรียนว่าการที่เรากำหนด แคร์รีอิง คาพาซิที (Carrying Capacity) ซึ่งดีใจ ที่ท่านเท่าพิภพ ท่านประธานได้มีส่วนร่วม ในเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แล้วก็เข้าใจดีถึงความเปราะบางและความสำคัญในการ ที่เราจะต้องอนุรักษ์และควบคุมปริมาณไว้ ทั้งนี้ต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านเท่าพิภพครับว่า การกำหนดแคร์รีอิง คาพาซิที (Carrying Capacity) นั้นเราได้มี การประชุม แล้วก็หารือกับนักวิชาการ และทางคณาจารย์ เรื่องเกณฑ์กำหนดขีด ความสามารถในการรับนักท่องเที่ยวของแต่ละแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทาง ทะเล หลัก ๆ นั้นนี่จะพิจารณาศึกษากันอยู่ ๔ ด้าน

ด้านแรก จะเป็นด้านนิเวศวิทยา ดูว่าการที่มีนักท่องเที่ยวหรือมนุษย์ที่เข้าไป ในพื้นที่นั้นนี่จะก่อให้เกิดการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตนั้น จะเกิดผลกระทบอย่างไร ด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวในแต่ละระดับ ด้านแรก ก็คือ ด้านนิเวศวิทยาครับ

ด้านที่ ๒ คือด้านกายภาพ ก็คือว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่พื้นที่ที่เรามีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น อ่าวมาหยาที่เพิ่งเปิดรับนักท่องเที่ยว เมื่อวันที่ ๑ มกราคมที่ผ่านมา ว่าสามารถ ฟิสิกคอลลี (physically) หรือว่าทางกายภาพนั้นสามารถรับนักท่องเที่ยวได้ขนาด ไหน โดยที่ยังสามารถให้นักท่องเที่ยวแต่ละคนนั้นสนุกสนาน แล้วก็เพลิดเพลินไปกับ สิ่งที่อุทยานนั้นมอบให้ ไม่ว่าจะเป็นชายหาด หรือว่าวิวทิวทัศน์ต่าง ๆ โดยที่ไม่ใช่ถ่ายรูป ออกมาแล้วมองเห็นแต่คน ไม่เห็นทะเลเลย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งลักษณะนี้ก็จะแปรผัน ตามลักษณะ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ของแหล่งท่องเที่ยว อย่างเช่น ที่เป็นน้ำตก ในขณะนี้เอง เราก็จะคุมจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะลงไปเล่นในน้ำตกด้วยเช่นกัน ทั้งจำนวน แล้วก็รวมถึง เวลาด้วย

ด้านที่ ๓ ก็คือด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และการบริหารจัดการว่า จำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุดที่ทางแต่ละพื้นที่ อุทยานและเจ้าหน้าที่นั้นสามารถดูแลบริหาร จัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะอยู่ที่เท่าไร

และด้านสุดท้าย ก็คือด้านจิตวิทยาที่ว่าการที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปแล้ว จะได้รับความเพลิดเพลินได้รับความสนุก แล้วก็มีความสุขในการไปเที่ยวไม่รู้สึกอึดอัด จนเกินไป ได้รับความพึงพอใจ ๔ ประเด็น ด้านนิเวศ ด้านกายภาพ ด้านสิ่งอำนวย ความสะดวก และด้านจิตวิทยา จะเป็น ๔ ด้านหลัก ๆ ที่จะคำนวณว่าแคร์รีอิง คาพาซิที (Carrying Capacity) หรือว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเต็มที่ที่แหล่งท่องเที่ยว ๑ แห่ง ไม่ว่าจะเป็น ทางบกหรือทางทะเลนั้น ควรจะรับได้นั้นมีเท่าไร อย่างเช่นเวลาไปดำน้ำทางท่านเท่าพิภพได้ มีโอกาสได้ไปดำน้ำที่สิมิลันนั้น หลายท่านอาจจะเคยบอกว่าช่วงที่พีก (Peak) เวลาดำลงไป แล้วเหมือนอยู่ในกาต้มน้ำ คือเห็นแต่ฟองอากาศ แทบจะไม่เห็นปลาเลย เห็นแต่ฟินส์ (Fins) ของคนดำน้ำ อย่างนี้เป็นต้น นี่ก็จะเป็น ๔ ด้าน และผลสัมฤทธิ์ในเชิงการอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่ดูไว้เราก็จะดูอยู่ ๓-๔ ด้านเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การใช้ครีมกันแดดของนักท่องเที่ยว ในขณะนี้หลายอุทยานเราก็พยายามที่จะกวดขันเรื่องว่าขอให้ใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม อย่างเช่น รีฟเซฟ (Reef-Safe) คือว่าดำลงไปแล้ว ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับปะการัง หรือสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ซึ่งในการนี้ทางกรมอุทยานเองได้ออกประกาศไปเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๔ ปีที่แล้วในการที่ห้ามนำเอาครีมกันแดดที่มีส่วนประกอบของสารเคมีที่เป็น อันตรายต่อปะการังนั้นนี่เข้าไปใช้ในเขตอุทยานแห่งชาติ รวมถึงด้านที่ ๒ ก็คือการเหยียบย่ำ และขีดเขียน การเก็บปะการัง การทำให้ปะการังเสื่อมโทรม การตาย แล้วก็หาดทราย ด้านที่ ๓ จะเป็นพื้นที่หาดทรายที่ไม่ได้รับการรบกวนนั้นจะมีโครงสร้างของเม็ดทรายที่เหยียบ ไปแล้วซุย เป็นเหมือนว่า อย่างเช่นที่ อ่าวมาหยาที่ไป ถ้าท่านได้มีโอกาสไปเยี่ยมอีกครั้งหนึ่ง ท่านจะเห็นเลยว่าพอเหยียบทรายลงไปแล้ว มันจะไม่อัดแน่น เหยียบลงไปแล้วจะมิดถึง ข้อเท้าเลย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าแต่ละพื้นที่นั้นเราจะควรมีนักท่องเที่ยว สักขนาดไหน ยกตัวอย่างเช่น อ่าวมาหยา ในขณะนี้เราได้กำหนดว่า ณ เวลาหนึ่งจะมี นักท่องเที่ยวอยู่บนหาดได้ ๓๗๕ คน แล้วก็จะให้เวลา ๑ ชั่วโมง ในการที่จะเพลิดเพลินกับ บรรยากาศก่อนที่จะกลับไป แล้วก็มีนักท่องเที่ยวชุดใหม่เข้ามา อันนี้ในส่วนของ ต้องเรียนว่าเป็นการลิดรอน หรือว่าเป็นการทำให้ผู้ประกอบการนั้นเสียโอกาส ทางธุรกิจหรือไม่นั้น คงต้องพิจารณาทางด้านผู้ประกอบการหรือทางผู้ใช้ประโยชน์ จริง ๆ ต้องเรียนว่าการที่เราใช้แคร์รีอิง คาพาซิที (Carrying Capacity) หรือว่าการควบคุมปริมาณ นักท่องเที่ยวนั้น ก็เพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบการเอง เพราะว่าเราเห็นมาแล้วว่า เมื่อเราไม่ควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวนั้น อ่าวมาหยาปิดไปทั้งหมด ๔ ปีด้วยกัน เสียหายไป อย่างมหาศาล เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ดังนั้น เราขอให้มาน้อย ๆ แต่มานาน ๆ ควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยว เข้มงวดเกี่ยวกับกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งในการนี้ทางกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ก็กำลังเข้มงวด เพื่อที่จะไม่ให้เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาวครับ ท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ